พริบตาเดียวเจ็ดปีก็พ้นผ่าน เด็กน้อยในวันนั้นบัดนี้ก็เติบโตกลายเป็หนุ่มน้อยหน้าใส ใบหน้า เกลี้ยงเกลา จมูกโด่ง แววตาดูสุกใส ผิวขาวผ่องดังสตรี นับว่าเป็หนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง ่ชีวิตที่สงบสุขเช่นนี้แม้เป็สิ่งที่หลายคนปรารถนา แต่นกที่มีปีกไหนเลยจะไม่อยากออกบิน
“ พี่เหวินหยาง มาฝึกยุทธกับข้าหน่อย ” ฮุ่ยหลันเด็กน้อยใบหน้ารูปไข่ผิวขาวเนียนหมดจด ผู้ใดได้พบพานก็ต่างคาดเดาได้ว่าเด็กน้อยผู้นี้โตมาต้องเป็สตรีที่งดงามเช่นผู้เป็มารดาของนางอย่างแน่นอน
“ น้องฮุ่ยหลัน วันนี้พี่ไม่มีกะจิตกะใจฝึกยุทธ พี่ขอโทษด้วยนะ ” เหวินหยางตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีเรี่ยวแรง คล้ายคนิญญาจะหลุดจะร่าง
“ พี่เหวินหยางยังกังวลเื่ลมปราณของตัวเองอยู่อีกงั้งหรือ ท่านแม่บอกว่าขอแค่ท่านพี่ตั้งใจฝึกฝนไม่นานท่านก็ฝึกปราณถึงขั้นที่สามได้ ” ฮุ่ยหลันพยายามกล่าวให้กำลังใจ
“ หลังจากพี่ฝึกลมปราณขั้นที่หนึ่งสำเร็จ จากนั้นสามสี่ปีพี่ก็ฝึกขั้นที่สองสำเร็จ แต่นี่ผ่านมาตั้งหลายปีแล้วก็ยังฝึกไม่ถึงขั้นสามสักที ไป๋เสวี่ยกับเ้าตอนนี้ก็ฝึกขั้นสามสำเร็จกันหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงข้า หรือว่าพี่ของเ้าคนนี้ไม่มีพร์ทางด้านนี้กันนะ ” เหวินหยางพูดด้วยน้ำเสียงที่ตัดพ้อถึงตัวเอง
ฮุ่ยซูที่ยืนอยู่ห่างๆได้ยินบทสนทนานี้รู้สึกเห็นใจเหวินหยางยิ่งนัก แต่ก็จนปัญญาที่จะหาทางแก้ไขเื่นี้ ตัวเหวินหยางมิใช่ว่าเกียจคล้าน แต่กลับขยันและตั้งใจฝึกยุทธอยู่ตลอดเวลาใน่ที่ผ่านมา เหวินหยางเองตั้งใจอยากฝึกยุทธให้เชี่ยวชาญเพื่ออยากออกไปท่องโลกภายนอกสักครั้งหนึ่ง
ยิ่งคิดเื่นี้ก็ยิ่งคิดไม่ตก ไม่ว่าเื่กระบวนท่า หรือการฝึกฝนลมปราณเหวินหยางก็ทำได้ดีทุกอย่าง แต่เพียงลมปราณกลับไม่ได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างที่ควรจะเป็ หากเป็เช่นนี้ต่อไปก็ไม่รู้จะต้องใช้เวลาเท่าใดในการฝึกฝนถึงจะเข้าย่างสู่ลมปราณขั้นที่สาม
“ อาหญิงเ้ามีคนที่อาจจะพอช่วยเ้าเื่ลมปราณได้ เ้าอยากลองไปพบเขาหรือไม่ ” ฮุ่ยซูพูดแล้วก็มุ่งตรงมาทางเหวินหยางและฮุ่ยหลัน
“ จริงหรือท่านอาหญิง เขาคือผู้ใด ” เหวินหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีความหวังอันเปียมล้น
“ หลายปีมานี้ท่านอาหญิงของเ้าก็สั่งสอนเ้ามามิใช่น้อย ตัวเ้าเองก็อยากลองออกท่องยุทธภพเผชิญโลกกว้างสักครั้ง อาหญิงก็เคยมีความคิดเช่นเ้ามาก่อน การออกทางเดินบางครั้งก็อาจช่วยเ้าค้นพบตนเองก็เป็ได้ ” อู่ยซูกล่าว
