อำเภอชิวสุ่ยเมืองเสวียนโจวแห่งแคว้นหนิงเป็อำเภอติดชายแดนที่ไม่ใหญ่นัก
ตลาดคึกคัก ถึงแม้ผู้คนจะเดินไปมากันอย่างรวดเร็ว แต่ทุกสายตาต่างมองไปยังสถานที่เดียวกันโดยไม่ได้นัดหมายคนต่างถิ่นสองคนนั้น หนึ่งนาย หนึ่งบ่าว คุณชายในชุดผ้าไหมเดินนำหน้า บ่าวรับใช้จูงม้าสีขาวดั่งหิมะตัวหนึ่งตามติดอยู่ด้านหลัง
มีพ่อค้าที่ตาแหลมมองออกว่าม้าตัวนั้นคือลูกม้าหายากของแคว้นเซี่ยจากความขัดแย้งกันอย่างหนักของแคว้นเซี่ยกับแคว้นต้าหนิงในวันนี้ ม้าหนึ่งตัวมีราคาที่พอจะซื้อเมืองเมืองหนึ่งได้เลยทีเดียว
“คุณชาย ม้าตัวนี้ควรค่าแก่ร้อยตำลึงเงินจริงๆ หรือขอรับ” บ่าวติดตามมือข้างหนึ่งดึงบังเหียน มืออีกข้างลูบไปที่แผงคอม้า ก็ยิ่งเกิดความสงสัย“ควรค่าให้คุณชายเดินทางไกลเป็พันลี้มาซื้อที่นี่หรือขอรับ”
“เ้าจะไปรู้อะไรกัน!”
บ่าวติดตามขมวดคิ้ว เสียงกดต่ำลงแล้วพูดว่า “บ่าวเห็นว่าม้าตัวนี้ดูโง่ๆ”
คุณชายในชุดผ้าไหมด่าอีกว่า“มันยังจะโง่ได้กว่าเ้าอีกหรือ” เมื่อเขาพูดจบก็แย่งบังเหียนมาด้วยคิดจะจูงม้าด้วยตัวเอง
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงฆ้องสนั่นใบหู
“โป้ง...โป้ง...” นำพาให้ใจคนบนถนนที่ไม่ได้เตรียมตัวใดๆสั่นไปด้วย
คุณชายในชุดผ้าไหมที่กำลังดึงสายบังเหียนอยู่นั้น ได้ยินเพียงเสียงม้าร้องข้างหูเมื่อเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นม้าสีขาวยกขาหน้าขึ้นสูงเตะขาวิ่งทะยานไปยังฝูงชนอย่างบ้าคลั่ง
คุณชายในชุดผ้าไหมที่รับมือกับสถานการณ์ไม่ทัน เบิกตามองสายบังเหียนที่หลุดออกไปจากมือแล้วหล่นลงบนพื้น
บ่าวติดตามก็ซื่อบื้อไปเช่นกัน“คุณชาย…ม้าหนีไปแล้ว…”
“ยังไม่รีบตามไปอีก!”
