“เห็นได้ชัดว่า นี่คือบททดสอบที่ฝ่าาทรงมอบให้แก่พระนัดดาสาม ทรง้าดูว่าเขาสามารถควบคุมและสยบหลานอวี้ได้หรือไม่ ไม่เช่นนั้นพระนัดดาสามย่อมไม่มีคุณสมบัติพอที่จะนำหน่วยองครักษ์เสื้อแพรไปจับกุมคนได้ถึงเพียงนี้” เหยากว่างเสี้ยวกล่าวเสริม
คนที่มองเหตุการณ์ไม่ออก ย่อมมองว่าเป็เพียงเื่สนุกตื่นเต้นเื่หนึ่ง แต่คนที่มองสถานการณ์ขาด ย่อมคาดเดาสาเหตุและเจตนารมณ์ที่แท้จริงได้ เหยากว่างเสี้ยวคือหนึ่งในกลุ่มคนหลังนั้น
เขาเอ่ยต่อว่า “หลานอวี้จะรอดหรือตาย ย่อมขึ้นอยู่กับว่าความสามารถของพระนัดดาสามจะโดดเด่นพอหรือไม่ ทว่าพระนัดดาที่กล้าถือกะบี่เรียกร้องหาความตายผู้นี้ ความสามารถคงไม่ด้อยไปกว่าใครนัก เสียก็ตรงที่... เขายังเยาว์วัยเกินไป”
เพราะเยาว์วัยเกินไป จึงยังไม่เป็ที่แน่ชัดว่าจะสยบกลุ่มหลานอวี้ให้ยอมรับจากใจจริงได้หรือไม่
“ในทางกลับกัน ข้าค่อนข้างหวังให้หลานอวี้ตายเสียจริง ๆ ” จูตี้ยิ้มเล็กน้อย
เขาไม่ได้ปกปิดความรู้สึกนี้และพูดออกมาตรง ๆ
ยามที่จูเปียวยังมีชีวิตอยู่ หลานอวี้เคยบอกจูเปียวว่าจูตี้มีแผนการมักใหญ่ใฝ่สูง ทั้งสองฝ่ายจึงขุ่นเคืองใจกันมานานแล้ว หากหลานอวี้ตายไป ฉางเซิงและคนอื่น ๆ ย่อมไร้ผู้นำ
และเพชฌฆาตจู คงไม่เหลือพวกเขาไว้แน่นอน
ถึงเวลานั้น ในราชสำนักย่อมไร้ขุนศึกยอดฝีมือ หากเขาคิดจะกระทำการใด ๆ ย่อมกลายเป็เื่ง่ายดายยิ่งขึ้น
“พวกเราใกล้จะได้กลับเป่ยผิงแล้วใช่หรือไม่?” จูตี้ถอนหายใจยาว
หากจะให้่ชิงบัลลังก์ด้วยวิธีปกตินั้น เขาย่อมรู้ดีว่าแทบเป็ไปไม่ได้ มีเพียงต้องใช้เส้นทางที่ไม่ปกติเท่านั้นจึงจะสำเร็จ
และหากหลานอวี้กับพวกตายไป เส้นทางไม่ปกติในอนาคตที่เขาจะเลือกเดินย่อมมีช่องทางมากขึ้น ด้วยความสามารถในการนำทัพบุกตะลุยทุ่งหญ้าของเขา หากวันหนึ่งต้องนำทัพบุกกลับมาโดยที่ในราชสำนักไม่มีแม่ทัพเก่ง ๆ หลงเหลืออยู่ โอกาสแห่งความหวังก็ยังพอมีให้เห็น
“ท่านอ๋อง้ากลับไปฝึกทหาร และเตรียมความพร้อมเื่เสบียงยุทโธปกรณ์แล้วสินะ?”
