|บทที่ ๒| ข้ามันลูกทุ่ง ข้านอนมุ้งสี่สาย ผูกด้วยเชือกจูงควาย เอนกายแล้วสิ้นลำเค็ญ*
รถแทรกเตอร์เคลื่อนเข้ามาจอดอย่างผึ่งผายโอ่อ่าอยู่เหนือคันดินที่รถคันงามของเดซี่จมปลักอยู่ พอเดซี่มองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มบนรถแทรกเตอร์ชัดๆ แล้วเธอก็ถึงกับนิ่วหน้าตาค้าง...
“นะ นาย?”
“ไปไม่รอดแล้วล่ะสิ นี่ล่ะน้า โทษฐานที่ไม่สนใจฟังสิ่งรอบข้าง แล้วแถมยังไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือ” สายตาคมๆ ของเขามองเธอทั้งตัวหัวจรดเท้า “ดูแต่งตัวเข้าสิ คิดจะมาอยู่บ้านนอกก็หัดทำตัวเป็มิตรกับสิ่งแวดล้อมหน่อยนะคุณ”
เดซี่ยกสองมือเท้าเอว “นี่! พูดอะไรของนาย แล้วตรงไหนที่ฉันดูไม่เป็มิตรไม่ทราบ?”
“ก็ทุกตรง... รองเท้าเอย กระโปรงเอย แถมปากแดงแจ๋อย่างกับผีดูดเื”
'ตาบ้า! บ้านนอก! ตาต่ำ! ฉันออกจะสวย เห็นไหมเนี่ยแบรนด์เนมทั้งตัว สวยหัวจรดเท้าขนาดนี้ยังมาว่าดูไม่เป็มิตร เอาตามองหรือเอาตาตุ่มมอง?' เดซี่แอบเถียงเบาๆ ขณะมองตามสายตาของเขาที่มองเธอชนิดหัวจรดเท้าซึ่งเธอสวยเด่นอยู่ในชุดเดรสสีแดงกุหลาบ เข้าธีมกับเฉดสีของรองเท้ากับลิปสติกสี Blazing Red จาก Bobbi Brown แน่นอนว่าเขาอาจจะตะลึง เพราะเคยชินตาแต่กับพวกซกมกมอมแมม แหงล่ะสิ ก็บ้านนอกคอกนาแบบนี้ เขาจะเอาปัญหาที่ไหนไปเจอผู้หญิงสวยๆ อย่างเธอ แล้วเธอน่ะนะ ทั้งสวยทั้งเริ่ด เหมือนนางแบบ vogue
ชายหนุ่มเห็นเธอที่เอาแต่ยืนเชิดหน้าเท้าเอวหยิ่งๆ เขาก็ไหวไหลยิ้มๆ รำพึงถาม
“นี่แปลว่าไม่้าความช่วยเหลือ? ดี ผมจะได้ไป”
“ดะ เดี๋ยว!” เดซี่รีบหดแขนจากท่าที่เท้าเอวอยู่พร้อมๆ กับลดระดับความเย่อหยิ่งของตัวเองลงทันที พลางบอก“
อย่าเพิ่งไป ช่วยฉันก่อน ไม่เห็นหรือไงรถฉันติดหล่ม”
“ไม่ได้ตาบอด แต่เห็นว่าคุณดูไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ ผมก็เลยนึกว่าไม่้าความช่วยเหลือ”
เดซี่แอบแบะปาก... ชิ! บ้านนอกแล้วยังทำกร่าง... นี่ถ้าไม่ถือว่าเธอยังต้องหวังพึ่งพา เธอคงด่าให้แล้ว แต่เธอก็กลั้นใจเอ่ยถาม
"สรุปคือช่วยได้หรือไม่ได้ ถ้าช่วยได้ก็รีบๆ เข้า จะมืดค่ำแล้วเห็นไหม แต่ถ้าช่วยไม่ได้ ก็ช่วยไปตามคนที่เค้าทำเป็มาช่วยฉันหน่อย เดี๋ยวฉันให้ตังค์ค่าเสียเวลา” เธอเชิดหน้าบอกอย่างยโสโอหัง
