ทิวไทยืนนิ่งเมื่อเห็นคนตรงหน้า มาได้ไง? ข้าวขวัญมาได้ไง? !! แต่นึกเพียงไม่นาน เขาก็พอจะนึกออก
"ไข่นุ้ย เอ็งโดนดีแน่!"
ทิวไทกัดฟันพูด งานนี้ไม่มีใครนอกจากเอ็งหรอก ไอ้ไข่นุ้ย
ข้าวขวัญเองก็นิ่งไป ทิวไท นี่นายยังไม่ตายหรอกหรือ แล้วนายมาอยู่ทำซากอะไรที่นี่ แล้วทำไมไม่ติดต่อไป แล้วทำไมไม่แสดงตัวว่ายังไม่ตาย ทำไม? ทำไม? ทำไม? แต่ที่น่าแปลกกว่านั้นคือ ทิวไทเองก็มีท่าทีตกใจมากเหมือนกันที่เห็นเธอ
"เอ่อ..คุณข้าว คุณมาได้ยังไงเนี่ย?"
"ฉันต่างหากที่ต้องถาม ว่านายฟื้นจากความตายขึ้นมาได้ยังไงมากกว่า แล้วมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
"คุณอย่าประชดผมสิ คุณข้าว"
ใบหน้าของทิวไทเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดๆ ข้าวขวัญเองก็สุดจะรู้อารมณ์ของเขา สามเดือนที่เขาไม่ได้ตาย แต่ทำไมเขาถึงนิ่งเงียบไม่แสดงตัว ข้าวขวัญมองหน้าชายหนุ่มนิ่ง...มันเหมือนคนไม่รู้จักกันไปแล้ว เขาคงไม่ได้รักเธอมากมายเหมือนอย่างที่เขาพูด
"ไม่ได้ประชด ฉันก็แค่ถาม ว่าฟื้นขึ้นมาได้ยังไง หมอผีคนไหนเสกนายให้ฟื้นขึ้นมา"
ข้าวขวัญกวาดมองไปทั่วตัวของชายหนุ่ม ทิวไทดูเป็นปกติดีมากๆ ร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเข้ม ทุกอย่างเหมือนเดิม ผิดก็แต่หนวดเคราที่ขึ้นรกครึ้ม เพราะเจ้าตัวดูเหมือนจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวตามสบาย ไม่ใส่ใจกับตัวเองมากนัก เขาสวมเพียงเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงเลสีเข้ม
เขาก็หล่อเหมือนเดิมแหละ แต่ตอนนี้ข้าวขวัญไม่ได้ดีใจที่เขายังมีชีวิตอยู่ เพราะคำถามมันเต็มไปหมดในหัว
"ทำไมไม่ตอบหล่ะ?"
"ผม..."
ทิวไทพูดไม่ออก แล้วใบหน้าที่สุดจะคาดเดาอารมณ์ของชายหนุ่มนั้น ยิ่งทำให้ข้าวขวัญโกรธ จะไม่ให้เธอโกรธได้ไง ไม่ตายแต่แอบมาหลบอยู่ที่นี่ ปล่อยให้เธอผจญเวรผจญกรรมอยู่คนเดียว ในตอนนี้ สมองของข้าวขวัญทำงานหนักมาก
"คุณไม่ดีใจหรือไง ที่ผมยังไม่ตาย?"
"ก็ดีใจ แต่ฉันก็ควรจะโกรธนายมากกว่ามั้ย ที่ไม่ตายแล้วไม่ไปดูดำดูดีฉันเลย เคยอยากจะรู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นยังไงมั่ง?"
"ผม..."
"ได้แต่ผมๆๆ อยู่นั่นแหละ ไข่นุ้ย! ไข่นุ้ย! พี่จะกลับ"
ทิวไทยืนนิ่ง เขารู้ว่าไข่นุ้ยมันไม่อยู่ให้โง่หรอก ถ้ามันอยู่ มันก็โดนเขาเตะก่อนแน่นอน
"คุณว่าไข่นุ้ยมันจะอยู่ให้ผมเตะมันหรือไง?"
ทิวไทถามเมื่อเขาเห็นข้าวขวัญเดินออกไปนอกบ้าน ชายหนุ่มจึงรีบเดินตามไป
"คุณเข้ามาในบ้านเถอะ มืดแล้ว"
ทิวไทเรียกข้าวขวัญแต่เธอก็ยังเดินออกไปตรงระเบียงหน้าบ้าน ชายหนุ่มจึงเดินตามออกไป
"ไข่นุ้ย!"
