ปืนไฟที่พวกเผ่ามนุษย์ได้เลือกผลิตมาใช้ครั้งแรกในโลกเกมส์แห่งาก็คือ [ปืนคาบศิลา]
สาเหตุที่เลือกปืนโบราณชนิดนี้แทนที่ปืนยุคสมัยใหม่ มันก็เพราะข้อจำกัดของประสิทธิภาพโรงผลิตและทรัพยากร
โดยเฉพาะดินปืน
ดินปืนคือส่วนผสมระหว่าง [ดินประสิว] [ผงถ่าน] และ [กำมะถัน]
[ดินประสิว] กับ [ผงถ่าน] ไม่ใช่ประเด็น เพราะสามารถหาได้ง่ายมาก
ที่หายากคือตัว [กำมะถัน]
หากเป็โลกเดิมของมนุษย์ [กำมะถัน] จะสามารถหาพบได้โดยง่าย เพราะกำมะถัน หรือแร่ซัสเฟอร์เหล่านี้ สามารถหาพบได้ง่ายตามพื้นแผ่นดินของโลก
แต่สามัญสำนึกนั้นไม่สามารถเอามาใช้กับโลกใบนี้ได้
โลกนี้ถูกสร้างมาเฉกเช่นเกมส์จำลองา
แร่ที่ถูกขุดพบในจุดหนึ่ง มันจะไม่ได้มีหลากหลายเหมือนที่พบเจอในธรรมชาติ แต่จะถูกเอามาสุ่มกองอยู่รวมกันอย่างบริสุทธิ์ราวกับจะล่อให้แต่ละเผ่ามาแย่งชิงกันเอง
แถมแร่ที่ถูกขุดพบจะมีความบริสุทธิ์มาก จนแทบเหลือเชื่อว่าเป็ของที่ถูกขุดขึ้นมาได้ตามธรรมชาติจริง
แน่นอนว่ามีการพยายามสร้างตัวจุดะเิชดเชยจากสิ่งอื่น แต่เวลามันไม่รอที่จะให้พวกเขาทำเช่นนั้น
เลยทำให้เผ่ามนุษย์ผลิตปืนชุดแรกออกมาได้เพียงแค่สองพันกระบอกเท่านั้น
หนึ่งพันกระบอกถูกนำมาใช้ในาทันที
ส่วนอีกหนึ่งพันกระบอกถูกเก็บเอาไว้ใช้ปกป้องเมืองหลวง
เมืองหลวงที่กำลังจะเกิดาขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้
แต่ตอนนี้คงต้องขอกลับไปเล่าถึงาที่เส้นขอบชายแดน ระหว่างฝ่ายมนุษย์กับฝ่ายอาร์โธร์โพดาเสียก่อน
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
*เปรี๊ยง! *
เสียงคำรามของสายฟ้าได้ดังกระหึ่มโลดแล่นผ่านสนามรบทั้งที่ยังฟ้าเปิดโล่ง
ความเ็ปได้แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่าง
เืสีเขียวได้สาดกระเซ็นออกมาจากหน้าอกซ้ายของตนเอง
“อึ๊ก…”
พวกปีศาจน้อยได้โจมตีบางอย่างมา
อะไรบางอย่างที่รวดเร็วและทรงพลังจนสามารถทะลุชุดเกราะของผมได้
มันไม่ใช่ธนู เพราะหากเป็ธนู ผมคงป้องกันมันไปแล้ว
มันเป็อะไรบางอย่างที่ผมไม่รู้จัก
ขบวนทัพรูปลิ่มเริ่มรวนเพราะแนวหน้าที่โดนโจมตี
แถมราวกับจะ้าซ้ำเติมความสิ้นหวังของทางนี้ ที่บนฟ้าก็ได้มีห่าฝนธนูโปรยปรายลงมาจากทางพวกปีศาจน้อย
ส่วนด้านหลังก็มีทัพของปีศาจนกบินไล่ตามอยู่
เวลารอบตัวเริ่มเลื่อนไหลไปอย่างเชื่องช้าราวกับถูกหยุดลง
บรรดาลูกน้องสองหมื่นคนที่วิ่งตามมาเริ่มแสดงความตื่นตระหนกให้เห็น
หากผมล้มลง นั่นคงหมายถึงจุดสิ้นสุดของกองทัพ
ดังนั้น---
“บุก! ”
ผมจึงลั่นคำสั่งนี้ออกไป
“บุก! ไม่ต้องสนใจผม บุกขึ้นไปเลย เพื่อองค์ราชินีของพวกเรา! ”
“โอ้ววว! ”
ฝนธนูที่โปรยปรายได้ปักลงบนร่างของพวกเรา
ผมใช้ดาบเขี้ยวปัดป้องฝนมรณะนี้เอาไว้
มีทั้งคนที่สามารถป้องกันได้ และไม่อาจป้องกันได้
“เปรี๊ยง! ”
เสียงฟ้าร้องได้คำรามขึ้นเป็รอบที่สอง
แขนข้างซ้ายและหัวไหลได้ถูกเป่ากระจุยหายไป
มีอีกหลายคนที่ชิ้นส่วนของร่างกายถูกเป่าหายไป
แต่ต่อให้มีลูกธนูปักที่หัวเข่า ร่างกายถูกแยกออกเป็ชิ้น ๆ ตราบเท่าที่ส่วนหัวยังไม่ถูกบดขยี้ พวกเราก็มิอาจล้มตายได้ง่าย ๆ
หน่วยกล้าตายทั้งสองหมื่นคนยังไม่มีใครที่ยอมล้มตัวลง
อย่าดูถูกพลังชีวิตของพวกเราเลยจะดีกว่า!
