14
เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับชั่วพริบตาหนึ่ง กว่าสี่ปีแล้วที่เขามาอาศัยร่างเ้าสำนักฝู เหยาเยี่ยชิงกำลังนั่งอ่านรายงานอยู่ที่เรือนเจียวลู่ สถานที่แห่งนี้ถูกบูรณะขึ้นอีกครั้งกว่าจะเสร็จสิ้นก็กินเวลาไปนับปี
เขานั่งอยู่บนแท่นยกสูงในสุดของเรือน ตรงหน้ามีโต๊ะขนาดกลางเรียงรายเหลือเพียงใจกลางที่เว้นไว้เพื่อเป็ทางเดิน สถานที่แห่งนี้มีไว้สำหรับชี้แจงคำสอนโดยเ้าสำนักและเป็ที่หารือในแต่ละวัน โครงสร้างส่วนใหญ่ยังคงเอกลักษณ์เดิม ปลายยอดของเรือนเจียวลู่ก็เช่นกัน ทุกอย่างไม่ต่างไปจากสี่ปีก่อน
เหยาเยี่ยชิงกำลังนั่งอ่านรายงานภารกิจอย่างขะมักเขม้น หน้าที่หลักของเขาเป็การตรวจสอบภารกิจที่โดนไหว้วานมายังสำนัก
คิ้วเรียวของคนกลางห้องขมวดเป็ปมเล็ก ริมฝีปากถอดถอนลมออกมาเฮือกใหญ่ แอบหนีอีกดีหรือไม่ น่าหน่ายเกินไปแล้ว
เหยาเยี่ยชิงวางม้วนกระดาษลงคิดอยากจะออกไปสำรวจภายนอกสำนัก หลายเดือนมานี้เขามักแอบออกไปหาเวลาว่างอยู่บ่อยครั้ง
ไม่ทันจะยืดขึ้นอย่างเต็มตัวกลับได้ยินเสียงเคลื่อนไหวดังขึ้น ร่างในชุดครามจึงทิ้งตัวนั่งลงไปที่เดิมอีกครั้งมือทั้งสองคว้าเอาม้วนกระดาษขึ้นมาเปิดอ่านอย่างฉับพลัน
“ศิษย์คารวะซือจุน”
เป็โจวหนิงฮวาที่ย่างเข้ามาภายในตำหนัก หลายวันมานี้ผู้ที่เป็อาจารย์ของนางมักออกไปภายนอกอยู่บ่อยครั้งงานที่เดิมมีมากอยู่แล้วจึงสุมกันเป็กองใหญ่ ผู้าุโลี่ไหว้วานให้ตนดูแลความเป็อยู่ของอาจารย์อย่างใกล้ชิด
เหยาเยี่ยชิงเบือนหน้าขึ้นจากงานในมือส่งยิ้มในศิษย์ของตนครั้งหนึ่ง
นับวันยิ่งเก่งกาจ วันนี้เป็ครั้งที่สามแล้วหลังจากเหยาเยี่ยชิงคิดกระดกบั้นท้ายขึ้นแต่ยังยืนตัวไม่ตรงศิษย์ของตนก็เดินเข้ามาด้วยสายตาดุดัน
โจวหนิงฮวานอกเสียจากฝีมือจะแกร่งกล้าขึ้นความสามารถทางสายตาของนางยังสามารถทำให้เหยาเยี่ยชิงเกร็งเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“ศิษย์มาถามว่าซือจุน้าอะไรเพิ่มหรือไม่” โจวหนิงฮวายังยืนอยู่ที่หน้าประตูไม่ได้ย่างกรายเข้ามา
ในมือยังมีกระบี่เรียวสีอำพันเล่มหนึ่ง ชุดที่ใส่ยังคงเป็เครื่องแบบของสำนัก
เหยาเยี่ยชิงยิ้มเจือขึ้นกว้างอีกครั้งและกล่าวบอกปัด "..หากมีไว้จะเรียกหา" ไปนางได้ยินดังนั้นก็รับคำก่อนโค้งจากไป
เมื่อเสียงฝีเท้าออกห่างแล้วเหยาเยี่ยชิงก็ตัดสินใจลุกอย่างรวดเร็ว ในใจคิดว่าหากออกไปเพียงชั่วยามนางคงไม่ทันสังเกต เมื่อจัดแจงสิ่งของเสร็จเท้าของเขากำลังจะก้าวออกนอกเขตประตูก็ชะงักกึก
“..!!!”