ข้าวขวัญเรียกไข่นุ้ย แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา
"คุณข้าว"
เสียงทิวไทใกล้มากเหมือนมาอยู่ข้างหลัง ข้าวขวัญจึงรีบหันไปตามสัญชาติญาณ
"อุ้ย!"
ทิวไทกระชับเอวบางไว้ได้ก่อนที่เธอจะเซด้วยซ้ำ เขาคิดถึงข้าวขวัญใจจะขาด แต่ภาพของข้าวขวัญที่ตกใจแล้วสติหลุดเมื่อได้ยินว่าเขาไม่ได้เป็นโจรค้ายา แล้วยังใบหน้าที่เขาเห็นครั้งสุดท้ายที่เธอร้องราวกับคนเสียสติเมื่อเขาถูกยิง เขาไม่อยากจะให้เธออยู่ในสภาพนั้นอีก เขาอยากจะให้เธอไปมีชีวิตใหม่ที่ไม่มีเขา เขาไม่อยากให้เธอโกรธเขาที่เขาโกหก เขาทนไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ข้าวขวัญได้เข้าถึงจิตใจส่วนที่อ่อนแอที่สุดของเขา เธอคือความอ่อนแอของเขาแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ตอนนี้ พอได้เห็นหน้า แล้วหญิงสาวก็กำลังอยู่ในอ้อมกอดของเขา อารมณ์คิดถึงมันก็กลับมาอีกครั้ง
"ปล่อยฉันนะ นายทิว"
ทิวไทปล่อยทันทีแล้วถอยออกมาก้าวหนึ่ง ชายหนุ่มได้มองหน้าข้าวขวัญในระยะประชิด ยิ่งทำให้เขาคิดถึงเธอ เพราะพอได้ใกล้ชิด ความรู้สึกที่มันอัดอั้นหลายๆ อย่างอยู่ข้างในก็เอ่อล้นออกมา ความรู้สึกคิดถึงกับอารมณ์ปรารถนามันช่างรุนแรง นี่เขาไม่ได้เจอเธอมาเกือบจะสามเดือนแล้วนะ
"ไม่เคยไปหากันเลย เหมือนไม่รู้ว่าฉันเป็นห่วงนายแค่ไหน"
"ก็ไม่อยากให้ห่วงไง ก็เลยไม่ไปหา"
ข้าวขวัญมองหน้าทิวไท เอาจริงดิ ที่เธอจะมีคนรักที่มีความคิดที่ตื้นเขินได้ขนาดนี้
"เป็นห่วง เลยไม่ไปหา ฉันไม่เข้าใจหรอก"
"ผมทนไม่ได้ ที่จะเห็นคุณผิดหวังในตัวผม"
ทิวไทสารภาพ เขาไม่แม้จะกล้าพูดว่าเรื่องอะไร แต่แค่เขามองตากับข้าวขวัญ ต่างคนก็ต่างรู้ว่ามันคือเรื่องอะไร
"ผมขอโทษ ทุกเรื่อง ทุกเรื่องจริงๆ นะ ที่ผมทำไม่ดีไว้กับคุณ ผมรู้สึกแย่ ผมรู้สึกผิดกับคุณมาก ๆ คุณข้าว"
"ทุกเรื่อง ไหนบอกมาหน่อยซิว่ามีเรื่องอะไรบ้าง?"
"..."
"นายมันก็ไม่กล้า ฉันรักคนผิดจริงๆ งั้นก็ให้คิดเสียว่าเราตายจากกันไปจริงๆ ก็แล้วกัน เพราะฉันเองก็นึกว่านายตายไปแล้วอยู่แล้ว"
หญิงสาวเดินฉับๆ ลงบ้านหายไปในความมืด ทิวไทรีบวิ่งตามไปทันที
"คุณข้าว กลับมา มันอันตรายนะ มันมืด ไข่นุ้ยมันกลับบ้านไปแล้ว ไม่มีใครอยู่ข้างล่างหรอก"
แต่เธอก็ไม่ฟังเสียง หญิงสาวเดินดุ่มๆ หายไปในความมืด ทำให้ทิวไทต้องวิ่งตาม ดีนะที่คืนนี้ไม่ได้เป็นคืนเดือนมืด ยังพอที่จะทำให้เขาเห็นหลังข้าวขวัญไวๆ อยู่ข้างหน้า
"เอ้อ..แล้วจะวิ่งไปทำไมเนี่ย ลงไปก็ไม่เจออะไร"
ทิวไทพึมพำแล้ววิ่งลงไปตามทางเรื่อยๆ
"ว้ายยย!"
