ตอนที่ 5 โลกของผู้ฝึกยุทธ์
รุ่งเช้า…
หานซีหนิงกินพุทราป่าที่เหลือเมื่อวานก็ตั้งใจแล้วว่าเธอจะไม่ยอมอดตายอยู่ในโลกใบนี้
ร่างเล็กๆผูกเชือกรัดแขนเสื้อและขากางเกงที่รุ่มร่ามให้เรียบร้อยจากนั้นก็ถือจอบเสียมวิ่งลงจากเรือน กวาดตามองลานเรือนกว้างขวางรอบหนึ่งก่อนจะเลือกทิศใต้ที่ใกล้ลำธารที่สุด เธอเริ่มกำจัดหญ้าและวัชพืชที่ทำประโยชน์ไม่ได้ค่อยๆ พลิกหน้าดิน เตรียมการสำหรับเพาะปลูก
ต้องขอบคุณที่โลกก่อนเธออ่านบทความมาเยอะโลกนี้ก็เลยมีความรู้ติดสมองมาบ้าง และก็ต้องขอบคุณพี่ชายเ้าคนชั่วนั่นอีกเช่นเคยที่ส่งน้องสาวไปเป็เพื่อนเล่นสัตว์อสูรบ่อยๆ ร่างกายนี้จึงนับว่าแข็งแรงกว่ารูปร่างผอมแห้งและขาดสารอาหารนี้นัก
เมื่อวานตอนที่หานซีหนิงแยกเห็ดป่าอยู่ในครัวเธอเห็นเมล็ดผักกาดขาว พริกหยวก แตงกวา ถั่วแปบ ถั่วฝักยาว และผักกวางตุ้งแน่นอนว่าเธอไม่รู้หรอกว่ามันคือเมล็ดผักอะไรเธอเอาเศษเมล็ดทั้งหมดที่มีอยู่อย่างละน้อย มาโรยบนแปลงดินเล็กๆ ที่เธอเตรียมไว้รอให้ต้นกล้างอกแล้ว จากนั้นค่อยแยกปลูกอีกทีถึงตอนนั้นก็คงพอมองออกว่าผักเหล่านี้คือผักชนิดใด
หานซีหนิงหิ้วถังน้ำจากลำธารขึ้นมาแล้วเทรดแปลงผักและของปลูกชนิดอื่นดูแลประคบประหงมอย่างดี จากนี้ก็รอวันที่พวกมันงอก
เมื่อมีเป้าหมายในชีวิตหานซีหนิงก็ยิ้มกว้างอย่างร่าเริง ความยากจนไม่สามารถพรากความสุขของเธอได้
ทุกเช้าหานซีหนิงยังคงมองกล้วยน้ำว้าเครือใหญ่ถึงขั้นนับลูกไว้รอเลยทีเดียวเมื่อเห็นว่าวันนี้ผลกล้วยขยายใหญ่และใกล้สุกเต็มที่แล้วก็ใช้จอบแทงเข้ากลางลำต้นของมัน กล้วยต้นนั้นค่อยๆ โน้มเครือลงมาต่อจากนั้นก็ใช้มีดทำครัวตัด แยกออกมาทีละหวีอย่างอารมณ์ดี
หากไม่ทำเช่นนี้รอจนผลกล้วยสุกคาต้น ถึงตอนนั้นจะมีทั้งนกและผีเสื้อกลางคืนมาเจาะกล้วยรอเมื่อสุกงอมก็หนอนผีเสื้อขึ้นกันพอดี
หานซีหนิงนำกล้วยทั้งหมดสิบสองหวีไปวางบนระเบียงหน้าเรือนก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในห้องนอนของตน เด็กหญิงเปิดหีบใบเก่าค้นหาเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้วก่อนจะพบว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ต่างขนาดและวัยผู้สวมกันอย่างมาก มีทั้งเล็กและใหญ่เสื้อสตรีและของบุรุษ ยิ่งกว่านั้นเสื้อผ้าเหล่านี้ไม่ใช่ของเธอ
"มารดาเ้า! อย่าบอกใครเชียวว่าทั้งหมดนี้คือข้าที่ขโมยมา"หานซีหนิงกุมขมับ
เมื่อก่อนตอนอายุเท่านี้เธอก็ชอบขโมยของดังนั้นพอเห็นไส้ของคนอื่นก็รู้พุงของตัวเอง เป็หัวขโมยเหมือนกันเหตุใดจะมองไม่ออกว่าของเหล่านี้ถูกขโมยมา (ไม่ใช่สำนวน)