“ศิษย์เกรงว่าซือจุนหิวจึงนำของว่างมา” โจวหนิงฮวาอยู่ไม่ไกลนัก มือข้างหนึ่งถือถ้วยใส่ถังหยวน [11] กลมใส่มาสี่ห้าลูก
เกรงว่าจะเขาคงจะออกไปไม่ได้อีกนานเชียว
“ลำบากเ้าแล้ว...”
“ซือจุนจะทานเลยหรือไม่”
“อืม...” เหยาเยี่ยชิงเดินกลับเข้าที่อีกครั้ง คราวนี้ได้ของหวานกลับมาอีกชามหนึ่งนับว่าไม่เลวนัก
โจวหนิงฮวาจัดแจงของว่างเข้าที่ก็ขอเอ่ยลาอีกครั้ง ก่อนไปยังหันมากล่าวกับอาจารย์ตนอีกหนหนึ่ง
“หากมีสิ่งใดก็เรียกใช้ศิษย์ ศิษย์อยู่ไม่ไกลนักมาถึงได้รวดเร็วกว่าศิษย์สายใน” ไม่นานร่างบางก็หายกลับออกไปอีกคราหนึ่ง
เป็การขู่ที่แยบยลสิ้นดี!
เหยาเยี่ยชิงไม่คิดออกไปอีกหากกองงานตรงหน้าเขาเสร็จก่อนสิ้นปีคงมีเวลาว่างไม่น้อย คิดได้ดังนั้นจึงมีเชื้อเพลิงเติมพลังต่อไป...
หากว่ามู่เยว่ชินอยู่คงดี ครึ่งเดือนแล้วที่เด็กน้อยได้รับภารกิจลงไปปราบปีศาจ ส่วนมากแล้วผู้ที่ช่วยเหลือเขาในการหลบหนีมักจะเป็เด็กคนนั้นเสมอ พอไม่อยู่นานเข้าจึงอู้งานได้อย่างยากลำบาก
ภารกิจของมู่เยว่ชินน่าจะเสร็จสิ้นในอีกไม่ช้า หากนับดูแล้วคงอีก..
เหยาเยี่ยชิงนับเลขในใจพักหนึ่งทางเดินก็มีเสียงอีกครั้ง เขารีบหยิบพู่กันขึ้นมาอย่างรีบร้อนพอเหลือบมองอีกครั้งก็วางลงอย่างโล่งใจ
“ศิษย์คารวะซือจุน...” ร่างสูงเอ่ยพลางคำนับเหยาเยี่ยชิงไปรอบหนึ่ง ชายตรงหน้าสวมชุดของสำนัก ผ้าคาดเอวเป็สีฟ้าเข้ม ในมือมีกระบี่ขาวเล่มหนึ่ง เพียงแต่เนื้อตัวมีฝุ่นตลบอยู่หลายแห่ง เมื่อยืดตัวขึ้นใบหน้าคมเข้มก็ปรากฏ ส่งยิ้มให้คนตรงกลางอย่างเจิดจรัส มู่เยว่ชินในตอนนี้สูงขึ้นจนเกือบเท่าเขา ร่างกายมีมัดกล้ามขึ้นมาหลายส่วน
เหยาเยี่ยชิงดีใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ ครั้งนี้เขาคงได้ออกไปแล้ว คิดพลางก็ยิ้มกว้าง สี่ปีมานี้ผู้ที่รู้ใจเขาที่สุดก็คือเ้าเด็กคนนี้ เพียงคิดถึงได้ไม่นานก็มาถึงที่
มู่เยว่ชินเห็นว่าอาจารย์ตนยิ้มจนตาเรียวหงส์แทบปิดก็เดินเข้าไปหา “ศิษย์ช่วยซือจุน” ร่างสูงเดินเข้ามาตามทางเดิน
เหยาเยี่ยชิงคิดจะให้ช่วยแต่เมื่อมู่เยว่ชินเข้าใกล้ก็ได้กลิ่นอันคุ้นเคยลอยอย่างเด่นชัดจนเตะจมูก กลิ่นเืที่น่าหลงใหลทำให้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“แผลลึกหรือไม่”
มู่เยว่ชินไม่ได้ตอบเพียงแต่ส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย รอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เหยาเยี่ยชิงลุกขึ้นไปสำรวจ “ใส่ยาแล้วหรือไม่”
“แผลไม่มากจึงไม่คิดใส่ใจ...” มู่เยว่ชินสบตาเข้ากับดวงหน้าเรียว
เหยาเยี่ยชิงถอนหายใจด้วยความเหลืออด เด็กคนนี้ไม่ว่าเื่ใดนับว่าเก่งกาจเป็เลิศไปเสียหมดขาดเพียงเื่เดียว ไม่ว่าจะพูดคุยตักเตือนหรือดุด่าอย่างไรก็ไม่เคยสนใจรอยแผลนัก
“เ้าโตขนาดนี้แล้วยังทำตัวโง่งมอยู่อีก...มานั่งให้ข้าดูหน่อย” เหยาเยี่ยชิงลุกขึ้นเบี่ยงเก้าอี้เฉียงให้คนตรงหน้ามานั่ง
คนที่รอรับคำสั่งก็ไม่คิดขัด สองเท้าก้าวเข้าไปนั่งแต่โดยดี สายตาเหลือบมองผู้เป็อาจารย์ที่ก้มหน้าก้มตาหาสิ่งของอยู่ตรงชั้นด้านข้าง
ไม่นานเหยาเยี่ยชิงก็หยิบยาออกมาสองขวดและผ้าพันแผลอีกสองม้วน เขาเดินออกไปจากตำหนักและกลับเข้ามาพร้อมถาดใบหนึ่งที่บรรจุน้ำอุ่นและผ้าขาว
่แรกใส่ยาแต่ละครั้งก็มักให้ลี่หลินดูอาการ นานวันเข้าก็ชำนาญขึ้นเสียอย่างนั้นจึงมีสิ่งของรักษาเบื้องต้นไว้
“ถอดออก...”