"คุณข้าวว!"
เสียงคนกลิ้งหลุนๆ ลงไปด้านล่าง เขารู้ว่าทางมันไม่ชันนักแล้วก็กำลังจะถึงถนนแล้ว ทิวไทได้แต่ส่ายศีรษะกับความดื้อของเธอ
ร่างบางกลิ้งลงมานั่งพับเพียบอยู่บนถนนด้านล่าง ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นไปหมด ทิวไทยืนค้ำศีรษะเธออยู่ เขาเท้าสะเอวมองเธอแล้วยิ้มจนเธอโมโห
"ลุกขึ้นมา มา ผมช่วย"
ทิวไทยื่นมือให้เธอจับ แต่ข้าวขวัญลุกขึ้นยืนเอง
"โอ้ย!"
"เจ็บตรงไหน?"
"..."
ทิวไทนั่งลง ข้าวขวัญคงเจ็บตรงข้อเท้าเพราะเธอกลับลงไปนั่งบนพื้นเหมือนเดิมแล้วจับตรงข้อเท้าของตัวเอง
"คุณนี่ดื้อเหมือนเดิมเลยนะ"
"..."
ทิวไทช่วยดึงเธอให้ลุกขึ้นยืน แต่พอยืนได้ ข้าวขวัญกลับพยายามที่จะสะบัดให้หลุดจากชายหนุ่ม
"อย่าเพิ่งงอนเลยคุณข้าว ขอร้องหล่ะ กลับขึ้นไปที่บ้านก่อน ผมจะดูข้อเท้าให้"
ข้าวขวัญจำใจให้ทิวไทพยุงกลับมาที่บ้านบนเขา ทีนี้ก็มีแต่เธอกับทิวไทอยู่ด้วยกันสองคนแล้วสิ ส่วนไข่นุ้ยก็หายต๋อม ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทุกอย่างนี้ไข่นุ้ยเป็นคนวางแผน เจอไข่นุ้ยเมื่อไหร่เธอจะตีให้แรงๆเลย
พอถึงทางราบที่ไม่ชันมากนัก ทิวไทรีบช้อนอุ้มข้าวขวัญไว้ในอ้อมแขน
"นายทิวเอาฉันลงเดี๋ยวนี้นะ ฉันเดินเองได้"
"ไม่ต้องดิ้น เดี๋ยวกลิ้งตกเขาไปทั้งสองคนหรอก"
ทิวไทให้เธอนั่งตรงเก้าอี้ เขารู้สึกได้ถึงร่างที่ซูบลงไปมากของหญิงสาว หากความหอมและความนุ่มของผิวนั้นยังคงเหมือนเดิม เนื้อตัวของข้าวขวัญตอนนี้มีแต่ฝุ่นจนเขาขำ เพราะบางครั้ง หญิงสาวก็เหมือนเป็นเด็กน้อยที่เขาต้องคอยดูแล
"คุณข้าวคลุกฝุ่น อืมม...น่ารักดี"
ข้าวขวัญก้มหน้างุด สายตาที่มองมาทำให้เธอใจสั่นอีกแล้ว แต่เธอก็ยังไม่สบอารมณ์เรื่องที่เขาหายไปไม่บอกกล่าว ไม่พยายามจะกลับมาหาเธอหรือติดต่อกลับมาเลย สามเดือนมันนานเกินไป จนเธอทำใจจะได้อยู่แล้วว่าเขาจะไม่กลับมา แล้วตอนนี้เธอก็ยังงงๆอยู่เลยว่านี่คือความจริง
ทิวไทนั่งลงแล้วจับข้อเท้าเธอดู
"บวมนิดนึง แต่ที่นี่ไม่มีน้ำแข็งประคบ ผมว่าคุณอาบน้ำเลยดีกว่า เพราะน้ำบนเขาก็เย็นอยู่ จะได้ล้างเนื้อล้างตัวด้วย คุณเปื้อนหมดแล้วเนี่ย"
รอบนี้ข้าวขวัญก็เลยไม่เล่นตัวตอนที่ทิวไทอุ้มเธอขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องนอน ทันทีที่ทิวไทเดินเข้าเขตห้องนอน ข้าวขวัญถึงกับหายใจไม่ทั่วท้องเลยทีเดียว แล้วเขาก็เดินเข้าห้องน้ำไปเลย เขาวางเธอลงแต่ไม่ยอมขยับ เธอจึงไล่
