ตอนที่ 185 จากพี่สาวผู้มีความสุข
นิทานเม้มปากแน่น แม้อารมณ์จากตัวอักษรในบันทึกนั้นจะไม่ได้แฝงด้วยสิ่งใด หากเมื่อรับรู้ถึงเบื้องหลังที่ว่าเธอทำทั้งหมดนี้เพื่อช่วยชีวิตน้องชายของเธอแล้ว ถ้อยคำง่าย ๆ เหล่านี้กลับดูหนักหน่วงอย่างแทบไม่น่าเชื่อ
‘สัตว์อสูรตัวนั้นเป็นสัตว์อสูรพันธุ์ผสมระหว่างสิงโตและหมาป่า มันมีสองหัวที่แยกเป็นเอกเทศกัน คำแห่งพลังนั้นเห็นได้เพียงคำเดียวที่กลางหน้าผากของหัวสิงโต นั่นคือ ฉีกกระชาก’
‘ฉันเพียงรอดมาได้เพราะไปพบมันจากไกล ๆ เท่านั้น ขณะนั้นมันกำลังสังหารสัตว์อสูรระดับนักสลักโทอยู่จึงมิได้สนใจฉันมาก’
‘แม้จะเป็นเช่นนั้น มันก็ยังส่งการโจมตีหนึ่งมาทางฉันอยู่ดี ดวงตาของมันเรืองแสงขึ้นพร้อมกับคำแห่งพลัง ฉีกกระชาก ที่หน้าผาก ร่างของฉันราวกับโดนฟันด้วยบางสิ่งอย่างรุนแรง’
‘หากไม่มีชุดเกราะนี้ฉันคงเสียชีวิตไปแล้ว กำไลส่งข่าวพังไปในตอนนั้น แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่พลังระดับอริยะของมันได้รับการยืนยัน’
‘แม้จะมีชุดเกราะช่วยไว้ หากฉันรู้ดีว่าฉันไม่มีแรงเหลือมากพอจะกลับไปแล้ว’
‘ฉันได้จดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับมันทั้งหมดไว้ในบันทึกเล่มนี้รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับป่าใต้พิภพแห่งนี้ที่ฉันทราบ’
‘หากข้อมูลชุดนี้มีค่ามากพอและสามารถช่วยเหลือคุณได้ ฉันหวังเพียงว่าหากมีโอกาส คุณจะนำบันทึกนี้ไปมอบให้แก่กลุ่มการค้าอิสึกะ’
‘กลุ่มการค้าอิสึกะ ฉันมั่นใจว่าข้อตกลงของเราบรรลุผลไปจากข้อมูลก่อนหน้าแล้ว แต่หากข้อมูลชุดนี้มีประโยชน์ หวังว่าคุณจะตอบแทนให้โดรานแทนฉันด้วย’
หลังจากนั้นคือข้อมูลยาวเป็นหางว่าวเกี่ยวกับป่าใต้พิภพแห่งนี้ สัตว์อสูรที่สเตลล่าพบเจอระหว่างทางและสัตว์อสูรระดับอริยะตัวนั้น
ข้อมูลส่วนใหญ่ในนี้เป็นสิ่งที่พวกเขารับรู้อยู่แล้วจากการเดินทางในครั้งนี้ ป่าใต้พิภพแห่งนี้ไม่ได้ต่างไปจากป่าตามปกติมากนัก
นิทานตั้งใจอ่านบันทึกทุกบรรทัดอย่างตั้งใจ เขาหวังเพียงว่าจะพบข้อมูลที่มีประโยชน์ชิ้นใหม่ ๆ ไม่ใช่สำหรับตัวเขาเอง แต่เพื่อให้กลุ่มการค้าอิสึกะให้รางวัลแก่ความพยายามของเธอ
ช่วงหนึ่งของการบันทึก สเตลล่าได้เล่าถึงเหตุผลที่พื้นที่แถบนี้ไม่มีสัตว์อสูรย่างกรายเข้ามาแต่อย่างใด
‘สาเหตุที่ฉันเดินทางไปบริเวณที่พบระดับอริยะนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะว่าฉันพบอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ’