ระยะห่างเหลืออีกเพียงห้าสิบเมตร
ในตอนนั้นเองที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับกองทัพของพวกปีศาจน้อย
โล่เหล็กสูงสองเมตรได้ถูกนำมาวางตั้งเป็ทิวแถวยาวราวกับกำแพง
หอกยาวราวสองเมตรกว่าได้ถูกวางฟาดทิ่มแทงมาตรงหน้า
ผมชำเลืองสายตาไปที่ด้านหลัง
พวกปีศาจปีกยังคงบินไล่ตามมาอยู่
เหลืออีกสามสิบเมตร
ยี่สิบ
สิบ
จนกระทั้งเริ่มจะเข้าสู่แนวปะทะ…
“ทุกคนมุดดิน! ”
แต่ในเวลาเดียวกับที่พวกเรากำลังจะมุดดินหนี พวกปีศาจน้อยก็ปรับมุมของโล่ให้สะท้อนแสงขึ้นท้องฟ้ากับส่องมาทางพวกผม
“อึ๊ก!? ”
แสงที่เจิดจ้าขึ้นมาอย่างไม่คาดคิดนั้น ได้ทำให้แถวหน้าของพวกเราปั่นป่วน
“ (อย่าไปสนใจ มุดดินเดียวนี้!) ”
เพื่อคุมสติของกองทัพ จึงจำเป็ต้องกรีดเสียงสั่งการผ่านเข้าสู่สมองโดยตรง
พวกเราต่างรีบมุดดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าใต้ดินลงมานี้ ยังมีพวกเราที่กำลังเร่งขุดเป็อุโมงค์ยาวไปข้างใต้กองทัพของพวกมัน
กองกำลังที่สั่งใด้มุดดินหนีตอนแรกตรงป้อมปราการครึ่งหนึ่งนั้น ได้เคลื่อนพลผ่านใต้ดินมาถึงตรงนี้แล้วเช่นกัน
เอาละ ที่เหลือก็แค่รอคอยเวลาโจมตีอีกรอบเท่านั้น
***อัศวินสีแดง [โซเดียม]
พวกกองทัพสี่แขนมุดดินหนีลงไปต่อหน้ากองทัพของพวกสองแขน
“บุก! แบ่งออกเป็สองกลุ่ม กลุ่มแรกใช้ธนูะเิขุดหน้าดินไล่พวกแม่งขึ้นมาซะ! อีกกลุ่มไปไล่ฆ่าพวกสองแขน ลงมือล่าเดียวนี้! ”
แต่ไฮเจนกลับไม่ใส่ใจการเคลื่อนไหวอันแปลกประหลาดของศัตรู แล้วเริ่มสั่งการโจมตีไปที่ศัตรูทั้งสองเผ่าแทน
เราว่ามันเป็คำสั่งที่โง่มาก
หากใช้หัวคิดหน่อย เขาก็น่าจะรู้ตัวว่าพวกสี่แขนมันจงใจลากพวกเราให้มาปะทะกับพวกสองแขน
ธนูจำนวนมากได้ถูกโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าด้วยฝีมือของพวกเรา
แต่เนื่องจากแสงที่สะท้อนจากโล่ทรงสี่เหลี่ยมของพวกสองแขน เลยทำให้การเล็งยิงจากฟ้าเป็ไปได้ยากขึ้น
ความแม่นยำของพวกเราลดลงอย่างเห็นได้ชัด
*เปรี๊ยง! *
เสี่ยงะเิได้ดังขึ้นเป็รอบที่สาม
ชั่วพริบตานั้นเองที่สัญชาตญาณของเราได้กรีดเสียงร้องลั่น
ทั่วทั้งร่างได้บินหมุนตัวหลบโลหะทรงกลมขนาดเล็กไปอย่างรวดเร็ว
สิ่งนั้นมีขนาดเล็ก อีกทั้งยังรวดเร็วและทรงพลังอำนาจ