สัตบรรณประเมินสภาพรถติดหล่มแล้ว เขามีวิธีช่วยพามันขึ้นจากหล่มได้อย่างสบายๆ ตั้งหลายวิธี แต่เขาจะทำไปทำไมกัน กับผู้หญิงแรงๆ และไร้มารยาท มันต้องเจอกับคนร้ายๆ และไร้มารยาทพอๆ กันจึงจะถูก
เขายักไหล่ “ช่วยได้สิ ... แต่ไม่ใช่ตอนนี้หรอกนะ มันต้องใช้เครื่องมือ ถึงต่อให้ไปเรียกคนอื่นมาช่วย ก็ต้องใช้เครื่องมือมาลากมันขึ้นอยู่ดี แต่ว่านี่มันก็เริ่มค่ำแล้ว ชาวบ้านชาวช่องเค้ากลับจากนากลับจากไร่ก็เข้าบ้านพักผ่อนกันหมดแล้ว ไม่มีใครเปิดบ้านถ่างตารอมาคอยให้บริการลากรถขึ้นจากปลักควายให้คนเลินเล่ออย่างคุณหรอก”
“นี่ นาย!” เดซี่นิ่วหน้าโกรธๆ ยกมือเท้าเอวอีกรอบ ตะบึงตะบอนถามกลับว่า “แล้วสรุปคือจะเอายังไง?”
“ก็ไม่เอายังไง... แค่คุณมีสองทางเลือก คือหนึ่ง ปล่อยรถไว้ พรุ่งนี้สว่างๆ แล้วค่อยเอารถใหญ่มาลาก ส่วนคุณกับสัมภาระของคุณก็นั่งรถมากับผม”
ฟังทางเลือกแรกแล้วเดซี่ก็ทำหน้ายี้ แหวะ... จะให้นั่งแทรกเตอร์ไปกับเ้าหมอนี่อ่ะนะ? ไม่มีทาง!
“ส่วนทางเลือกสุดท้าย...” เขาพูดต่อ “คุณก็นอนรอในรถไปคนเดียวแล้วกัน พรุ่งนี้สว่างๆ ผมจะกลับมา”
“อะไรกัน? นายเองก็ออกจะตัวโตยังกะตึก ช่วยดันรถฉันขึ้นจากปลักโคลนตื้นๆ แค่นี้ไม่ได้หรือไง... กระจอกชะมัด” เธองึมงำในท้ายประโยค
“ถ้าไม่ขึ้นรถมากับผม งั้นคุณก็นอนรอความช่วยเหลือจากคนอื่นไปคนเดียวละกัน ผมไปละ แล้วจะเตือนไว้เอาบุญ แถวนี้พอหลังจากหกโมงเย็นไปแล้ว อย่าได้หวังว่าจะมีใครผ่านมา และที่สำคัญ พอตกดึก ที่นี่บรรยากาศพอๆ กับป่าช้าเลยเชียวล่ะ อ้อ แต่บางคืน คุณอาจจะเจอเพื่อนน้อยใหญ่จากในป่าออกมาเดินเล่นหากินดินโป่ง เอ่อ จำพวกช้าง กระทิง บางทีก็มีเสือโคร่ง ดีเลยคุณได้ถ่ายรูปเซลฟี่อวดเพื่อนๆ ได้ด้วยไงล่ะ” เขาหัวเราะทิ้งท้าย แล้วทำท่าจะเคลื่อนรถแทรกเตอร์ไปจากเธอ
เ้าของร่างบางที่มีอาการลังเลสองจิตสองใจ พอฟังเื่สัตว์ป่าที่เขาพูดก็กลัวจนตัวซีดตัวสั่น รีบเรียกเขาเอาไว้ทันที “ดะ เดี๋ยวสิ! ฉันไปกับนายด้วยก็ได้”
ว่าแล้วเดซี่ก็ตาลีตาลานคว้ากระเป๋าเดินทางล้อลากแบรนด์ดังสวยหรูราคาแพงระยับยันข้าวของสัมภาระที่อยู่ข้างในขึ้นจากเบาะรถ ก่อนจะยักแย่ยักยันเดินข้ามปลักควายแล้วกระเย้อกระแหย่งก้าวเท้าขึ้นไปบนรถแทรกเตอร์คันั์ของฝ่ายนั้นด้วยความทุลักทุเล พอขึ้นมานั่งบนเบาะข้างๆ เขาได้แล้ว เธอก็ถาม...