‘ฉันพบว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของป่าใต้พิภพแห่งนี้นั้นไร้ซึ่งสัตว์อสูรโดยสิ้นเชิง’
‘น่าแปลกมากที่พื้นที่อยู่อาศัยที่ดีเลิศเช่นนั้นจะไม่มีสัตว์อสูรจับจองเป็นเขตของตน ยิ่งสัดส่วนประชากรของที่นี่สูงมากยิ่งแล้ว’
‘ด้วยคำแห่งพลังของฉัน กระแส ฉันจึงได้ทราบว่ามีกระแสพลังบางอย่างที่ระบุไปยังพื้นที่หลายจุดของป่า พลังนั้นสมควรเป็นต้นเหตุ’
‘ฉันตามรอยของกระแสพลังนั้นไป จึงได้พบกับระดับอริยะตัวนั้น’
‘และหลังอริยะตัวนั้นคือห้องใต้ดินแห่งหนึ่ง เป็นห้องใต้ดินขนาดใหญ่ที่แม้ฉันมองจากไกล ๆ ยังสามารถเห็นได้ชัด’
‘ความน่าเหลือเชื่อคือ ทั้งทางลง บันได ประตูที่ปิดบังทางลงไว้ ทั้งหมดล้วนทำจากกระจกทั้งสิ้น เป็นกระจกสะท้อนที่ทั้งสะอาดและมีความสามารถในการสะท้อนสูงมาก’
‘ระดับอริยะนั้นได้เฝ้าห้องกระจกนั้นไว้ ฉันไม่อาจเข้าไปใกล้ได้ จึงมิอาจบอกได้ว่าภายในห้องกระจกด้านล่างนั้นมีสิ่งใด’
‘ฉันได้เก็บเศษกระจกเล็ก ๆ ที่แตกออกมาจากประตูไว้กับตัวยามหนีออกมา เป็นเรื่องบังเอิญทั้งสิ้นที่เศษกระจกเล็ก ๆ นั้นคือเหตุผลที่สัตว์อสูรทั้งหมดไม่เข้าใกล้’
‘จากทั้งกลิ่นเลือด รอยเลือดที่ฉันไม่อาจห้าม สัตว์อสูรสมควรตามรอยฉันได้นานแล้ว การที่ฉันยังสามารถเขียนบันทึกนี้ได้เป็นหลักฐานอย่างดี’
‘เศษกระจกนั้นฉันโยนลงบ่อน้ำข้างนอกเพื่อป้องกันหลังจากฉันตายไปแล้วเศษกระจกหมดพลัง สัตว์อสูรอาจทำลายมันได้ มันอยู่ใต้หินที่มีเศษผ้าผูกเอาไว้’
ทั้งกลุ่มมองหน้ากันน้อย ๆ แล้วจึงหันไปมองบ่อน้ำด้านหน้า นิทานเป็นคนแรกที่พบว่ามีหินก้อนหนึ่งที่มีผ้าผูกเอาไว้จริง ๆ เขาดึงหินก้อนนั้นขึ้นมาจากบ่อด้วยพลังแรงดึงดูด ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจสเตลล่า แต่นิสัยขี้ระแวงทำให้เขาไม่อยากใช้ร่างของตนเองโดดลงไปในบ่อน้ำหน้าน้ำตกในป่าใต้พิภพอันแสนแปลกประหลาด
ด้านใต้ของหินก้อนนั้นคือเศษผ้าที่ห่อบางสิ่งไว้ เลโอร่ายอาคมคลุมฝ่ามือของตนเอง แล้วจึงแกะห่อผ้าออกช้า ๆ ภายในนั้นคือเศษกระจกชิ้นเล็กที่ขนาดเพียงฝ่ามือ
มันไร้ขอบไร้ลวดลาย เป็นเพียงเศษกระจกที่แตกออกมาจากกระจกชิ้นใหญ่เท่านั้น
พวกเขาขมวดคิ้วจ้องมองและตรวจสอบมันอยู่สักพัก หากก็ไม่อาจพบร่องรอยหรือไอพลังใด ๆ ได้ มันเป็นเพียงเศษกระจกธรรมดา ๆ เท่านั้น
นิทานยื่นเศษกระจกให้คีตาลองดมดู หากมันส่ายหน้าสื่อว่าไม่พบอะไรเป็นพิเศษ
“ดูจากการที่แถวนี้ไม่มีสัตว์อสูรเลยและไม่มีร่องรอยการกัดแทะศพ เธอสมควรพูดความจริงนะครับ” โฮโจพูดขึ้น ถ้อยคำของโฮโจทำให้นิทานหันไปมองเขาอย่างอบอุ่น รอยยิ้มน้อย ๆ ผุดบนใบหน้า