ช่างแล้ว ในเมื่ออยู่ในห้องของเธอก็ต้องเป็ของของเธอ
หานซีหนิงเลือกเสื้อบุรุษตัวใหญ่สุดหยิบติดมือออกมาสองตัว ก่อนจะนำเสื้อและกล้วยทั้งหมดเข้าไปในห้องครัวเธอมองหาตะกร้าอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นพบแล้วก็ใช้เสื้อวางรองในตะกร้าจากนั้นก็นำกล้วยใส่ลงไป ห่อให้มิดชิด วางไว้ข้างเตา บ่มกล้วยให้สุกงอม
มื้อกลางวันหานซีหนิงกินพุทราที่เหลือจากเมื่อเช้าไม่กี่ลูกจนหมดก่อนจะหยิบชะลอม มีดทำครัว และจอบวิ่งเข้าไปในป่า
่นี้คือฤดูใบไม้ผลิพืชพรรณต่างๆ กำลังงอกงาม เธอเดินเลาะไปตามลำธารที่อยู่ทางใต้ของเรือนเดินขึ้นเหนือตามแหล่งน้ำไปเรื่อยๆ มองหาต้นพืชชนิดหัวที่ฝังอยู่ใต้ดิน โลกก่อนพี่ชายก็เคยพาเธอเดินขุดมันเทศและเผือกกินประทังความหิวจึงไม่รู้สึกแปลกอะไร
คงเพราะหานซีหนิงกินได้ทุกอย่างไม่เลือกไม่ว่าเธอจะมองไปทางไหนก็เห็นของที่สามารถกินได้เต็มไปหมด ทั้งรากไม้ เปลือกไม้ผลไม้ ผักป่า หอย มันและเผือก แหล่งอุดมสมบูรณ์ใกล้ลำธารเช่นนี้ มักจะพบสิ่งมีชีวิตกินได้เสมอ
หานซีหนิงมองปลาในน้ำแล้วก็ต้องถอดใจท้องฟ้าใกล้มืดเต็มทีแล้ว หากยังคิดจะจับปลาอีกเกรงว่าอีกหน่อยฟ้ามืดคงหาทางกลับเรือนลำบาก
ฉะนั้นหานซีหนิงจึงเดินเลียบไปตามลำธารเพื่อกลับทางเดิมระหว่างทางพบดอกไม้ป่า ไม่ว่าจะต้นอะไร ขอเพียงมีดอก จะสวยหรือน่าเกลียดถ้ามีละอองหมอกสีต่างๆ ลอยล้อมรอบ เธอก็จะเก็บกลับไปปลูกทั้งหมดโลกก่อนไม่มีดอกไม้ที่ประหลาดเช่นนี้ จึงดึงดูดความสนใจเธอเป็พิเศษ
เย็นวันนี้หานซีหนิงเผาเผือกสองหัวใหญ่โดยแบ่งเผือกที่ขุดมาได้ส่วนหนึ่งเอาไว้ปลูก
ระหว่างที่รอเผือกสุก เธอค้นตู้ดูทุกอย่างในห้องครัว ก่อนจะพบน้ำมันที่ใช้สำหรับประกอบอาหาร
หานซีหนิงยิ้มอย่างกระตือรือร้นจุดไฟอีกเตาและตั้งกระทะ ล้างผักป่าเสร็จก็นำมาทอดในน้ำมันกลิ่นหอมของอาหารลอยฟุ้งเต็มอากาศ เด็กหญิงยิ่งรู้สึกอารมณ์ดีจึงหัวเราะอย่างสุขใจ
เมื่ออาหารอย่างสุดท้ายทำเสร็จก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของพี่ชายดังสม่ำเสมอเข้ามาในเรือน
หานซีหนิงนำกับข้าวทั้งหมดออกไปวางที่โต๊ะในห้องโถงพร้อมกับตะเกียงวางบนโต๊ะ ท้องฟ้าด้านนอกมืดแล้ววันนี้พี่ชายค่อนข้างกลับมาช้ากว่าทุกวัน
หานซีหนิงยิ้มกว้างมองหานเซ่ออี้เธอตั้งใจแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คือพี่ชายของเธอ ทั้งโลกก่อนและโลกนี้ยังคงเป็หานเซ่ออี้ พี่ชายคนเดียวของเธอ