“ว่าแต่นายรู้จักบ้านคุณย่ามะลิกับคุณปู่เดชไหม เศรษฐีเ้าของไร่นาเป็พันๆ ไร่ของหมู่บ้านดงหมาหลงน่ะ รู้จักหรือเปล่า?”
“อ๋อ...” แล้วชายหนุ่มหัวเราะหึๆ ใส่เกียร์เดินหน้าแล้วเคลื่อนรถแทรกเตอร์มุ่งตรงกลับบ้านพัก พลางกล่าวต่อ “บ้านเรือนไทยที่สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลังนะเหรอ?”
เดซี่ฟังแล้วตาวาวระยิบระยับ... นี่แสดงว่าคุณปู่คุณย่าเธอโด่งดังจริงอะไรจริง
“เรือนไทยหลังนั้นน่ะใหญ่โตโอ่อ่าที่สุดในตำบลเลย เอาจริงๆ เรียกว่าเป็เรือนไม้สักทองโบราณเก่าแก่ที่ประเมินค่าตีราคาไม่ได้ และนับว่าสวยสุดในจังหวัดนี้เลยก็ว่าได้” เขาบอก
เดซี่ฟังคำบรรยายในความงดงามของบ้านปู่ย่าของเธอเช่นนั้นแล้ว ใบหน้าสวยเก๋ของเธอก็เชิดขึ้นเองอย่างอัตโนมัติ เธอก็ยืดอก บ่าผึ่ง ยิ้มกว้าง รู้สึกลำพองใจจนเกือบตัวลอย ก่อนที่เขาจะพูดต่อ
“ทำไมผมจะไม่รู้จักล่ะ... ก็ในเมื่อนั่นมันบ้านหลังปัจจุบันที่ผมพักอยู่”
เดซี่ฟังแล้วชะงัก “หมายความว่าไง? อ๋อ... นึกได้ละ ที่แท้นายเป็บ่าวรับใช้คุณปู่คุณย่าของฉันใช่ไหมล่ะ แดดดี๊คงส่งนายมารับฉันสินะ โธ่เอ๊ย! ก็แล้วทำไมไม่บอกแต่แรก ฉันเลยต้องเสียเวลาเปล่าๆ ไปเลยเนี่ย แทนที่ฉันจะได้รีบเข้าที่พักไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า บ้าจริงๆ ดูดิ๊ ฉันขับรถเดินทางมาเป็วันๆ เหนื่อยแทบตาย นายนี่มันไม่ได้เื่...”
“เดี๋ยวนะ! เดี๋ยว...” สัตบรรณรีบส่งเสียงเจือหัวเราะ เบรกคำพูดพร่ำเพ้ออันแสนยืดยาวของเธอเอาไว้ “น่าจะมีบางอย่างที่คุณยังไม่รู้”
เดซี่หยุดกึก รีบหันไปมองหน้าเข้มๆ ของเขา
“อะไรของนาย?”
“ผมว่างานนี้ผมอาจจะต้องทำความเข้าใจกับคุณยาวแล้วล่ะ”
“พูดบ้าอะไรของนายห้ะ?”