การที่โฮโจออกหน้าพูดเช่นนี้หมายความว่ากลุ่มการค้าอิสึกะสมควรยอมรับในผลงานของเธอ
เพชฌฆาตตบบ่าโฮโจเบา ๆ รวมถึงเลโอก็ก้มหัวน้อย ๆ ให้เขาจนโฮโจรู้สึกเขินน้อย ๆ
“ยังมีเรื่องที่เธอวิเคราะห์เรื่องพลังของสัตว์อสูรตัวนั้นด้วยครับ” โฮโจรีบเปลี่ยนเรื่องแก้เขิน ทั้งหมดหัวเราะน้อย ๆ แล้วจึงกลับไปดูบันทึกอีกส่วนหนึ่ง
ในบรรยากาศอันมืดหม่นของการสูญเสียเช่นนี้ ดีแค่ไหนแล้วที่พวกเขามีเรื่องให้หัวเราะได้
‘ระดับอริยะตัวนั้นโจมตีฉันจากระยะไกล อย่างที่ได้บันทึกไว้ก่อนหน้า รู้สึกราวกับโดนฟันด้วยบางสิ่ง’
‘แต่หลังจากฉันมาวิเคราะห์ดี ๆ ยามเขียน ฉันจึงเข้าใจทีหลังว่ามันคือความรู้สึกเหมือนโดนคมเขี้ยวฉีกกระชากเสียมากกว่า รอยแผลของฉันก็ไม่ใช่การฟันแต่เป็นรอยกระชาก’
‘ยามที่มันใช้พลัง เนตรของมันก็เรืองแสงขึ้นด้วย ฉันไม่อาจเห็นคำแห่งพลังในนั้นได้แต่ฉันคิดว่านั่นคือการใช้งานคำแห่งพลังแน่นอน’
‘การที่มันต้องเปิดใช้งานคำแห่งพลังสองคำยามโจมตีฉันระยะไกลทำให้ฉันสันนิษฐานว่านั่นคือความสามารถจากการผสานคำของมัน’
‘สมควรเป็นการผสานคำแห่งพลัง ฉีกกระชาก และ บางสิ่งทำให้มันสามารถโจมตีระยะไกลได้’
“ผสานคำ ความสามารถพิเศษของพวกอริยะสินะคะ” เลโอกล่าวเสียงเครียด
“ครับ ความหลากหลายและพลังทำลายจะเพิ่มขึ้นสูง กับผู้ขีดเขียนชะตาบางคนก็อาจถึงขั้นมีความสามารถใหม่ขึ้นมาได้เลยครับ เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพที่ทำให้อริยะแข็งแกร่งกว่านักสลัก” อิซึมิตอบเสียงเบา
การผสานคำคือการนำเอาคำแห่งพลังสองคำมาผสานรวมกันให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา การที่นักสลักจะทำเช่นนี้ได้ต้องเกิดจากการบรรลุอริยะเท่านั้น
ตัวอย่างการผสานคำที่นิทานเคยเห็นมีเพียง วาดโลกา จากสมบัติระดับอริยะ งานเลี้ยงพันอสูรในงานประมูลเท่านั้น นั่นเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ควรค่าแก่ฐานะอริยะอันสูงส่ง
“เป็นประเภทโจมตีระยะไกลโดยตรง คุณนิทานรับมือได้มั้ยครับ” เพชฌฆาตหันมามองทางนิทาน หากเกิดการต่อสู้ขึ้นจริง คนที่ต้องเข้าไปประจันหน้าย่อมเป็นนิทาน
ถ้าเป็นการฉีกกระชากที่รู้สึกเหมือนมีคมเขี้ยวมากระชากก็น่าจะเป็นการโจมตีโดยตรงนะ คงจะเป็นแค่การขยายระยะโจมตี นิทานวิเคราะห์ถึงรูปแบบการโจมตีตามที่สเตลล่าบันทึกไว้
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ปราการเสริมพลังก็น่าจะพอป้องกันได้ ส่วนเรื่องพลังกายกับความเร็วไม่น่ามีปัญหา หลังจากเขาคิดคร่าว ๆ แล้วจึงหันไปพยักหน้าให้เพชฌฆาต
