เพียงแต่ก็แอบสงสัยในใจเหตุใดเจ้าทึ่มในหมู่บ้านชิงเหอ พอออกจากอำเภอเฉาถึงได้กลายเป็นนายน้อยไปได้? แล้วชีเหนียงรู้เรื่องนี้หรือไม่?
ถึงแม้จะสงสัยแต่ในเมื่อมาแล้วก็ได้แต่ต้องไปดูอาการคนป่วยก่อน
เพียงแต่พอเขาได้ลองตรวจวัดชีพจรก็รู้สึกถึงความประหลาดขึ้นมา “นี่มันไม่ถูกต้อง!”
หลิงชางไห่ที่เพียรตรวจชีพจรซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังรู้สึกมีบางอย่างผิดปกติ ท่าทางของหลิงชางไห่ทำให้ผู้ที่รับผิดชอบดูแลยายเฒ่าลั่วไม่สบายใจเท่าใดนัก
“ท่านหมอหลิงนางคงไม่ได้กำลังจะตายหรอกนะ?”
เมื่อได้ยินเสียงอันสั่นเทาหลิงชางไห่ก็หดมือที่วัดชีพจรกลับมา ใบหน้าไม่มีรอยยิ้ม มีเพียงความจริงจังอยู่เท่านั้น
คราวนี้ยิ่งทำให้คนตกอกตกใจลั่วต้าเซิงรีบคลานไปข้างกายยายเฒ่าลั่วและร้องไห้
“ท่านแม่! ท่านแม่! ท่านจะตายไม่ได้นะ! หากท่านตายแล้วข้าจะทำอย่างไร? หลักฐานที่ท่านบอกนั่นก็ยังไม่ได้เอาให้ข้าเลย! ท่านแม่!...”
หลิงชางไห่รู้สึกปวดหัวขึ้นมาเพราะเสียงร้องไห้คร่ำครวญ “ร้องไห้อันใดกัน? ข้าบอกตั้งแต่เมื่อใดว่านางกำลังจะตาย?”
“เรื่องเล็กแค่นี้ถึงกับต้องลากข้ามาจากอำเภอเฉา แค่หาหมอสักคนมารักษานางให้หายดีได้แล้ว! เสียแรงที่ข้าคิดเป็นโรคร้ายแรงอันใด!”
หลิงชางไห่ออกใบสั่งยากล่อมประสาทอย่างง่ายๆก่อนยื่นให้บ่าวไปจัดยาตามเทียบ
ทางด้านของจ้าวจือชิงเมื่อได้รับข่าวจากผู้อารักขาลับและรับรู้การมาถึงของหลิงชางไห่อีกทั้งอาการของยายเฒ่าลั่วไม่ได้หนักหนา จึงหาข้ออ้างมาที่ไร่
“ไม่เลวนี่เจ้าหนุ่ม นี่กลายเป็นนายน้อยแล้วหรือ อะไรกัน นี่ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาแล้วสินะ?” เมื่อได้เจอกับจ้าวจือชิงหลิงชางไห่ก็เริ่มกล่าวคำประชดประชัน สายตาแสดงออกชัดเจนถึงความไม่พอใจ “เสียแรงที่ข้าคิดว่าเป็นผู้ไข้สำคัญอันใดนึกว่าอาการหนักหนา จึงรีบเร่งเดินทางมาโดยไม่พักเพราะกลัวเสียเวลา”
“หึ! เจ้าดูเสียว่านี่คืออะไร? ก็แค่อาการเสียสติเสียแรงที่ข้าคิดว่าเจ้าคือคนกันเอง แล้วนี่คือสิ่งที่เจ้าทำกับข้าเช่นนั้นหรือ? หากเจ้าไม่ให้คำอธิบายที่ข้าพึงพอใจข้าจะให้ชีเหนียงมาถามเจ้าด้วยตัวเอง ว่าเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาใช้งานข้าเยี่ยงนี้?”