“คุณพ่อคุณแม่ของคุณคงยังไม่ได้บอกคุณหลายเื่เลยสินะ… หรือว่าบางทีพวกท่านอาจจะจงใจให้เื่มันเป็แบบนี้” เขาส่ายหน้ายิ้มๆ “ช่างเหอะ ถึงไม่รู้ตอนนี้ แต่เร็วๆ นี้ก็รู้เอง”
“นายพูดเื่อะไรกันแน่? สมองยังปกติดีหรือเปล่า พูดอะไรฟังไม่รู้เื่สักอย่าง!” เธอว่า พลางหรี่ตามองเขาอย่างเหยียดๆ “แล้วเนี่ย ถามจริงเหอะ แดดดี๊ให้นายมารับฉัน นายเอาสมองส่วนไหนคิด หรือว่าไม่มีสมอง ถึงได้ขับแทรกเตอร์มารับฉัน คุณปู่คุณย่าฉันท่านออกจะรวยเบอร์นั้น รถยนต์ รถกระบะ หรือรถตู้ ทำไมไม่รู้จักขับมา”
“เอ่อ... โทษนะครับ รถอะไรที่คุณพูดมา ไม่มีหรอกนะ มีแต่เกวียน กับแทรกเตอร์นี่แหละ หรือคุณชอบนั่งเกวียน?” เขาหันมาถาม
“You are crazy! นายมันบ้า!” เดซี่พ่นลมหายใจแรงอย่างหงุดหงิดฉุนเฉียว “คุยกับพวกไร้การศึกษานี่มันเหนื่อยจริงๆ !!”
เธอเสียเวลาขับรถมาครึ่งค่อนวัน สนามบินก็ไม่มี จังหวัดใกล้ๆ ที่มีสนามบินแต่ก็ดันไม่มีไฟลท์ด่วน เดซี่ถึงจำเป็ต้องถ่อสังขารขับรถมาเอง เหนื่อยแทบตายแล้วยังต้องมาเจอคนรับใช้ที่พูดจาไม่รู้เื่แบบหมอนี่อีก
ผ่านทุ่งนารกร้างและป่าหญ้าสูงรกเรื้อที่ขนาบอยู่สองข้างทาง ในที่สุด รถแทรกเตอร์สับปะรังเคของหมอนี่ก็พาเดซี่เดินทางมาถึงจุดหมาย
“เอาล่ะ ถึงแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยบอกขณะที่รถแทรกเตอร์เคลื่อนเข้าจอดยังลานดินหน้าบ้านไม้ทรงไทยหลังใหญ่ เดซี่เลิกคิ้วมองบ้านหลังงาม
ชายหนุ่มทะยานตัวลงจากรถพลางว่า “เอาล่ะ ถึงแล้ว เอาข้าวของสัมภาระของคุณขึ้นไปเก็บบนบ้านก่อนปะ อ้อ แล้วไอ้รองเท้าส้นสูงเปรอะขี้ควายของคุณน่ะ ถอดออกด้วย”
“นายมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉันให้ทำอะไรไม่ให้ทำอะไร ที่นี่มันบ้านของปู่กับย่าฉัน และนายนั่นแหละที่ต้องเป็คนขนกระเป๋าขึ้นไปเก็บให้ฉัน” เธอสั่ง แต่เ้าของร่างสูงไม่สนสักกะนิด เขาเดินลอยชายก้าวขึ้นบันไดเรือนไปอย่างหน้าตาเฉย เดซี่จำใจต้องแบกกระเป๋าสัมภาระอันหนักอึ้งของตัวเองก้าวขึ้นเรือนตามเขาไปอย่างโมโหเดือดดาล พอขึ้นมาถึง้า เดซี่วางกระเป๋าสัมภาระลงอย่างเหนื่อยหอบ ยกมือเท้าเอวและส่งเสียงดุๆ เรียกเขา
“นี่ นาย! นายคงยังไม่รู้ใช่ไหมว่าฉันเป็ใคร ฉันจะบอกไว้ตรงนี้เลยนะว่าฉันคือทายาทผู้ที่จะมารับมรดกทั้งหมดของคุณปู่เดชกับคุณย่ามะลิ นายไปเรียกคนที่เกี่ยวข้องที่พูดรู้เื่มาคุยกับฉันเดี๋ยวนี้!” เธอออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด เขาไม่สนคำสั่งเธอ แต่มองต่ำลงมาที่ขาของเธอ ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มแปลกๆ บอกว่า
“ก่อนจะมาออกคำสั่งผม คุณควรต้องเอาปลิงควายออกจากขาคุณก่อนไหมครับ? เดี๋ยวจะโดนมันดูดเืซะจนหมดตัว”
ขาดคำเขาเดซี่รีบก้มลงดูขาตัวเอง เห็นปลิงควายตัวใหญ่ยาวเท่าขาแมว ใกรี๊ดลั่นแล้วะโผลุงไปกอดคอเขาเอาไว้แน่น
“ว๊าย!!!”