มู่เยว่ชินทำตามอย่างว่าง่ายมือปลดสายรัดเอวออก กล้ามสองมัดใหญ่และหกมัดน้อยก็ปรากฏแก่สายตาของเหยาเยี่ยชิง ตรงหน้าท้องมีรอยแผลเป็ทางยาวเืซึมออกจนแข็งติดเขลอะอยู่เต็มแผล
เหยาเยี่ยชิงมองดูแผลไม่นานก็ย่อลงให้เห็นได้สะดวกขึ้น แผลนับว่าใหญ่พอควร
“คราวหน้าข้าจะไม่ทำให้เ้าแล้ว”
ริมฝีปากของมู่เยว่ชินโค้งขึ้นเล็กน้อย ประโยคนี้นับว่าได้ยินเป็ประจำจนชินชาไปแล้วแต่ก็รับคำอย่างว่าง่าย “ศิษย์จะจำไว้”
เหยาเยี่ยชิงบรรจงเช็ดคราบสีดำด้วยน้ำสะอาด มือทั้งสองว้าวุ่นจดจ่อกับสิ่งตรงหน้าจึงไม่เห็นการกระทำแปลกประหลาดของศิษย์ตน
“ซือจุน..ศิษย์โตแล้วหรือยัง”
“ตัวเ้าโตกว่าลาที่ตีนเขาแล้ว อายุก็ไม่ใช่น้อย...” เหยาเยี่ยชิงวุ่นอยู่กับาแปากก็พูดพลางมือทั้งสองใส่ยาลงแผล แต่ไม่คาดคิดว่าเงยหน้าขึ้นจะพบกับใบหน้าของมู่เยว่ชินที่ก้มมองตน จมูกของคนข้างบนเป่าลมร้อนออกกระทบโดนใบหน้าของเหยาเยี่ยชิงคล้ายปีกผีเสื้อแตะผ่าน
“สนใจเยี่ยงนี้ทำไมไม่ทำเองเสีย”
ได้ยินคำถากถางของอาจารย์ตนทำให้มู่เยว่ชินส่งใบหน้าเปื้อนยิ้มให้ เหยาเยี่ยชิงถึงกับพ่นลมออกไม่สนใจอีกมุ่งแต่ทำแผลให้เสร็จ หลายปีมานี้ชื่อเสียงของมู่เยว่ชินจัดว่าอยู่ในระดับที่ผู้คนพูดถึงเป็วงกว้าง ภารกิจยากในสำนักมักตกอยู่ในมือคนผู้นี้ทั้งสิ้น การเติบโตดีเลิศแม้กระทั่งหน้าตาก็ดีงามชวนหลงใหลจนตนนับถือในใจ
ทำไปได้ครึ่งหนึ่งก็มีเสียงรองเท้ากระทบทางเดินเป็จังหวะ ร่างที่ย่างกรายมาคือศิษย์สายในผู้หนึ่ง สองเท้าก้าวเข้ามาได้ไม่นานก็พบกับสายตาดุดันของมู่เยว่ชิน
เหยาเยี่ยชิงได้ยินเสียงบุคคลที่สามก็โผล่ศีรษะขึ้นมาเหนือโต๊ะ “รอครู่หนึ่ง...”