จ้าวจือชิงรอจนหลิงชางไห่ระบายโทสะจบก็รินน้ำให้ “ผู้เฒ่าหลิงข้ารู้ว่าท่านลำบากมาตลอดทางจึงรีบมาขอขมาท่านอย่างไรเล่า”
เมื่อเห็นท่าทีของจ้าวจือชิงหลิงชางไห่จึงรับน้ำชามาและส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ
“คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นหากแต่เป็นแม่เลี้ยงของชีเหนียง ยายเฒ่าลั่วกับลั่วต้าเซิง ครั้งนี้…”
เมื่อได้ยินว่าเป็นสองแม่ลูกสกุลลั่วหลิงชางไห่ก็ไม่สนใจน้ำชาในมืออีก ก่อนจะกระแทกจอกน้ำชาลงกับโต๊ะ แล้วเบิ่งตาถามจ้าวจือชิงอย่างหงุดหงิด “เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่? สองคนนี้คือคนที่ทำร้ายชีเหนียงเจ้ายังจะให้ข้าช่วยนางอีกหรือ?”
หลิงชางไห่นึกเสียใจหากรู้แต่แรกเขาไม่ควรออกใบสั่งยาให้ ควรให้นางหมดสติตายไปเสีย! หลิงชางไห่มองจ้าวจือชิงด้วยความโมโหใบหน้าที่ช่วงนี้ได้รับการบำรุงจนอิ่มเอิบสั่นระริก
“ข้ารู้ว่าพวกเขาทำผิดกับชีเหนียงครั้งนี้ที่ช่วยพวกเขาไว้ก็เพราะความบังเอิญ พวกเขาถูกคนตามสังหาร ส่วนคนของข้าบังเอิญไปเจอเข้าพอดีใครจะคาดว่าจะมีความบังเอิญเช่นนี้ พอเห็นถึงรู้ว่าเป็นพวกเขา” จ้าวจือชิงอธิบายด้วยความจริงเพียงกึ่งเดียว “ถึงอย่างไรพวกเขาก็มีบุญคุณที่เลี้ยงดูชีเหนียงหากข้าเห็นคนกำลังจะตายแล้วไม่ช่วย คงผิดต่อศีลธรรม ดังนั้นถึงเชิญท่านมา หวังว่าท่านจะช่วยปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับ”
พอดื่มน้ำชาก็บ่นออกมาอีกเล็กน้อยแม้จะได้ยินคำอธิบายจากจ้าวจือชิงแล้วหายโมโหไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดีจ้าวจือชิงหรือจะเป็นคนจิตใจดีปานนั้น ยิ่งสำหรับคนที่เคยทำร้ายชีเหนียงแล้ว หากเขายอมช่วยเหลือแสดงว่าเบื้องหลังต้องมีอะไรเป็นแน่
“ข้าไม่มีทางเชื่อว่าเจ้าจะจิตใจดีเช่นนี้! หากเจ้าลงมือทำอันใดต้องมีผลประโยชน์อันใดใช่หรือไม่?” หลิงชางไห่ไม่เชื่อคำพูดของจ้าวจือชิงตนนั้นรู้จักจ้าวจือชิงมานาน คิดว่าตนเข้าใจในตัวเจ้าหนุ่มนี่อยู่บ้าง จึงตัดสินใจถามออกไป
“อีกอย่างตอนที่ลั่วต้าเซิงเข้าใจว่าแม่ของตนกำลังจะตายสิ่งที่คิดถึงมิใช่เรื่องที่ว่าถ้าแม่ตัวเองตายไป ตนจะไร้ที่พึ่งพิง หากแต่เป็นเรื่องหลักฐานสำคัญอันใดสักอย่าง? เจ้าว่าหลักฐานนี้มันคือสิ่งใดกัน?”
เรื่องนี้จ้าวจือชิงเองก็ไม่ทราบจริงๆเพราะตอนที่อันอีมาหาเขา ก็ค่อนข้างรีบเลยไม่ได้บอกรายละเอียดทั้งหมด
จ้าวจือชิงวางถ้วยลงก่อนเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปที่หลิงชางไห่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทั้งยังคงสีหน้าอ่อนโยนและไร้เดียงสาไว้ “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาหมายถึงสิ่งใดอาจจะหมายถึงสมบัติของยายเฒ่าลั่วก็ได้” ขณะพูดก็พยักหน้าไปพลางจากนั้นจึงทุบโต๊ะ “ใช่แล้ว! ยายเฒ่าลั่วรักเงินทองที่สุดไม่แน่ว่านางคงทิ้งเงินทองไว้ให้ลั่วต้าเซิงไม่น้อย ไม่ได้แล้ว! ข้าต้องไปเอามาถือเป็นค่าชดเชยให้ชีเหนียง! เพราะถึงอย่างไรก็เป็นข้าที่ช่วยพวกเขาไว้อย่างไรก็ต้องตอบแทน!”