“โอ๊ย คุณ ผะ ผมหายใจไม่ออก!!!”
เดซี่ตัวสั่นกอดเขาหลับตาปี๋ สัตบรรณยิ้มปนหัวเราะอย่างโคตรจะขำ แกล้งพูดแหย่เบาๆ ข้างหู
“อืมม์ อาบน้ำล่าสุดเมื่อไหร่เนี่ย? ตัวเหม็นจัง”
เดซี่ฟังแล้วของขึ้น โมโหเสียหน้าจนหายกลัว ลืมตาขึ้นจ้องเขาเขม็ง
“ตาบ้า! ฉันอาบน้ำทุกวันวันละห้ารอบย่ะ ปล่อยนะ นายมากอดฉันทำไมเนี่ย?”
สัตบรรณขำพรืด “อะไรคุณ ใครกอดใครกันครับ เบิ่งตาดูดีๆ ก่อน”
เดซี่ได้สติ รีบปล่อยมือจากคอเขา แต่รู้สึกว่าปลิงควายยังเกาะหนึบไม่ยอมไปไหน กลัวก็กลัว ฟอร์มก็จัด กัดฟันหันไปหยิบเศษกิ่งไม้จากบนพื้น แล้วกลั้นใจหลับหูหลับตาเขี่ยๆ จนปลิงควายเ้ากรรมม้วนตัวหลุดจากขาเธอออกไปได้สำเร็จ
“นี่ นาย จงใจจะแกล้งฉันให้ฉันกลัวจนเผ่นแน่บใช่ไหม อย่าคิดว่ากะอีแค่ปลิงควายเท่านี้ฉันจะกลัวนะ ไปเรียกคนดูแลบ้านออกมาคุยกับฉันเดี๋ยวนี้ ฉันคือทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมายที่จะมารับมรดกของคุณปู่คุณย่า แล้วคอยดูนะ ฉันจะบอกเขาว่าให้ไล่นายออก”
สัตบรรณส่ายหน้ายิ้มๆ
“คุณได้คุยกับเ้าของบ้านนี้แน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ค่ำแล้ว ผมเหนื่อย จะไปพัก”
“ไม่! ฉันจะคุยวันนี้ คุยตอนนี้” เธอยืนกรานเสียงแข็ง “ฉันมาที่นี่ก็เพื่อเื่มรดก ฉันไม่อยากเสียเวลาสักนาทีเดียว”
ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก มองเธอแล้วกอดอก บอกว่า “ความจริงคุณก็สวยแล้วก็ดูเป็คนมีการศึกษา แต่จะดูเลอค่ากว่านี้เยอะเลย แค่ถ้าคุณยอมลดความหน้าเืและเห็นแก่เงินให้มันน้อยลงกว่านี้หน่อย”
“อร๊าย!!! นายกล้าดียังไงมาว่าฉันหน้าเงิน ตาบ้า! ไปตามคนที่คุยรู้เื่และมีอำนาจทางกฎหมายมาคุยกับฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“ก็ผมบอกว่ามันค่ำแล้ว ทนายเค้าปิดออฟฟิศกลับบ้านนอนหมดแล้ว”