มีชาวปักษาจำนวนมากที่รับรู้ได้ถึงอันตรายนี้จากสัญชาตญาณ แต่กลับมีไม่ถึงครึ่งที่สามารถไหวตัวหลบได้ทัน
พญาอินทรีแห่งท้องฟ้าจำนวนหนึ่งได้ร่วงหล่นสู่พื้นดิน
“ท่านไฮเจน! ลูกธนูหมดแล้วครับ! ”
ชาวปักษาคนหนึ่งะโดังลอดผ่านสนามรบไปที่ไฮเจน
ไม่แปลกหรอกที่จะหมด เพราะเล่นรบติดต่อกันมาหลายวันแบบนี้
แต่ดีแล้ว ถึงไฮเจนจะโง่เพียงใด มันก็คงไม่บ้าสั่ง---
“ทุกคนเตรียมรบระยะประชิด! ”
---ไม่บ้าสั่งลุยต่อ… แม่งเสือกสั่งลุยจริง ๆ ซะงั้น!?
เราเห็นทุกคนเก็บธนูขึ้นมาสะพาย แล้วติดกรงเล็บพืชดาบที่ยาวหนึ่งเมตรแทน
กรงเล็บพืชดาบคืออาวุธระยะประชิดยอดนิยมของเผ่าเราในยุคแรกเริ่มก่อนที่จะหันไปใช้โลหะหล่อขึ้นรูป
พวกมันถูกสร้างจากพืชชนิดหนึ่งที่มีใบแหลมคมและแข็งแรง
เวลาจะยิงธนู กรงเล็บนี้จะถูกหดเก็บเอาไว้ที่ข้างในตัวของกรงเล็บเอง
เวลาจะดึงออกหรือเก็บกลับลงไป ก็เพียงแค่กระแทกปุ่มกลไกที่ตัวกรงเล็บแรง ๆ ทีหนึ่งเท่านั้น
กองทัพชาวปักษาต่างเผยเขี้ยวเล็บของตนออกมา แล้วบินถลาเข้าใส่กองทัพของตัวสองแขนที่อยู่ข้างล่าง
*เปรี๊ยง! *
เสียงะเิได้ดังกระหึ่มเป็ครั้งที่สี่
เผ่าปักษาเกือบหนึ่งพันคนได้ร่วงหล่นจากฟ้าอย่างน่าเวทนา
“พวกแก! ”
ไฮเจนส่งเสียงดังอย่างโกรธแค้น แล้วบินถลาเข้าจู่โจม
เืของทั้งสองเผ่าได้สาดกระเซ็นไปทั่วทุกตารางนิ้วบนพื้นหญ้า
แต่ส่วนใหญ่จะเป็เืของฝ่ายเรามากกว่า
พวกสองแขนมีความชำนาญการรบระยะประชิดมากกว่าที่คิด
อาวุธกรงเล็บของพวกเราไม่อาจผ่านโล่และชุดเกราะเหล็กของพวกมันได้
ไม่ว่าจะดันทุรังเพียงใด ผลลัพธ์ของาก็ได้ปรากฏให้เห็นเป็ที่ประจักษ์แล้ว
*เปรี๊ยง! *
เสียงะเิดังกังวาลเป็ครั้งที่ห้า
และทุกครั้งที่เสียงนี้ดัง ฝ่ายของเราก็จะสิ้นชีวิตลง
เืของฝ่ายเราได้นองท่วมแผ่นดิน
ซากศพได้ถูกถมจนสูงชันราวภูผา
เป็ภาพที่บาดตาเรายิ่งนัก
“พวกโง่…”
ช่างโง่จริง ๆ
รวมถึงตัวเราด้วย
หลังจากที่ลังเลอยู่บนท้องฟ้าครู่หนึ่ง ในที่สุดเราก็ตัดสินใจเข้าร่วมรบด้วย
ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อหวังเอาใจเปอร์ไซด์
ไม่ใช่ต่อสู้เพราะอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น
แต่ต่อสู้เพราะทนดูเพื่อนร่วมชาติตายไปต่อหน้าไม่ไหวแล้วต่างหาก
เราจะขอตายไปพร้อมกับทุกคนที่สนามรบแห่งนี้
เรา [โซเดียม] ขอสู้จนตัวตายเพื่อพวกพ้องทุกคน!