ม้าขาววิ่งทะลวงไปตลอดเส้นทาง ทำให้คนบนถนนที่หลบไม่ทันล้มลงไปที่พื้น
บ่าวติดตามวิ่งตามม้า แต่สองขาจะเท่าสี่ขาได้อย่างไร ่แรกเขายังมองเห็นวี่แววของม้าอยู่บ้างแต่ม้าตัวนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็วที่หัวมุมถนน ไร้วี่แววไร้เบาะแส…
เมื่อม้าหายไปแล้ว หัวมุมถนนกลับปรากฏป้ายเคลือบสีแดงสองชิ้นขึ้น‘เงียบ’ และ ‘หลบหลีก’
มือปราบสองคนชูแผ่นป้ายเดินอยู่ด้านหน้า ด้านหลังยังมีเ้าหน้าที่ทางการเดินมาอีกสิบกว่าคนคนเหล่านี้ล้วนกำลังแบกเกี้ยวสีน้ำเงินเล็กหลังหนึ่งอยู่
เ้าหน้าที่ทางการที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดกำลังตีฆ้องเปิดทาง
ผู้คนที่ผ่านไปมาบนถนนได้ยินเสียงฆ้องแล้วก็รีบหลบไปทีละคนมีเพียงคนที่ล้มลงเท่านั้นที่กำลังลุกขึ้นอย่างช้าๆ ลูบแขนขาของพวกเขาไปมา
บ่าวติดตามเห็นว่าตนตามม้ากลับมาไม่ได้ ก็กลัวคุณชายจะกล่าวโทษตนรีบชี้ไปยังขบวนพูดอย่างโมโห “คุณชาย เป็พวกเขาที่ทำให้ม้าใหนีไปขอรับ”
หนึ่งร้อยตำลึงสูญเปล่าไปเช่นนี้ คุณชายในชุดผ้าไหมอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่นจ้องเขม็งตรงไปยังผู้คนกลุ่มนั้น ทั้งยังกวาดสายตามองไปยังป้ายเคลือบสีแดงสองชิ้น ในแววตาคล้ายกับมีเปลวไฟแห่งความโกรธลุกโชน
‘เงียบ’ สองอักษรนี้เขารู้จัก
‘หลบหลีก’ สองอักษรนี้เขาก็รู้จักเช่นกันแต่เลือกที่จะไม่สนใจ
ผู้คนบนถนนล้วนหลบหลีกให้ มีเพียงเขาที่เดินฝ่าลมมุ่งไปยังเหล่าเ้าหน้าที่ทางการท่าทางการเดินนั้นมีความเด็ดเดี่ยวและองอาจผึ่งผายอยู่สองสามส่วน
เ้าหน้าที่ทางการที่ตีฆ้องเปิดทางมองเห็นว่ามีคนกำลังขวางทาง จึงหยุดแล้วส่งเสียงว่า “ใต้เท้าเยี่ยมชมถนน คนไม่เกี่ยวข้องหลีกไป”
“ใต้เท้า ใต้เท้าผู้ใดกัน” คุณชายในชุดผ้าไหมยืนอยู่กลางถนนไม่ยอมถอยสักคืบ
เ้าหน้าที่ทางการกุมมือ“แน่นอนว่าต้องเป็ใต้เท้าเหมย นายอำเภอชิวสุ่ย”
“ก็แค่นายอำเภอขั้นเจ็ด ตั้งขบวนเสียยิ่งใหญ่!”
คำพูดแฝงความหาเื่ ดังเข้าไปถึงในเกี้ยว ผู้ที่นั่งอยู่ในเกี้ยวลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ
คนที่อยู่ด้านนอกก็ส่งเสียงอีกว่า “เรียกเขาออกมา หดหัวอยู่ข้างในแอบอะไรเช่นนั้นรึ!”
“บังอาจนัก กล้าไม่ให้เกียรติใต้เท้า!”