มองดูจ้าวจือชิงที่จากไปราวกับสายลมหลิงชางไห่ทำได้แค่เรียกตามหลังไป “นี่ๆๆ…”
ตกลงนี่ใช่เรื่องจริงหรือไม่? เจ้าหนุ่มคนนี้ลูกไม้เยอะนักตกลงว่าเขาควรเชื่อดีหรือไม่!
ด้านยายเฒ่าลั่วหลังจากดื่มยาแล้ว ก็รู้สึกสลบลง ยายเฒ่าลั่วค่อยๆ ตื่นขึ้นมาในยามจื่อ [1] พอลืมตาขึ้นก็เห็นลูกชายที่นอนเฝ้าข้างเตียงหลับไปแล้ว
ครั้งนี้นางหนีรอดจากความตายมาได้นับว่าเป็นโชคดีแต่ขณะเดียวกันนางก็รู้ว่าคนที่จับจ้องตนเอง ไม่ได้มีแค่คนผู้นั้น ยังมีผู้อื่นอีกที่จับตาดูนางอยู่เกรงว่าชีวิตนี้ของนางช้าเร็วก็คงต้องจบลงแน่แต่นางจะปล่อยให้ลูกชายต้องมาตายเพราะความโลภในอดีตของตนเองไม่ได้
พอฟื้นขึ้นมาไม่นานนางก็เลือกที่จะปิดตาลงอีกครั้งความเคลื่อนไหวในห้องนี้ก็ถูกจับตาดูตั้งแต่แรกแล้ว
“นายน้อยเห็นทียายเฒ่าลั่วคงไม่สารภาพง่ายๆ แน่ขอรับ” คนที่เพิ่งฟื้นกลับแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกตัวอย่างไรก็มีปัญหา
ไม่ต้องให้อันอีเตือนจ้าวจือชิงเองก็รู้ว่ายายเฒ่าลั่วคิดจะทำอะไร หากสิ่งที่นางบอกมีค่าพอเช่นนั้นเขาก็จะทำให้นางสมหวังในสิ่งที่ปรารถนาเพราะถึงอย่างไรชีเหนียงก็ไม่เอาเรื่องพวกนางเขาเองก็ไม่ได้ต่อต้านการกระทำของชีเหนียง แต่หากสิ่งที่นางพูดไม่มีค่าพอ เช่นนั้นเขาก็จะไม่ปล่อยไปเช่นกัน
“อ้อนายน้อยขอรับ ช่วงนี้นายท่านเหมือนจะรับรู้ความผิดปกติของ ‘หน่วยชื่อเซียว’ จึงได้มีคำสั่งเรียกตัวผู้น้อยกลับขอรับ”
ชื่อเซียวคือหน่วยลับหากมิใช่เพราะเขาไม่มีคนที่ใช้งานได้มากนัก คงไม่ใช้งานหน่วยชื่อเซียวเร็วเพียงนี้อันอีคือหัวหน้าของหน่วยชื่อเซียว นับตั้งแต่ห้าปีที่แล้วที่ปกปิดซ่อนเร้นตัวตนเขาก็ปรากฏตัวในฐานะสามัญชนทั่วไป ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ตามกฎของหน่วยชื่อเซียวแล้วทุกครึ่งปีจะต้องรายงานสถานการณ์กับทางเมืองหลวงหนึ่งครั้ง
ครั้งนี้คาดว่าเป็นเพราะจ้าวจือชิงใช้งานพวกเขาจึงทำให้การรายงานล่าช้าจนทำให้ตาเฒ่านั่นสังเกตเห็น
“ไม่ต้องกังวลไปเจ้ากลับไปตามปกติ ไม่ต้องพูดอันใดมาก จำไว้เพียงว่าเจ้ารับใช้ผู้ใดก็พอ”
“ขอรับ นายน้อย!”
อันอีรู้สึกตื้นตันขึ้นมาคำพูดนี้ของนายน้อยเหมือนเป็นการยอมรับสถานะของเขา ในที่สุดการคาดเดาของเขาก็ได้รับการยืนยันแล้วแม้ว่านายน้อยตรงหน้าจะต่างจากนายน้อยในอดีต แต่รัศมีความน่าเกรงขามในตัวก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“หลังจากกลับไปแล้วเจ้าก็เฝ้าสังเกตการณ์อย่างลับๆ แล้วกัน…”
-----
[1] ยามจื่อคือเวลา 23:00 – 00:59