เหยากว่างเสี้ยวฟังเพียงนิดก็เข้าใจความหมายในคำพูดของจูตี้
เมื่ออยู่ที่นี่ไม่มีโอกาส่ชิงตำแหน่ง ก็สู้รีบกลับไปสร้างโอกาสที่อื่นเสียดีกว่า
เมื่อกลับถึงเป่ยผิงแล้ว โอกาสที่สร้างได้ย่อมมีมากมายมหาศาล
จูตี้ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไต้ซืออย่าเพิ่งเดาสุ่มไป ข้าเพียงแต่กังวลว่าพวกคนเถื่อนทางตอนเหนือจะก่อเื่อีก นี่ก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะยกทัพลงมาปล้นสะดมอีกก็เป็ได้”
เหยากว่างเสี้ยวยิ้มบาง ๆ แล้วส่งสายตาเป็นัยว่า ‘ข้าเข้าใจท่าน’ กลับไป
เื่ของหลานอวี้ พวกเขาตัดสินใจไม่เข้าไปก้าวก่าย ทำเพียงแค่รอเฝ้าดูผลสรุปในตอนสุดท้ายเท่านั้น
...
“ฝ่าา!”
จี๋เสียงเดินเข้ามาในตำหนักอู่อิง แล้วโน้มตัวคำนับ “พระนัดดาสามพาตัวหลานอวี้ไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อทราบผลลัพธ์ว่าสามารถพาตัวหลานอวี้ออกไปได้ จูหยวนจางก็แสดงท่าทางพึงพอใจ
“ตาแก่หลานอวี้ยังถือว่ารู้ความอยู่บ้าง ไม่ได้หาเื่ให้อวิ่นเถิงลำบากใจ ดูท่าคำเตือนที่เฝิงเซิ่งบอกในวันนั้น ตาแก่นั่นคงจะฟังเข้าหูไปบ้าง”
เขากังวลว่าหลานอวี้และพวกพ้องที่มีทั้งอำนาจทางการทหารและมีทั้งบารมี นอกจากตัวเขาและจูเปียวแล้ว เกรงว่าคนอื่น ๆ คงจะกำราบคนเหล่านี้เอาไว้ไม่อยู่
ท้ายที่สุดจะเกิดปัญหาขุมกำลังฝ่ายพระญาติมีอำนาจมากจนเกินไป
แม่ทัพขุนศึกแห่งหวยซีส่วนใหญ่นั้นล้วนเป็เครือญาติของจูอวิ่นเถิง กลุ่มพระญาติกลุ่มนี้ มีอำนาจมากจนเกินไปแล้วจริง ๆ
“ข้าอยากจะรู้นักว่า อวิ่นเถิงจะจัดการกับพวกเขาอย่างไร”
ไม่เช่นนั้นแล้ว จูหยวนจางย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสังหารทิ้งเสีย
ต่อให้จะฆ่ายากฆ่าเย็นเพียงใด เขาก็ต้องหาทางพาทุกคน ‘ไป’ กับเขาด้วยก่อนที่ตัวเขาจะลาลับโลกนี้ไป
“คนอื่น ๆ มีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง?” จูหยวนจางถามต่อ
“ผู้คนจำนวนมากกำลังเฝ้ารอดูฝีมือของพระนัดดาสามพ่ะย่ะค่ะ”
จี๋เสียงรีบทูลรายงาน “พวกเขาส่งคนไปสืบข่าวที่หน้าจวนเหลียงกั๋วกงทันทีที่ทราบผลก็นำกลับไปรายงาน แต่ในฝั่งของพระนัดดารองกลับมีท่าทีต่างออกไปพ่ะย่ะค่ะ”
จูหยวนจางถาม “ต่างอย่างไร?