“งั้นใครเป็ผู้ดูแลที่นี่ ต้องมีสักคนบ้างแหละ คนที่คุณปู่คุณย่าไว้วางใจให้ดูแลที่นี่กับสมบัติของพวกท่าน นายไปตามมาเดี๋ยวนี้เลย” เธอโวยวายเสียงดังลั่นบ้าน
เสียงโหวกเหวกเอ็ดตะโรทำให้บรรดาคนที่กำลังตระเตรียมมื้อค่ำทั้งป้าแย้มกับชวนชม รวมทั้งลุงชดที่ให้ข้าวหมาอยู่ใต้ถุนท้ายเรือน ได้ยิน จึงต่างก็พากันรีบวิ่งขึ้นเรือนมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณเสือ?” ชวนชม เด็กสาววัยสิบเก้าวิ่งมาถึงบนเรือนใหญ่เป็คนแรกเอ่ยถาม ก่อนจะตามด้วยป้าแย้มและลุงชดที่เพิ่งวิ่งตามมา
“ทุกคนมาก็ดีแล้ว ผู้หญิงคนนี้เป็หลานสาวปู่เดชกับย่ามะลิ” ชายหนุ่มแนะนำให้ทุกคนรู้จัก
ทั้งลุงชด ป้าแย้ม รวมทั้งชวนชม อันเคยเป็ข้าเก่าเต่าเลี้ยงของปู่เดชกับย่ามะลิ เมื่อรู้ว่าหญิงสาวแปลกถิ่นเบื้องหน้าคือทายาทคนเดียวของผู้มีพระคุณ ก็พากันยกมือไหว้อย่างนอบน้อมทันที
เมื่อได้รับการเคารพนบนอบเช่นนั้นแล้วเดซี่รีบยืดอก ลำพองใจซะยกใหญ่ เธอระบายยิ้มเล็กแววตาน้อยเจือความหยิ่งมองสองลุงป้าและเด็กสาว ก่อนจะถามว่า
“คงจะเป็ลุงป้าสองคนนี้ล่ะสินะ ที่ปู่กับย่าฉันมอบกรรมสิทธิ์ให้ดูแลบ้านหลังนี้พร้อมทั้งไร่นาและทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพวกท่าน”
สองลุงป้าพากันส่ายหน้าทันควัน บอกว่า “เปล่าหรอกครับ ไม่ใช่ลุงกับป้าหรอก" ลุงชดบอก พร้อมกับแนะนำตนเองและลูกเมีย “ลุงชื่อชด เป็แค่คนช่วยดูแลบ้าน ส่วนนี่นังแย้ม เมียลุง และนั่นชวนชม ลูกสาวลุง”
เดซี่กลอกสายตาอันแสนเย่อหยิ่งของเธอมองตามที่ชายสูงวัยแนะนำอย่างเผินๆ ก่อนที่ชายสูงวัยจะเอ่ยต่ออีกว่า
"ส่วนคนที่คุณท่านได้มอบกรรมสิทธิ์ให้ดูแลบ้านนี้ รวมทั้งไร่นา โรงสี โรงงานแปรรูป และตลาดสด จริงๆ แล้วก็คือคุณสัตบรรณต่างหากล่ะครับ”
“คุณสัตบรรณ?” เดซี่นิ่วหน้าพร้อมถามกลับ “แล้วไหนล่ะ คุณสัตบรรณอะไรนั่น?”