เด็กหนุ่มเดินเข้ามาในเรือน
เมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะก็ใอยู่ไม่น้อยทว่าไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา เหลือบมองหานซีหนิงที่ยืนยิ้มแฉ่งมองเขาชี้ชวนให้นั่งกินข้าว ความรู้สึกแปลกใจพลันผุดขึ้นมาในสมองฉาบทับด้วยความหวาดระแวงหลายส่วน
หานซีหนิงมองใบหน้านิ่งขรึมของพี่ชายก็คิดว่าเขาคงไม่ไว้ใจเธอ ดังนั้นเธอจึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบผักบนจานกินให้เขาดู จากนั้นก็แกะเผือกที่ยังร้อนๆใช้ตะเกียบคีบเนื้อร้อนๆ ของเผือกนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย
หานเซ่ออี้เห็นเช่นนั้นก็กลืนน้ำลายทว่ายังทะนงในศักดิ์ศรี เดินเลยเข้าห้องนอนของตน ไม่หันกลับมามองเธออีก
หานซีหนิงกะพริบตามองตามด้วยสีหน้าใสซื่อในเมื่อเขาไม่กินเธอก็ไม่บังคับ ต้องมีสักวันที่เธอจะสลายความเกลียดชังในใจเขาได้
หลังกินอิ่มหานซีหนิงก็ทำเหมือนกับที่พี่ชายทำเมื่อคืนก่อน เธอเก็บกับข้าวอุ่นไว้ในครัวจากนั้นก็ล้างหน้าบ้วนปากเพื่อเข้านอน วันนี้เธอเหนื่อยมาทั้งวันทันทีที่ศีรษะแตะถึงหมอนก็หลับสนิทชนิดตายหรือเป็ยากจะรู้
รอจนรุ่งเช้าหานซีหนิงตื่นขึ้นมาเดินเข้ามาในครัวก็เห็นชามและตะเกียบถูกล้างและวางเก็บเป็อย่างดี หานซีหนิงอมยิ้มรู้สึกเบิกบานใจเหลือเกิน
ห้าหกวันหลังจากนั้น
หานซีหนิงยังคงทำกับข้าวรอพี่ชายกลับเรือนเช่นที่เคยทำในที่สุดเขาก็ยอมนั่งกินข้าวพร้อมเธอในห้องโถงจากนั้นทั้งคู่ก็นั่งอ่านตำราภายใต้แสงตะเกียงดวงเดียวกัน
ทว่าเขายังไม่พูดคุยอะไรกับเธอเช่นเคยถามคำตอบคำ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ตอบอะไรกลับมาก็จะเอ่ยแค่ 'อืม' คำเดียว
โชคดีที่หานซีหนิงก็จดจ่ออยู่กับเนื้อหาในนิยายจึงไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจนัก ต่างคนต่างให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ในที่สุดหานซีหนิงก็เข้าใจว่าโลกใบนี้คือโลกของผู้ฝึกยุทธ์กล่าวว่า...คนผู้หนึ่งจะเกิดมาพร้อมกับบ่อกำเนิดปราณยุทธ์และพลังสายเืซึ่งรูปแบบของสายเืแปรผันตามชาติกำเนิดของตระกูลเมื่อปลุกสายเืขึ้นมาแล้วก็จะแบ่งระดับความเข้มข้นของสายเืตามสี...มีทั้งหมดเจ็ดระดับกับอีกสองระดับที่เป็ที่สุดของสายเืบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์