“เขาไม่ออกมาให้ข้าเห็นหน้า ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็ใต้เท้าใหญ่หรือผู้ร้ายกัน”
คนที่อยู่ด้านนอกเกรี้ยวกราดยิ่งขึ้น ผู้ที่อยู่ในเกี้ยวจึงใช้พัดในมือเคาะไปที่ผนังเกี้ยว
เกี้ยวลดต่ำลงบนพื้น ไม่รอให้บ่าวที่อยู่ด้านข้างของเกี้ยวยกม่านกั้นให้ก็ใช้พัดยกม่านกั้นออก
คนในชุดขุนนางออกมาจากในเกี้ยว เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ย่างก้าวดุจสายลมยืนปักหลักอยู่ด้านหน้าของเกี้ยว ในมือถือพัดด้ามหนึ่งไว้
ชาวบ้านในที่นี้ล้วนรู้จักคนผู้นี้ นั่นคือชิงเทียนต้าเหลาเหยี่ย[1]ของอำเภอชิวสุ่ย——ใต้เท้าเหมย เหมยเซียวเหริน
ความจริงแล้วกล่าวว่าเป็นายท่านใหญ่ก็ไม่ค่อยจะเหมาะสมนัก เพราะใต้เท้าท่านนี้อายุเพียงสิบแปดปีเท่านั้นเอง
ภายใต้หมวกขุนนาง เหมยเซียวเหรินดูเ็าเล็กน้อย
อำเภอชิวสุ่ยนั้นเป็อำเภอใหญ่ แต่หากเป็ชาวบ้านของที่นี่ เหมยเซียวเหรินล้วนคุ้นตาเพียงมองแวบเดียวก็ตัดสินได้ว่าคนที่ะโเข้ามาหาเื่เป็คนต่างถิ่น ดูท่าทางแล้วคงเป็คุณชายตระกูลร่ำรวย
“เ้าก็คือนายอำเภอของที่นี่หรือ”
เหมยเซียวเหรินจำได้รางๆ ว่ามีคนเคยตอบเขาไปแล้ว จึงี้เีที่จะตอบอีกเป็ครั้งที่สอง
“เ้าทำให้ม้าข้าใหนีไป ต้องชดใช้!” คุณชายในชุดผ้าไหมพูดอย่างกราดเกรี้ยว
เหมยเซียวเหรินก็จำได้รางๆ อีกเช่นกันว่าเมื่อครู่มีม้าบ้าตัวหนึ่งทะยานผ่านข้างเกี้ยวไป
ม้าหนีไปแล้ว ข้างทางกลับมีชาวบ้านไม่น้อยที่เสื้อผ้าเปื้อนโคลนมีบางคนที่จับแขนจับขาร้องโอดโอย แน่ชัดแล้วว่าเป็เพราะม้าตัวนั้นทำให้ได้รับาเ็
“ม้าเป็เดรัจฉานไม่รู้ความ เ้าไม่จูงม้าของเ้า เ้าก็ไม่รู้ความเช่นกันหรือ”เหมยเซียวเหรินสีหน้าดุจน้ำค้างแข็ง น้ำเสียงดั่งน้ำแข็ง
“เห็นๆ อยู่ว่าเป็เพราะเ้าตีฆ้องตีกลองทำให้ม้าของข้าใ…”
“ถูกเสียงฆ้องทำให้ใหนีไป” ท่าทางของเหมยเซียวเหรินไม่ลดความเ็าลง“เป็บ้ารึ”
มือปราบที่อยู่รอบข้างส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง ชาวบ้านก็พากันชี้ไม้ชี้มือหัวเราะล้อเลียน
คุณชายในชุดผ้าไหมสีหน้าดำคล้ำ โกรธเกรี้ยวยิ่งขึ้น
“เ้าเป็นายอำเภอ ไม่รู้หรือว่าหากทำทรัพย์สินคนอื่นเสียหายแล้วต้องชดใช้”
เหมยเซียวเหรินอยากรู้นักว่าเ้าคนต่างถิ่นคนนี้คิดจะทำอะไร จึงถามไปตามคำพูดของเขา “เช่นนั้นเ้าลองพูดมาว่า้าให้ข้าชดใช้ให้เท่าไหร่”
“หนึ่งร้อยตำลึงเงิน”
เหมยเซียวเหรินในใจเกิดความใขึ้นมา ตาจับจ้องไปที่เ้าคนนั้นม้าบ้าหนึ่งตัวราคาหนึ่งร้อยตำลึงเงินเช่นนั้นหรือ
เ้าคนนี้ ไม่ได้บ้าจริงหรือ
ดูๆ แล้วม้ามีนิสัยเช่นไรเ้าของก็คงมีนิสัยเช่นนั้น
เหมยเซียวเหรินไม่มีความอดทนที่จะข้องเกี่ยวกับคนน่าเบื่อเช่นนี้จึงหมุนกายกลับเข้าไปในเกี้ยว กล่าวทิ้งท้ายเพียงว่า “เรียกหมอมาดูแลคนที่ได้รับาเ็ หากเขา้าก็ตรวจๆ สมองให้เขาหน่อยละกัน”
“เ้า!”