“ก็ยืนอยู่ข้างหน้าคุณนี่ไงล่ะคะ” ชวนชมโพล่งขึ้นผ่านเสียงใสๆ “คุณเสือนี่ล่ะค่ะ ชื่อเต็มๆ ว่าคุณสัตบรรณ”
“ห้ะ?” เดซี่ฟังแล้วดวงตาเหลือกโต หันขวับกลับไปทางร่างสูงอย่างอึ้งๆ
“ใช่ ผมเอง สัตบรรณ” ชายหนุ่มเ้าของชื่อยิ้มรับ
ขณะเดซี่ยืนเหวอ ชายหนุ่มหันไปสั่งการกับสองลุงป้า “ลุงชด ป้าแย้ม ชวนชม ทุกคนช่วยดูแลแขกทีนะ ให้เขาพักอยู่ห้องตรงข้ามห้องผมก็ได้”
เดซี่เมื่อได้เห็นกับตาได้ฟังกับหูว่าเขาออกคำสั่งกับสองลุงป้า ก็เริ่มจะแน่ใจว่าเขาไม่ได้โม้ เขาคงได้รับสิทธิ์จากปู่ย่าเธอให้ดูแลที่นี่ แต่ก็นะ คงแค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ อย่าห่วงไปเลย เดซี่ปลอบใจตัวเองจนใจชื้นขึ้นระดับนึงแล้วเอ่ยถามเื่เอกสารพินัยกรรม แต่ชายหนุ่มบอกอย่างขรึมๆ ว่า
“รายละเอียดตามพินัยกรรมที่ปู่เดชกับย่ามะลิได้เขียนไว้ พรุ่งนี้คุณได้รู้แน่” พูดจบเท่านั้น เขาก็แยกตัวออกไป ไปไหนไม่รู้ เดซี่เห็นเพียงแผ่นหลังใหญ่ๆ ของเขาเดินกลับลงเรือนไป ส่วนเธอเดินตามป้าแย้มเพื่อไปยังที่พัก
ป้าแย้มพาเธอมาส่งที่ห้อง พร้อมกับบอกเล่าอย่างเป็มิตร “ถึงห้องแล้วค่ะ นี่เป็ห้องที่เมื่อก่อนคุณพ่อของคุณหนูเคยอยู่นะคะ”
“แดดดี๊ของฉันนะเหรอเคยพักอยู่ห้องนี้” เดซี่รำพึงถามอย่างยิ้มๆ ป้าแย้มพยักหน้าตอบรับอย่างนอบน้อม ซึ่งพอเดซี่เดินดูห้องพักอย่างทุกซอกทุกมุมแล้ว อาการของเธอจากเดิมที่แสนจะหงุดหงิดก็ค่อยอารมณ์ดีขึ้นมาได้หน่อย เพราะห้องหับที่ถูกจัดเตรียมไว้ค่อนข้างสะอาดสะอ้าน กว้างขวาง ถึงแม้ว่าเฟอร์นิเจอร์จะเก่าโบราณคร่ำครึ แต่ก็ล้วนทำด้วยไม้เนื้อแข็งสไตล์วินเทจดูดีมีราคา
ชวนชมกับนายชดพากันขนข้าวของสัมภาระของสาวต่างถิ่นเข้ามาวางไว้ให้ ชวนชมแอบบ่นมุบๆ มิบๆ ว่าเธอจะขนข้าวของอะไรมาเยอะแยะอย่างกับว่าจะมาอยู่นานเป็ชาติ จนนายชดผู้เป็พ่อต้องแอบตีมือบอกบุตรสาวว่าอย่าริอ่านนินทาหลานสาวของผู้มีพระคุณ ก่อนจะหันไปคุยกับเดซี่ว่าสัตบรรณให้ตนไปลากรถของเธอขึ้นจากปลักควายพรุ่งนี้เช้า
“เหรอ อืมม์ ก็ดี” เดซี่ยิ้มรับอย่างหยิ่งๆ โดยไม่ได้กล่าวขอบคุณใดๆ จนชวนชมมองแล้วแอบแบะปาก
เมื่อชวนชมกับสองลุงป้าส่งแขกสาวของบ้านยังห้องพักเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ขอตัวกลับออกมา