เขาเร่งความเร็วขึ้นไม่นานก็มัดแผลได้อย่างแ่า หลังจัดการเสร็จก็เอ่ยไล่ให้มู่เยว่ชินไปพักผ่อน
“เ้าไปพักรอเหลยเฟิงกลับมาค่อยรายงานพร้อมกัน” เดิมคนผู้นี้ไปทำภารกิจขั้นสิบกับเหลยเฟิงเกรงว่าครั้งนี้คงทิ้งให้ศิษย์พี่พาศิษย์สายในคนอื่นกลับแทนตน
มู่เยว่ชินลุกขึ้นเบี่ยงตัวออกไปยืนข้างหลัง จัดแจงเสื้อผ้าตนเสร็จก็ไม่มีท่าทีว่าจะออกไปตามคำสั่งของอาจารย์อย่างเขา น่าโมโหนัก
เหยาเยี่ยชิงไม่สนใจลาหัวรั้นอีก เขาหย่อนตัวนั่งลงโบกมือเรียกศิษย์ตรงทางเข้าแทน
เมื่อคนตรงข้ามเห็นอย่างนั้นจึงเอ่ยขึ้น “เรียนเ้าสำนักฝู เ้าสำนักฉีขอเข้าพบ”
“ไม่ใช่หลิวหยางแต่เป็ข้าหรือ?” เหยาเยี่ยชิงแปลกใจนิดหน่อย คนผู้นี้หลายปีไม่เคยขอเข้าพบตน
“ขอรับ ทั้งยังบอกว่าเป็เื่ด่วน”
ฉีซูเมิ่งยังคงมาเยือนตีนเขาเดือนละครั้ง ทุกครั้งล้วนเฝ้ามองอยู่ตีนเขาไม่ย่างกรายเข้ามา ค่ำมืดก็จากไปอย่างเงียบเชียบ
น่าโมโหคือในทุกครั้งที่ฉีซูเมิ่งกลับไปหลิวหยางก็สาบสูญไปวันสองวันกลับมาก็นั่งหงอย
คราแรกเขาก็มีน้ำโหอยู่บ้างแต่ลองทบทวนดูแล้วเ้าสำนักฉีก็เป็คนเถรตรงและแน่วแน่ เป็ธรรมดาที่จะเห็นปีศาจเป็เพียงสัตว์ไม่มีจิตใจ ระยะเวลาสี่ปีคงทำให้คนผู้นี้คิดทบทวนตนเองได้แล้ว
“นำข่าวไปบอกหลิวหยางแล้วค่อยเชิญขึ้นมา”
“ขอรับ”
ในเวลาเพียงน้อยนิดร่างสูงก็ทะยานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ร่างกำยำโผล่พ้นขอบประตู ชุดสีเหลืองทองพลิ้วไหวตามกระแสลม ร่างกายจัดว่าสูงใหญ่กว่ามู่เยว่ชินหลายส่วน มือข้างหนึ่งถือพัดลวดลายประณีต
ใบหน้าหล่อเหลาไม่ปรากฏรอยยิ้มแต่ก็ไม่ได้บึ้งตึง เมื่อผ่านพ้นธรณีประตูก็ประสานมือทำความเคารพคนตรงกลาง “คารวะเ้าสำนักฝู”
เหยาเยี่ยชิงไม่คิดว่าเ้าสำนักเจียวหั่วจะใจร้อนถึงเพียงนี้
มู่เยว่ชินเดินออกไปยกน้ำชาและของว่างได้ไม่นานก็ปรากฏกายขึ้น คราแรกคิดว่าจะเดินลงไปต้อนรับแต่ไม่ทันไรก็ก้าวฉับมาหยุดตรงหน้าเสียแล้ว
“คารวะเ้าสำนักฉี” ถึงครั้งก่อนจะจากกันไม่ดีนักแต่เหยาเยี่ยชิงก็ลุกขึ้นประสานมือเช่นกัน
ฉีซูเมิ่งไม่แม้แต่จะรอศิษย์นำทาง เมื่อได้รับอนุญาตก็พุ่งทะยานมายังยอดหุบเขาอย่างไว สถานที่แห่งนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อรับรองแขกมีเพียงแค่โต๊ะเทศนา
เหยาเยี่ยชิงมองความใจร้อนของคนตรงหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจ เขาพบเจอคนน่าปวดศีรษะเข้าแล้ว
[11] ถังหยวนคือขนมที่ทำจากแป้งข้าวเ้าปั้นเป็ลูกมีทั้งไส้หวานและเค็มสำหรับคนไทยเป็ที่รู้จักในชื่อขนมบัวลอย