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
“ย่า! ”
ฉันให้เ้าม้ากระทืบลงใส่หลุมตรงหน้าเต็มแรง
มีเสียงอะไรบางอย่างที่กำลังถูกบดขยี้อยู่ใต้ดินดังขึ้นมา
“ฮ่ะ! ”
พร้อมกับที่ควบคุมม้าปีศาจสีดำ มือข้างซ้ายก็ถือไม้พลองเหล็กยาวปัดป้องกรงเล็บสีเขียวซึ่งยื่นยาวออกมาจากขาของพวกมนุษย์นกที่เหนือหัว
ประกายไฟจากการเสียดสีได้ปริแตกออกมาในอากาศ
ฉันวาดไม้พลองเป็วงกลม ดันให้ร่างของมันเสียศูนย์จากการบิน แล้วฟาดแยกศรีษะของมันออกเป็สองส่วน
*เปรี๊ยง! *
เสียงปืนดังกังวาลขึ้นอีกครั้ง
พวกมนุษย์นกได้ร่วงหล่นจากฟ้าเป็สายฝน
“ชนะแน่! ”
ฉันคิดเช่นนั้นไปพร้อมกับกระทืบผิวดินเพื่อบี้มนุษย์มดข้างใต้เป็รายที่สอง
มีบางคนที่พลาดท่าถูกลากลงหลุมไปเชือดนิ่มเช่นกัน แต่พวกเรายังเป็ฝ่ายที่ได้เปรียบอยู่
ในตอนนั้นเอง---
“นั่นตัวอะไร!? ”
“เร็ว! ยิงไม่โดนเลย!? ”
“อ๊าก!? ”
---ในตอนนั้นเองที่สนามรบทางฝั่งซ้ายของฉันเริ่มเกิดความผิดปกติขึ้นมา
มนุษย์นกตัวนั้นมีขนสีแดงเรียงตัวสวย
ใบหน้าดูอ่อนโยนและเรียวสวยคล้ายผู้หญิง
แต่กลับให้ความรู้สึกที่เข้มแข็งดั่งชายชาตรี
มันบินเร็วเป็สามเท่าของมนุษย์นกคนอื่น
ไม่มีคมดาบใดที่ตามความเร็วของเขาทันได้
*เปรี๊ยง! *
“หลบลูกปืนได้!? ”
เ้าตัวสีแดงนั้นบินเอี้ยวหลบลูกปืนต่อหน้าต่อตาของฉัน
สีแดง แรงสามเท่า อีกทั้งยังหลบลูกปืนได้อย่างน่าอัศจรรย์
“ว้าก! ”
ในตอนนั้นเองที่มีสตรีผู้หนึ่งควบม้าสีแดงเพลิงมาจากทางด้านซ้าย
เธอคือ [เทพา เฉินซิง] สตรีร่างั์สูงสองเมตรที่ถือง้าวอันทรงพลัง
ผมสีดำที่ยาวสวยได้พริ้วโบกสะบัดไปพร้อมกับการวาดลวดลายของง้าวา
มนุษย์นกสี่ตัวได้บินเข้าไปรุมเธอจาก้า
“ฮ่ะ! ”
ประกายแสงจากง้าวได้ถูกวาดเป็ครึ่งจันทร์เสี้ยวที่เหนือหัวของเธอ
มนุษย์นกที่บินลงมารุมทั้งสี่คนได้ถูกแยกออกเป็สองส่วนในทันที
พวกมนุษย์นกกลุ่มใหม่กรูเข้าหาเธออีกครั้ง
แล้วก็ถูกเธอกวาดกระเด็นราวกับเศษขยะอีกครั้งเช่นกัน
ผ้าคลุมสีเขียวสดของเธอได้ลู่ไปตามสายลมที่พัดผ่านข้างลำตัว
มนุษย์นกสีแดงหันไปจ้องเขม็งที่สตรีา
มันบินขึ้นสูงสิบเมตรแล้วร่อนถลาเข้าใส่
สตรีแห่งาเองก็ควบม้าเข้าใส่พร้อมกับง้างง้าวขึ้นเหนือหัว
ทหารทั้งสองฝ่ายได้แยกถอยหนีเปิดทางให้พวกเขา
ราวกับเป็ดั่งการประชันระหว่างขุนศึกแห่งสนามรบ
เส้นสีแดงกับเส้นสีเขียวได้พุ่งเข้าปะทะอย่างรุนแรง
และผลการประชันก็จบลงภายในเพียงเพลงดาบเดียว
ศรีษะของสตรีผู้งดงามได้เลื่อนไหลออกจากบ่าทิ้งไว้ที่ข้างหลัง
เหลือเพียงแต่ร่างสีแดงของผู้ชนะที่บินทะยานขึ้นท้องฟ้าอย่างห้าวหาญ
“โอ้ว! ”
ฉันแผดเสียงแทรกท่ามกลางเสียงกู่ก้องแห่งชัยชนะของฝ่ายมนุษย์นก
เ้าตัวสีแดงหันมาทางฉันราวกับรับรู้ได้ถึงอริศัตรูรายใหม่
เข้ามาเลย!