“การปล่อยข่าวพ่ะย่ะค่ะ” จี๋เสียงก้มหน้ากราบทูล “กองกำลังทหารกลุ่มที่ยกมาช่วยหลานอวี้ได้รวดเร็วเพียงนั้น ทั้งหมดเป็แผนการของพระนัดดารองพ่ะย่ะค่ะ”
ความจริงแล้ว การที่ทหารส่วนตัวของถังต้าและพวกสามารถเข้าเมืองมาได้นั้น เป็เพราะจูหยวนจางจงใจปล่อยมือให้เพื่อเพิ่มระดับความยากแก่จูอวิ่นเถิง
ไม่เช่นนั้นกองทหารหลายร้อยคนเ่าั้อย่าว่าแต่จะเคลื่อนทัพได้เลย แม้แต่ประตูเมืองก็คงเข้าใกล้ไม่ได้
ในเมื่อจะเป็บททดสอบ จูหยวนจางย่อมไม่ยอมให้จูอวิ่นเถิงคุมตัวหลานอวี้กลับไปได้ง่ายดายเพียงนั้น
“อวิ่นเหวินยังคงไม่นิ่งดูดายจริง ๆ ” จูหยวนจางไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อบอกว่าจะแย่งชิงตำแหน่ง จูอวิ่นเหวินย่อมต้องทำอะไรสักอย่างอยู่แล้ว
ส่วนเื่พี่น้องรักใคร่ปรองดองอะไรเทือกนั้น มันก็เป็แค่การสร้างภาพเท่านั้น!
ทว่าจูอวิ่นเหวินออกจะหน้าไหว้หลังหลอกไปหน่อย ซึ่งเขาค่อนข้างไม่ชอบนิสัยนี้เท่าไหร่ สู้จูอวิ่นเถิงก็ไม่ได้
หากบอกว่าไม่สบอารมณ์จูอวิ่นเหวิน ก็คือแสดงออกว่าไม่สบอารมณ์ตรง ๆ ไม่แสร้งทำเป็พี่น้องปรองดองแต่ลอบแทงข้างหลัง
“นำรายละเอียดทั้งหมดมา ข้าจะอ่านเอง” จูหยวนจางสั่ง
จี๋เสียงเตรียมการไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว จึงรีบยื่นรายงานที่มีเนื้อหาละเอียดที่สุดให้กับจูหยวนจาง
เมื่อเปิดอ่านจนจบ จูหยวนจางก็พยักหน้าเล็กน้อย “ไม่เลว! สุขุมเยือกเย็น หากเปลี่ยนเป็พระนัดดาองค์อื่น ๆ ตอนที่เห็นถังต้านำทัพมาขวาง คงจะขาสั่นไปแล้ว แต่อวิ่นเถิงยังใจเย็นได้ขนาดนี้…ให้หลานอวี้รออยู่ที่หน่วยเจิ้นฝู่ไปก่อน ส่วนเื่อื่นไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ไว้รอถึงวันพรุ่งนี้ก่อน” จูหยวนจางสรุปทิ้งท้าย
ตาเฒ่าจูอยากจะรู้ว่า พรุ่งนี้ จูอวิ่นเถิงจะทำให้พวกหลานอวี้ยอมศิโรราบได้อย่างไร
เพราะคำว่า 'หูเหวยยง' สามคำนี้ แทบจะเท่ากับยันต์เร่งมัจจุราช เขาเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าพวกหลานอวี้จะดิ้นรนเอาชีวิตรอดเช่นไร
เขายังคงตั้งตารอคอย ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ความสามารถของหลานชายคนนี้จัดว่าไม่เลวเลยจริง ๆ แม้จะไม่มีใครคอยชี้แนะ ก็ยังสามารถเผชิญหน้ากับอันตรายได้อย่างไม่หวาดหวั่น
ไม่เหมือนกับจูอวิ่นเหวินที่มีขุนนางบุ๋นข้างกายมากมายคอยวางแผนให้ แต่ก็ยังทำผลงานได้เละเทะไม่เป็ท่า
หลังจากคุมตัวหลานอวี้ไว้ที่หน่วยองครักษ์เสื้อแพรแล้ว จูอวิ่นเถิงก็ใช้ป้ายอาญาสิทธิ์เข้าวังกลับมายังที่พักของตนเอง
มาถึงยามนี้ จิตใจของเขาถึงได้สงบลงมาบ้าง
แม้ภายนอกดูเหมือนว่าเขาจะไม่ตื่นเต้น แต่อันที่จริงในใจก็ยังไม่มีความมั่นใจนัก โดยเฉพาะตอนที่เห็นถังต้ายกทัพนำทหารมา