นางแย้มพอลากลูกกับสามีเดินลับสายตาจากคุณหนูผู้แสนเย่อหยิ่งมาไกลพอสมควรแล้ว นางก็พูดเปรยๆ กับลูกและสามีว่า “นั่นนะเหรอคุณหนู คนเดียวกันกับเด็กผู้หญิงแสนน่ารักที่พวกเราเคยช่วยคุณท่านเลี้ยงตอนเด็กๆ ไหงโตมาดูหยิ่งนักนะ แถมยังดูไม่เห็นหัวพวกเราเลยสักนิด”
ชวนชมที่โตมาไม่ทันได้เห็นคุณหนูตอนเล็กๆ ได้แต่แอบรู้สึกหมั่นไส้ พูดอย่างบ่นๆ ว่า “สงสัยคงโดนเลี้ยงดูอย่างลูกผู้ดีมีตระกูลตามประสาคนเมืองกรุงล่ะมั้งจ๊ะแม่"
"ช่างเขาเถอะน่า ยังไงซะ คุณหนูก็คือหลานสาวของผู้มีพระคุณ อีกอย่าง นี่ดูเหมือนคุณหนูจะจำพวกเราไม่ได้ คงเพราะคุณหนูถูกพาไปั้แ่ยังเด็กๆ ตอนนั้น คุณหนูน่าจะเพิ่งสี่ห้าขวบได้มั้ง”
“เฮ้อ” ชวนชมถอนใจยาว “แล้วนี่ก็ไม่รู้ว่าในพินัยกรรม คุณท่านเขียนอะไรไว้บ้าง ถ้ายกทุกอย่างให้คุณหนู แล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหน จะไปทำมาหากินที่ไหน"
“นั่นสิ” นางแย้มพลอยมีสีหน้าหนักใจ "ทุกวันนี้ก็ยังได้ทำงานที่โรงสีกับช่วยเก็บค่าเช่าแผงที่ตลาด”
“อย่าห่วงไปเลย ยังไงแล้ว คุณเสือก็ไม่มีวันทิ้งพวกเราให้อดตายหรอก อย่างน้อยเราก็ได้มีที่ซุกหัวนอน ส่วนว่าจะไปทำงานตรงไหนแทน เอาไว้คุณเสือคงบอกอีกทีน่ะ” นายชดบอกปลอบลูกและภรรยา
“ฮื่อ... นั่นสินะ นับเป็บุญหัวของเราสองคน หมดบุญจากคุณท่าน พวกเราก็ยังได้อาศัยพึ่งใบบุญคุณเสือ ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าคุณเสือจะสามารถรับมือกับคุณหนูจอมหยิ่งให้ได้ก็แล้วกัน” นางแย้มเอ่ยพร้อมๆ กับทอดถอนใจ หนักอกแทนเ้านาย
“คุณเสือเก่ง รับมือได้อยู่แล้ว” ชวนชมบอก นายชดและนางแย้มพากันหันหน้ามองสบตากันอย่างเหนื่อยๆ พร้อมกับกุมมือกันและกันอย่างให้กำลังใจ
ที่ห้องนอนเล็ก ที่ซึ่งเคยเป็ห้องพักรับรองแขก สัตบรรณผันตัวเองมาพักอาศัยอยู่ในนี้นับั้แ่่ที่ปู่เดชกับย่ามะลิเริ่มป่วยออดๆ แอดๆ เพื่อช่วยดูแลพวกท่าน จวบจนกระทั่งหลังจากที่พวกท่านเสียชีวิตไปด้วยโรคชราในเวลาไล่เลี่ยกัน เขาก็ยังคงไม่ทิ้งที่นี่ไปไหน เพราะเขารักที่นี่ มีความทรงจำมากมายที่เขาผูกพันนับแต่วัยเยาว์
ในห้องน้ำเล็กๆ ที่ฝังตัวอยู่ในมุมหนึ่งของห้องนอน สัตบรรณอาบน้ำอย่างใจลอยๆ ทอดสายตามองข้ามช่องลมเหนือฝักบัวเรนชาวเวอร์ออกไปสู่เวิ้งฟ้าสีดำสนิทด้านนอก ในท่ามกลางความมืดดำของท้องฟ้า ดวงตาดำๆ คู่นั้นของเด็กหญิงเดซี่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในความทรงจำ
. . . つづく
*เพลง: ข้ามันลูกทุ่ง
ศิลปิน: ไท ธนาวุฒิ