อ่านถึงตรงนี้หานซีหนิงก็เงยหน้ามองพี่ชายนึกสงสัยว่าพระเอกนิยายจะมีพลังสายเืแบบไหนกัน เธอมองคิ้วเรียวเข้มขมวดน้อยๆของหานเซ่ออี้ เขาดูตั้งอกตั้งใจอ่านตำราอย่างมาก
เห็นเช่นนั้นหานซีหนิงจึงชะเง้อคอมองตัวอักษรบนตำราในมือของพี่ชายซึ่งก็เห็นว่าตัวอักษรข้างในเป็ภาษาจีน แม้จะค่อนข้างโบราณแต่เธอก็ยังพออ่านออก
ไม่รู้เพราะเหตุใด หานซีหนิงถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความรู้สึกโล่งอกหลายคืนแล้วที่เธอฝันเป็ภาษาไทย ความรู้สึกยากจะบรรยายจริงๆ
หานเซ่ออี้ได้ยินเสียงลอบถอนหายใจของน้องสาวก็เงยหน้าขึ้นมองจังหวะนั้นหานซีหนิงหลบตาในทันที ก่อนจะก้มหน้าอ่านนิยายตามเดิม
การที่หานซีหนิงเงียบเช่นนี้สร้างความรู้สึกกวนใจให้หานเซ่ออี้ไม่น้อย เด็กหนุ่มกระแอมดังๆ หนึ่งครั้งทว่าหานซีหนิงก็ยังคงทำเป็ไม่ได้ยิน
ช่างน่าถีบนัก
เงียบกันไปสักพักใหญ่หานเซ่ออี้ทนข้องใจไม่ไหวจึงเป็ฝ่ายพูดขึ้นก่อน น้ำเสียงเอ่ยเ็า"เ้าอ่านออกหรือ"
หานซีหนิงเงยหน้ามองพี่ชายฉับพลันความรู้สึกดีใจตีตื้นขึ้นมา ดวงตาเป็ประกายฉ่ำวาวรอแค่มีสิ่งมากระตุ้นเท่านั้น เธอคงได้น้ำตาไหลเพราะซาบซึ้ง เขาพูดกับเธอละหานซีหนิงพยักหน้า "อ่านออกแค่เล็กน้อยเ้าค่ะ ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่เข้าใจ"
หานเซ่ออี้เหลือบมองตัวอักษรยาวเหยียดบนหน้าตำราของน้องสาวซึ่งก่อนหน้านี้เขาก็เคยเปิดอ่านมาก่อน แต่จนใจที่เขาอ่านไม่ออกจริงๆเื่นี้เขาจึงไม่มีความเห็น ทั้งยังช่วยอะไรนางไม่ได้ พูดไปก็มีแต่จะเสียหน้าดังนั้นจึงเงียบ นั่งอ่านตำราของตนต่อไป
ทว่าเป็หานซีหนิงที่เอ่ยขึ้น"ท่านพี่ ท่านอ่านตำราอะไรหรือเ้าคะ"
หากมีให้เธออ่านสักเล่มก็คงจะดีไม่น้อยจะได้ย้ำกับความรู้สึกว่าตัวเธอยังเป็คนจีนไม่ใช่คนไทย
เด็กหนุ่มเหลือบสายตาขึ้นมองเธอเขาไม่ได้เอ่ยตอบในทันที ราวกับกำลังคิดว่าเธอ้าสิ่งใดจากเขาเริ่มแรกที่หานซีหนิงคิดคือ คงหมดหวังที่จะรู้แล้ว แต่จู่ๆพี่ชายวิปริตก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ "ตำราฝึกยุทธ์"
หานซีหนิงหูผึ่งในนิยายเคยกล่าวถึงความร้ายกาจของตำรานี้อยู่เช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าเธอแปลถูกไหมไม่มั่นใจว่าใช่สิ่งเดียวกันหรือเปล่า "ท่านพี่ข้า...ข้าขอดูได้หรือไม่เ้าคะ"
"ไม่"
หานซีหนิงหน้าจ๋อย หูลู่ หางคิ้วตกมองแล้วน่าสงสารยิ่ง
สักพักก็ได้ยิน"เ้าไม่เคยเรียนหนังสือ จะอย่างดูไปทำไม"
"ท่านก็สอนข้าสิเ้าคะ"ได้คืบจะเอาศอก สำนวนไทยว่าไว้
หานซีหนิงทำทุกทางเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเธอฉีกยิ้มกว้าง ดูไปแล้วก็คล้ายลูกหมากำลังรอให้เ้านายลูบหัว
เด็กหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ทว่าสีหน้ายังคงเ็าไม่เปลี่ยนจากนั้นเขาก็พับเก็บตำราในมือ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ หมุนปลายเท้าเดินกลับห้องพูดทิ้งท้ายไว้แค่ว่า "อย่าเสียเวลาเลย"
หานซีหนิงอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงแผนกระชับความสัมพันธ์นี้คงยากจะสำเร็จ
เช้าตรู่วันถัดมา
หานซีหนิงอุ่นน้ำแกงปลาที่ทำไว้เมื่อคืนและทอดผักป่าที่เหลืออยู่เล็กน้อย มีกล้วยที่สุกเหลืองสวยงามอีกสองลูกจัดใส่จานแล้วยกขึ้นโต๊ะรอพี่ชายออกมากิน
หลังกินอิ่มแล้วหานซีหนิงก็เห็นหานเซ่ออี้ล้วงตำราบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ มันคือตำราพันอักษรเขาวางมันลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอแล้วเอ่ย "หากอยากเรียนก็ถือมันไปหาลุงฉีที่หน้าหมู่บ้าน"
จากนั้นเด็กหนุ่มก็เดินออกจากเรือนฝีเท้าดูเร่งรีบเล็กน้อย
หานซีหนิงหายอึ้งแล้วก็พลันสุขล้ำในใจนี่คงเป็ความใส่ใจที่เขามีต่อน้องสาวกระมัง ถึงเขาจะเกลียดชังเธอเข้ากระดูกแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาและเธอมีสายเืตระกูลหานไหลเวียนอยู่เหมือนกัน
นับเป็ครั้งแรกหลังจากผ่านไปครึ่งเดือนหานซีหนิงกำลังจะก้าวออกจากอาณาเขตเรือนเพื่อเข้าหมู่บ้านแล้ว
พอนึกถึงหมู่บ้านหานซีหนิงก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น แววตากลมโตฉายประกายซุกซน
เด็กหญิงวิ่งออกไปที่ลานเรือนรดน้ำแปลงผักที่เริ่มงอกขึ้นมาแล้วบางส่วน ยังมีต้นพุทราป่า ผักป่า เผือกและอื่นๆที่สามารถกินได้ หานซีหนิงเก็บมันมาปลูกทั้งหมดไม่นานแปลงผักเหล่านี้ก็ขยายใหญ่กว่าเดิม
ยังมีดอกไม้ป่าที่บางต้นเปลี่ยนจากละอองสีเขียวเป็สีฟ้าจากนั้นก็เข้มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็สีม่วง ดูประหลาดมาก
หานซีหนิงไม่ใส่ใจละอองแปลกๆนี้อีก เธอวิ่งกลับเข้าไปในเรือน สวมอาภรณ์ซ้อนทับอีกตัว ก่อนจะวิ่งลงจากเรือนตรงไปยังทิศที่หมู่บ้านตั้งอยู่
เธอจะได้เห็นผู้คนเสียที
หานซีหนิงดีใจมาก ขาสั้นๆวิ่งไปตามทางเดินเท้า ชั่ววูบหนึ่งก็พลันรู้สึกวูบวาบที่ผิวกายเหมือนผ่านคลื่นความร้อนอะไรสักอย่างเมื่อหันกลับไปก็พบว่าทางที่เธอเพิ่งวิ่งออกมานั้นเป็ป่ารกทึบ
"…"
มันคือเขตอาคมปกป้องระดับ์ขั้นหนึ่ง
หานซีหนิงตะลึงงัน