ตอนที่เสียงเกรี้ยวกราดดังมาถึง เหมยเซียวเหรินก็เลิกม่านกลับเข้าไปนั่งด้านในเกี้ยวเสียแล้ว
คุณชายในชุดผ้าไหมยังคงยืนขวางกลางถนนไม่ยอมไปไหน
เหล่ามือปราบที่ทำงานในที่ว่าการมานาน ต่างรู้สถานการณ์ดี พวกเขารู้ว่าจะหลีกเลี่ยงการล่วงเกินผู้มีอำนาจได้อย่างไรพวกเขายังไม่มีอำนาจที่จะลงมือจัดการกับคุณชายตระกูลร่ำรวยคนนี้ ทำได้เพียงรอให้ใต้เท้าสั่งการเท่านั้น
คนตีฆ้องหันกลับไปยังด้านข้างของเกี้ยว ก้มหัวอยู่ข้างนอกหน้าต่างเกี้ยวพูดเสียงเบา “ใต้เท้า เขายังอยู่ตรงนั้นขอรับ”
“ไล่ไปซะ!”
ด้วยคำสั่งของเหมยเซียวเหริน เหล่ามือปราบจึงไม่เกรงใจคุณชายชุดผ้าไหมอีกต่อไปพวกเขาผลักสองนายบ่าวให้ไปอยู่ข้างถนน สร้างพื้นที่ทางผ่านให้กับใต้เท้าของตน
“เ้ารอข้าก่อนเถอะ!”
เหมยเซียวเหรินไม่สนใจเสียงร้องท้าทายของบุรุษผู้นั้น รู้สึกเพียงว่าเขาคงจะแยกแยะไม่ออกว่าที่นี่คือถิ่นของใคร
มีมือปราบคนหนึ่งเริ่มจัดการเื่ราว “พวกเ้าไปเชิญหมอมา ส่วนพวกเ้าไปนับว่ามีคนาเ็เท่าไหร่กลับไปจะได้ให้กุนซือเยี่ยจดลงในบันทึกราชการของใต้เท้าได้สะดวก”
คนด้านนอกต่างคนต่างยุ่งวุ่นวาย เหมยเซียวเหรินหยิบม้วนบันทึกเล่มหนึ่งที่อยู่ข้างที่นั่งขึ้นมา
บันทึกหนาๆ เล่มนี้เป็สิ่งของล้ำค่าที่สุดของเหมยเซียวเหริน ภายในบันทึกความดีความชอบทุกอย่างของตนใน่สองปีที่ได้นั่งในตำแหน่งนายอำเภอชิวสุ่ยหลังจากได้อ่านแล้วทุกผู้ล้วนรู้สึกว่านี่ไม่ง่ายเลย
เป็ขุนนางนั้นไม่ง่ายเลย ยิ่งเป็เหมยเซียวเหรินการเป็ขุนนางก็ยิ่งยากไปอีกไม่ต้องพูดถึงสิ่งอื่น ผู้ชายเป็ขุนนางคือหลักการของฟ้าดินที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แต่ว่านาง เหมยเซียวเหรินเป็ผู้หญิง!
นี่เป็ความลับที่ฟ้ารู้ดินรู้ครอบครัวรู้ ในสายตาของชาวบ้านอำเภอชิวสุ่ยนางเป็บุรุษที่ไม่มีส่วนไหนสึกหรอ นี่เป็เพราะทักษะการแสดงขั้นสุดยอดของนาง
หลังจากฝึกฝนมาสองปี เหมยเซียวเหรินระมัดระวังกริยาวาจาของตนเองอยู่ทุกขณะจิตพยายามให้ไม่ผิดแปลกไปจากบุรุษทั่วไป นอกจากนี้แล้วนางยังฝึกฝนการใช้เสียงในลำคอที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งบุรุษทั้งยัง 'ไม่ยึดติดเื่เล็กๆน้อยๆ' ได้อย่างเหมาะสม จึงสามารถปิดบังคนที่รู้จักนางมาได้อย่างราบรื่น
ดังนั้น การเป็ขุนนางว่าเหนื่อยแล้ว การปลอมตัวเป็ชายเพื่อเป็ขุนนางนั้นเหนื่อยยิ่งกว่า!