“ถ้าเป็นอย่างที่บันทึกไว้คิดว่าไม่มีปัญหาครับ” พวกที่นิทานแพ้ทางที่สุดคือพวกพลิกแพลงพลังอย่างตัวเขาเอง สัตว์อสูรเหล่านั้นมักมีคำแห่งพลังแปลก ๆ ที่ส่งผลยากจะคาดเดาและอาจทำให้เขาเสียจังหวะได้ เช่นหากบางตัวมีความสามารถลบล้างการโจมตีทางกายภาพ เขาจะแทบหมดทางสู้ไปโดยปริยาย พลังของนิทานเกิดมาจากการเสริมพลังเป็นส่วนมาก หากศัตรูสามารถหลบการโจมตีพื้นฐานได้ง่ายดายเขาก็ไม่เหลือตัวเลือกมากนัก
แม้จะยังมีประสานหัตถ์ แต่นอกเหนือจากนั้นมักเป็นการโจมตีทางกายภาพทั้งสิ้น
อีกแบบหนึ่งคือพวกที่เสริมพลังจนมีพลังมากกว่าเขา นั่นคือรูปแบบที่รับมือยาก ต้องอาศัยการพลิกแพลงมาพอสมควรจึงพอมีหวัง
และเพราะเหตุนี้เองการผสานพลังของอริยะจึงอันตรายเป็นพิเศษ ผลลัพธ์ของการผสานพลังอาจก่อให้เกิดพลังใหม่ที่กลบจุดด้อยของตนหรือเล็งจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้ไม่ยาก
และการที่พวกเขาได้รับรู้มาก่อนว่าสัตว์อสูรตัวนั้นสามารถผสมคำโจมตีระยะไกลได้เช่นนี้ถือเป็นข้อมูลที่มีค่าเป็นอย่างยิ่ง การรับรู้วิธีการโจมตีของศัตรูล่วงหน้าอาจตัดสินเป็นตายได้เลยทีเดียว
การตัดสินใจสู้กับระดับอริยะไม่ใช่อะไรง่าย ๆ ที่วัดกันด้วยระดับพลังเท่านั้น คำแห่งพลังเป็นปัจจัยที่สำคัญอันดับหนึ่ง แม้นิทานและคีตาจะรับมือกับระดับอริยะได้ หากคำแห่งพลังของอีกฝ่ายนั้นชนะทางนิทานขึ้นมาการต่อสู้ก็จะกลับตาลปัตรไปในพริบตา
มหาทวีปแห่งนี้จึงไม่ใช่โลกที่ง่ายดายเช่นใครระดับขั้นในการขีดเขียนชะตาสูงกว่านั้นแข็งแกร่งกว่าโดยทันที นิทานและซอเด็ตคือตัวอย่างที่ดีที่สุด
ความเข้ากันได้ของคำแห่งพลัง กลยุทธ์ สมบัติ ระดับขั้น ทุกอย่างล้วนมีผลทั้งสิ้น ตัวอย่างที่ดีที่สุดของคำแห่งพลังที่ชนะทางกันคือศิลา นิทานสามารถต่อกรกับอริยะได้แต่ถ้าเป็นนักสลักโทอย่างศิลา เพียงเขาผนึกคำแห่งพลังไล่ตามหรือนิทาน วงจันทรา พวกเขาย่อมพ่ายแพ้โดยไร้ทางสู้
นิทานดีใจน้อย ๆ ที่ข้อมูลส่วนนี้มีประโยชน์มหาศาล น้องชายของสเตลล่าสมควรได้รับรางวัลไม่น้อยเลยทีเดียว
บันทึกหลังจากนั้นไม่ได้มีอะไรมากเป็นพิเศษ เพียงอธิบายรูปร่างลักษณะของสัตว์อสูรระดับอริยะ เส้นทางที่เธอเดินทางไปมาแล้ว แผนที่แบบหยาบ ๆ ที่เธอวาดขึ้นเอง และพืชมีพิษที่ไม่ควรแตะต้อง
ท้ายสุดของบันทึกคือกระดาษแผ่นหนึ่งที่เหน็บเอาไว้ในบันทึก ข้างในนั้นคือลายมือของเธอที่สั่นเทา ไร้ซึ่งความจริงจังดังเช่นบันทึกก่อนหน้าที่อ่านง่าย เป็นลายมือที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของผู้เขียน