"ฉันอาบเองได้น่า ไม่ใช่เด็กๆนะ"
"ผมรู้ คุณไม่ให้ผมอยู่หรอก"
"แล้วทำไมนายจะต้องอยู่ บ้าจริง ออกไปนะ"
"อย่าล็อคประตูห้องน้ำ"
ทิวไทเดินออกไปที่โต๊ะด้านนอก แล้วถือวิสาสะเปิดกระเป๋าที่ข้าวขวัญเตรียมมา ชายหนุ่มหยิบผ้าเช็ดตัว ชุดนอน ชุดชั้นใน แล้วเดินกลับไปส่งให้หญิงสาวในห้องน้ำ
ข้าวขวัญอาบน้ำเสร็จด้วยความทุลักทุเล เพราะปวดข้อเท้า พอเปิดประตูออกมา ก็เจอคนตัวโตที่ยืนรออยู่ เขารีบช้อนอุ้มแล้วเอาเธอไปนั่งที่ขอบเตียง
"ฉันไม่อยากนอนที่นี่ ฉันอยากกลับ"
"ตลกละ จะไปยังไงกันคุณ ผมว่า เรามาคุยกันก่อนนอนดีกว่า"
"ฉันไม่นอนกับนาย"
"ทำไม?"
"นายไม่รู้จริงหรือว่าทำไม?"
"..."
มันก็สมควรนะ ที่ข้าวขวัญจะโกรธเป็นเรื่องเป็นราว เขาหายไปสามเดือน ไม่ไปดูดำดูดีเธอเลย
"ดีกันเถอะนะคุณข้าว"
"บอกเหตุผลดีๆมาสักข้อสิ ที่ฉันจะต้องหายโกรธนายหน่ะ"
"เรารักกันนะ"
ข้าวขวัญส่ายศีรษะ
"นายไม่ได้รักฉันสักนิด จะให้บอกมั้ยว่ายังไง?"
"ไม่ ไม่ต้อง ผมไม่อยากฟัง คุณอยากจะฟังเรื่องของผมหรือเปล่า?"
"ไม่อยากฟัง ไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่ฉันต้องฟังเรื่องแก้ตัวจากนายอีก"
"แล้วเรื่องของคุณ"
"ฉันไม่อยากเล่า"
ทิวไทถอนหายใจ เขานั่งยอง ๆ ลงที่พื้นแล้วคว้าข้อเท้าบอบบางนั้นขึ้นมาดู
"บวมไม่มาก ที่นี่ไม่มียา งั้นคุณก็นอนเถอะผมจะออกไปปิดเครื่องปั่นไฟ"
ทิวไทหยิบหมอนหนุนของตัวเองแล้วเอาสอดไว้ใต้ขาข้างที่เจ็บของหญิงสาว
"ลดบวม"
เขาพูดแค่นั้นแล้วเดินออกนอกห้องไป ไม่นาน เสียงเครื่องปั่นไฟก็เงียบลงและบ้านก็ตกอยู่ในความมืด
สำหรับข้าวขวัญคงต้องใช้เวลา แต่สำหรับเขานั้นไม่เลย แค่เขาเห็นเธอเขาก็ยอมทุกอย่าง แต่เขาอยากจะให้ข้าวขวัญเข้าใจ ว่าหลังจากรักษาตัวเองหายแล้ว เขานอนฝันร้ายอยู่เป็นเดือนกว่าที่อาการของเขาจะค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับ เขาตัดสินใจมาอยู่ที่บ้านบนเขาเพื่อรักษาสภาพจิตใจของตัวเอง เขาไม่อยากให้เธอเห็นว่าเขาอ่อนแอ แต่ก็ไม่คิดว่าไข่นุ้ยจะทำถึง แม้จะเป็นแผนที่เขาไม่ได้รับรู้มาก่อน จากที่อยากจะเตะ เขากลับอยากจะกอดไข่นุ้ยแน่นๆสักที
เพราะพอได้เจอข้าวขวัญ เขาก็ไม่อยากจะจากเธอไปไหนอีกแล้ว