แต่ว่าสตรีเป็ขุนนางนั้นขัดแย้งกับจริยธรรมและศีลธรรม ทั้งไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมเหมยเซียวเหรินรู้ดีว่านางนั้นกำลังท้าทายฟ้าดินยามที่นางก้าวเข้ามาบนเส้นทางของการเป็ขุนนางจึงยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง แต่ในเมื่อฝ่าฝืนไปแล้ว ก็ต้องทำให้ได้อย่างเฉิดฉายและสมเกียรติ หลังจากสองปีแห่งการล้มลุกคลุกคลานอย่างระมัดระวัง ในที่สุดนางก็ได้รับความดีความชอบเหล่านี้มาแล้วเฝ้าหวังให้ผู้บังคับบัญชาเปิดตามอง เลื่อนตำแหน่งให้นางในเร็ววัน
เกี้ยวเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง คุณชายในชุดผ้าไหมถูกเ้าหน้าที่ทางการไล่ไปอยู่ข้างทางส่งเสียงร้องะโอย่างอับอายและขุ่นเคือง“จริงๆ แล้วเ้าห่วงใยประชาชน หรือว่าเอาพวกเขาเติมเต็มความดีความชอบของเ้ากันแน่”
เหมยเซียวเหรินยกผ้าม่านขึ้นเล็กน้อย สาดสายตาแหลมคมออกไป “แล้วเกี่ยวอันใดกับเ้าเช่นนั้นหรือ”
เวลานี้เองก็มีเ้าหน้าที่ทางการคนหนึ่งไล่ตามมาจากด้านหลัง วิ่งเร็วประดุจบิน
“รายงาน--”
เสียงได้ยินเข้าไปถึงหูของเหมยเซียวเหริน ทำให้ใจของนางสั่นไหวปกติแล้วข่าวที่มารายงานนางขณะที่กำลังตรวจเยี่ยม มักไม่ใช่ข่าวดี
เกี้ยวถูกวางลง เ้าหน้าที่ทางการวิ่งอย่างรีบร้อนมาถึงด้านข้างเกี้ยวรายงานเสียงเบาว่า “ใต้เท้า หมู่บ้านหลิวเปียนเกิดโจรปล้นขอรับ”
เหมยเซียวเหรินขมวดคิ้วในทันที
นี่หาใช่เป็เพียงข่าวไม่ดี แต่เป็ข่าวร้าย!
นางรับผิดชอบตำแหน่งนายอำเภอชิงสุ่ยมาสองปี ไม่เคยพบเจอโจรเข้ามาทำเื่เลวร้ายที่นี่แต่เมื่อได้พบเจอแล้วก็ถือว่าเป็เื่ใหญ่ ั้แ่โบราณมาโจรปล้นนั้นจัดการยาก หากนางยังจัดการไม่ได้อย่าพูดถึงการเลื่อนขั้นเลย แม้แต่หมวกวูซา[2]บนหัวใบนี้ก็ยากที่จะรักษาไว้
จะจัดการเช่นไรนั้น นางยังต้องไปปรึกษากับเหล่าพี่น้องผู้ช่วยมือดีของนางด้วยเหตุนี้จึงเอ่ยถามว่า “กุนซือเยี่ยล่ะ”
“เรียนใต้เท้า กุนซือเยี่ยตรงไปที่หมู่บ้านหลิวเปียนก่อนแล้วขอรับ”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/5d7b9cb0fc55049fdb4dfc1e85909306
[1] คำเรียกเ้าหน้าที่ของทางการที่จัดการปัญหาทุกข์สุขของอำเภอ
[2]หมวกวูซา หรือหมวกแพรสีนิลเป็หมวกยอดกลมที่ขุนนางในราชสำนักจีนสวมใส่