นิทานทำใจน้อย ๆ แล้วจึงคลี่จดหมายนั้นอ่าน
‘หากผู้ได้พบบันทึกเล่มนี้มีเมตตาและโชคมากพอ สเตลล่าขอรบกวนสิ่งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย’
‘คงเป็นสิ่งที่สเตลล่ามิอาจตอบแทนให้ได้ไปตลอดกาล ให้ได้เพียงคำขอบคุณจากใจและคำอวยพรว่าขอให้ชะตาที่คุณขีดเขียนนั้นงดงาม’
‘กลุ่มการค้าอิสึกะสมควรอยากรักษาความลับเรื่องสุสานและเก็บจดหมายฉบับนี้ไว้ ดังนั้นสเตลล่าขอให้ท่านแอบเก็บจดหมายฉบับนี้นำส่งให้โดรานเองกับมือ’
‘โดราน พี่ขอโทษที่ไม่อาจกลับไปหาได้’
‘พี่รู้ว่าช่วงหลังนี้พี่ไม่ค่อยได้กลับบ้านเลย’
‘ทุกครั้งที่พี่กลับบ้านพี่จะเห็นรอยยิ้มดีใจของน้อง เป็นรอยยิ้มที่ทำให้พี่ยินดีแลกได้ทุกสิ่งเพื่อรักษามันไว้’
‘พี่ขอโทษที่ทำให้น้องเหงา’
‘พี่ขอโทษที่ไม่อาจกลับไปหาได้ทุกวัน’
‘พี่ขอโทษที่ไม่อาจบอกลาได้ด้วยตัวเอง’
‘น้องอาจโกรธพี่ เสียใจ และผิดหวังในตัวพี่ น้องอาจคิดว่าน้องยินดีให้พี่อยู่ด้วยมากกว่าให้พี่ออกมาเสี่ยงชีวิตเพื่อน้อง’
‘แต่พี่ไม่เคยเสียใจ รอยยิ้มของน้องควรค่าแก่ทุกสิ่งที่พี่แลกไป’
‘อนาคตของน้องมีค่ามากกว่าที่น้องคิด น้องอาจคิดว่าการได้ใช้ชีวิตเพียงสั้น ๆ โดยที่มีพี่ข้างกายเป็นเรื่องที่มีความสุขมากแล้ว’
‘แต่สำหรับพี่ หากน้องจากไป นั่นคือนรกที่จะหลอกหลอนพี่ไปตลอดชีวิต เพราะพี่รู้ตัวเองว่าพี่สามารถช่วยน้องได้ หากพี่กลับไม่ทำ และพี่ไม่ต้องการอย่างนั้น’
‘พี่รู้ว่าน้องเฝ้าโทษตัวเองที่มีอาการป่วยร้ายแรง พ่อกับแม่จึงทิ้งเราไป เพราะอาการป่วยของน้องพี่จึงต้องออกมาเป็นนักผจญภัย’
‘พี่อยากจะบอกน้องว่า พี่ไม่เคยกล่าวโทษน้องแม้สักครั้ง ทุกครั้งที่กลับบ้านไปแล้วได้เห็นว่าน้องมีอาการดีขึ้น แม้เล็กน้อยนั่นคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตพี่’
‘พี่ยิ่งกว่ายินดีที่ได้รู้ว่าพี่สามารถทำเพื่อน้องได้ ทุกสิ่งที่น้องทำให้พี่ตั้งแต่น้องเกิดมาคือของขวัญที่ดีที่สุดที่พี่เคยได้รับ และพี่ภูมิใจกับชีวิตนี้มากพอแล้ว’
‘เพราะงั้น หลังจากนี้จงใช้ชีวิตให้ดี มีความสุขให้มาก รักษารอยยิ้มสดใสนั้นเอาไว้ พบคนที่รัก สร้างครอบครัวที่อบอุ่น และจดจำไว้เสมอว่าพี่คนนี้รักน้องยิ่งกว่าสิ่งใด’
‘ขอบคุณที่เกิดมาบนโลกนี้ โดราน ขอบคุณที่น้องเป็นน้องของพี่’
‘ใช้ชีวิตให้ดี ดังที่น้องสามารถทำให้พี่ยิ้มได้ พี่ก็อยากให้น้องยิ้มได้ยามนึกถึงพี่เช่นกัน’
‘แด่น้องชายขี้แย โดราน’
‘จากพี่สาวผู้มีความสุข สเตลล่า’