หากเกิดการปะทะกันจริง ๆ ย่อมต้องมีคนตายแน่ และหากถึงขั้นนั้น เื่ราวคงจะบานปลายจนแก้ไขไม่ได้
ยังดีที่ไม่ได้ต่อสู้กัน และหลานอวี้ก็ยอมเชื่อฟังคำพูดของเขา
ต้องเข้าใจว่าในฐานะคนยุคปัจจุบัน เขาแทบไม่มีโอกาสได้เห็นทหารที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเืและจิตสังหารอันดุดันเช่นนั้นเลย
บุตรบุญธรรมของหลานอวี้เมื่อครู่นี้ รวมไปถึงทหารกล้าเ่าั้ ทำให้เขารู้สึกกลัวอยู่ไม่น้อย
แม้จะมีหน่วยองครักษ์เสื้อแพรอยู่ข้างกาย แต่เขาก็รู้สึกว่าพวกองครักษ์เหล่านี้ไม่น่าวางใจเสียเลย
‘วันพรุ่งนี้ จะเป็่เวลาการแสดงที่แท้จริงของข้าแล้ว!’ จูอวิ่นเถิงนึกในใจ
ทว่า พี่หญิงและน้องหญิงต่างก็ถูกกัวฮุ่ยเฟยพาตัวไปหมดแล้ว ทั้งเรือนจึงเหลือเพียงเขาคนเดียว ช่างน่าเบื่อและว่างเปล่าพิลึก
ส่วนจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกได้อย่างไร ตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออก
เมื่อหลิ่วลิ่วเห็นจูอวิ่นเถิงกลับมา เขาก็หยิบเครื่องกำยานชนิดหนึ่งออกมาเตรียมจุดในกระถางธูปตามเคย
“ไม่ต้องแล้ว” จูอวิ่นเถิงโบกมือห้ามไว้
สินค้าชั้นเลิศที่นางหลี่ว์ส่งมาเนี่ยนะ... ใครจะเชื่อว่ามันไม่มีพิษภัย?
เขายังแอบกังวลเสียด้วยซ้ำว่า ร่างกายนี้ได้รับพิษไปมากเพียงใดแล้ว
พิษชนิดเฉียบพลันอาจจะไม่มี แต่มันคือการสะสมพิษทีละเล็กละน้อยต่างหาก ซึ่งไม่มีใครรับประกันได้
สาเหตุการตายที่น่าเคลือบแคลงใจของจูสยงอิงและนางฉาง จูอวิ่นเถิงมองว่าในเมื่อนางหลี่ว์กล้าลงมือทำถึงเพียงนั้น ย่อมไม่ทางปล่อยเขาไปแน่
นางต้องมีแผนการบางอย่างที่วางเตรียมไว้ และยามใดที่นางรู้สึกว่าเขาควบคุมไม่ได้ ยามนั้นนางคงซัดไม้ตายใส่เขาอย่างสาหัสแน่นอน
และยามนั้น ตัวเขาก็คงจะตายลงไปอย่างไร้ร่องรอยเฉกเช่นพระมารดาและพี่ใหญ่
‘ต้องย้ายออกไปให้ได้!’
จูอวิ่นเถิงมั่นใจว่า ตำหนักบูรพามันอันตรายเกินไปแล้ว
แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอให้เื่ของหลานอวี้ผ่านพ้นไปเสียก่อน จึงค่อยพิจารณาแผนการขอย้ายที่อยู่
การที่จูหยวนจางยังไม่มีท่าทีที่จะจัดการนางหลี่ว์นั้น ส่วนสำคัญคือความจริงที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด เื่ราวมันผ่านพ้นไปหลายปี แม้เคยมีหลักฐานอยู่บ้างก็คงถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น
ยามนี้ผู้ที่ควบคุมอำนาจภายในตำหนักบูรพาก็คือนางหลี่ว์ ตนจึงต้องคอยระมัดระวังเป็พิเศษ
หากจะสังหารพระชายารัชทายาทโดยปราศจากหลักฐาน แม้จะเป็จูหยวนจางก็ย่อมทำใจได้ยาก
เพราะถึงอย่างไร นางก็คือพระชายาองค์รัชทายาทที่ตาเฒ่าจูเป็คนแต่งตั้งขึ้นมาเองกับมือ