เส้นสีแดงที่บินเร็วเป็สามเท่าของตัวอื่นได้พุ่งเข้าใส่ฉัน
พลองเหล็กยาวสองเมตรถูกยกขึ้นมาป้องกันที่คอของตัวเอง
ฉันจับจ้องศัตรูอย่างมิให้คลาดสายตาได้
*เคล๊ง! *
คมดาบสีเขียวจากกรงเล็บเหยี่ยวทั้งแปดนิ้วได้เข้าปะทะกับไม้พลองเหล็ก
ส่วนที่มิอาจปกป้องได้นั้น ได้ปักแทงทะลุสู่ร่างของฉัน
ความร้อนและความเ็ปได้แผ่กระจายออกจากหัวไหลทั้งสองข้าง
แต่ยังไม่ถึงกับโดนจุดตาย
ฉันควงไม้พลองหมายที่จะหักอาวุธของมันทิ้ง
แต่มันไวกว่าฉัน มันรีบชักอาวุธกลับแล้วบินถลาหนีขึ้นฟ้าไป
พวกเราต่างจับตาดูท่าทีของกันและกันอีกครั้ง
หยาดเหงื่อได้หยดไหลย้อยลงมาตามใบหน้า
มนุษย์นกขนแดงบินถลาลงมาอีกครั้ง
กรงเล็บสีเขียวทั้งแปดได้พุ่งเข้าใส่ราวกับเหยี่ยวที่ออกล่าเหยื่ออันโอชะ
ในตอนนั้นเองที่พื้นดินทางขวาได้ผุดะเิขึ้นมา
ร่างของมนุษย์มดสวมเกราะสีดำสูงหนึ่งเมตรครึ่งที่น่ากลัวได้ปรากฏขึ้น
แขนซ้ายข้างหนึ่งของมันหายไปราวกับว่าเคยถูกะุปืนยิงทำร้ายมาก่อน
ส่วนตรงปล้องก้นของมันมีลายสีเหลืองรูปสายฟ้าปรากฏให้เห็น
ฉันจำมันได้ เ้าตัวที่เคยแลกดาบกันเมื่อก่อนหน้านี้นานมาแล้ว
มันะโสูงพร้อมกับฟาดดาบเขี้ยวเข้าใส่มนุษย์นกสีแดง
กรงเล็บจากขาเหยี่ยวของมันได้ถูกยกขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวอย่างรวดเร็ว
มนุษย์นกสีแดงเสียหลักจนถูกพลักดันให้ลงมาคลุกฝุ่นบนพื้นดิน
แล้วมันก็ถูกคมเขี้ยวของมนุษย์มดตัวนั้นแทงทะลุต้นคอไป
ฉันรีบควบม้าเข้าไปหมายที่จะโจมตีใส่มนุษย์มดตัวนั้น
แต่ต้องรีบหยุดตัวเองลงก่อน
บรรดาม้าต่างกรีดร้องชูสองขาขึ้นมาอย่างตื่นใ
พื้นดินเริ่มนูนเป็รอยสูงจนปริแตกเป็หลุมกว้างกว่าสามเมตรกระจายไปทั่วทั้งกองทัพของพวกเรา
เพราะมัวแต่สนใจสิ่งที่อยู่บนฟ้า พวกเราเลยลืมที่จะระวังการรุกรานจากใต้ดิน
แถมพวกมันยังเลือก่เวลาที่เลวร้ายที่สุดอีกด้วย
พวกมนุษย์มดเริ่มทุ่มกำลังโจมตีกลับแล้ว