“ แล้วมันเกี่ยวกับเื่ลมปราณข้าอย่างรงหรือท่านอาหญิง ” เหวินหยางถามด้วยความสงสัย
“ อาหญิงมีศิษย์พี่ท่านผู้หนึ่ง เชี่ยวชาญวรยุทธหลายแขนง อีกทั้งศึกษาวรยุทธมามาก เขาอาจจะช่วยชี้แนะเ้าได้ ” ฮุ่ยซูกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเหม่อมองฟ้าไกลออกไปคล้ายจะคะนึงถึงใครบางคน
“ แล้วศิษย์พี่ท่านอาหญิงอยู่ที่ใด ” เหวินหยางถามด้วยความใคร่รู้
“ ศิษย์พี่ของอาหญิงอยู่ที่สำนักหมู่ตึกอักษรในเมืองหลวง ”
ทันทีอาหญิงกล่าวจบ เหวินหยางกับฮุ่ยหลันต่างทำหน้าใ
“ แต่เมืองหลวงห่างจากที่นี้ไม่รู้กี่พันลี้ อาหญิงจะให้ข้าเดินทางไปเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ ” เหวินหยางพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็กังวล
“ ถ้าเป็ตอนนี้อาหญิงมั่นใจแล้วว่าเ้าน่าจะพร้อมสำหรับการเดินทางแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวเ้า แต่อาหญิงไม่บังคับเ้าหรอกนะ เ้าจะไปเมื่อใดก็บอกอาหญิงของเ้าแล้วกัน ” ฮุ่ยซูกล่าวพร้อมกับแตะไหล่เหวินหยางเบาๆ แล้วเดินจากไป ทิ้งประโยคนี้ไว้ให้เหวินหยางครุ่นคิด ทำให้ตลอดทั้งวันเหวินหยางคิดทบทวนเื่นี้ไปมาอยู่เป็หลายร้อยหลจนกระทั้งมาถึงมื้อค่ำของวันนั้นได้มาถึง ในขณะที่ทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันเหวินหยางก็ยืนขึ้นแล้วใช้น้ำเสียงที่มุ่งมั่นบอกกล่าวกับอาหญิง
“ ท่านอาหญิงข้าจะไปเมืองหลวง ”
ทุกคนต่างตกตะลึงกับคำพูดของเหวินหยางเว้นแต่ฮุ่ยซู
“ ท่านจะไปจริงหรือพี่เหวินหยาง ” ฮุ่ยหลันพูดด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใย
“ ท่านจะไปทำไมพี่เหวินหยาง ” ไป๋เสวี่ยถาม
“ พี่อยากไปขอคำชี้แนะเื่ลมปราณกับศิษย์พี่ของอาหญิง ” เหวินหยางตอบ
“ ท่านแม่ข้าขอไปกับพี่เหวินหยางได้หรือไม่ ” ฮุ่ยหลันจับแขนผู้เป็แม่และทำหน้าทำตาอ้อนวอนร้องขอ
“ เ้ายังตัวแค่นี้ ถึงไปก็จะเป็ภาระให้พี่เหวินหยางเสียเปล่า ไว้เ้าโตค่อยตามพี่เหวินหยางไปเถอะ ” ฮุ่ยซูตอบ ก่อนจะหันไปถามประโยคหนึ่งกับเหวินหยาง
“ แล้วเ้าจะเดินทางเมื่อใด ”
“ ถัดจากวันพรุ่งนี้ข้าก็จะเดินทางท่านอาหญิง ” เหวินหยางตอบ
“ ไวขนาดนั้นเชียว นี่น้องหญิงจะไม่เป็ไรแน่หรือ ” ฉิงเซียวถามด้วยความเป็ห่วง
“ ท่านพี่ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าเชื่อว่าเหวินหยางที่เราเลี้ยงดูมาตอนนี้น่าจะดูแลตัวเองได้แล้ว ” ฮุ่ยซูตอบด้วยความจริงใจ
“ ถ้าน้องหญิงเห็นเป็เช่นนี้ ข้าก็เอาตามที่น้องหญิงว่า เช่นนี้แล้วพรุ่งนี้โรงเตี๋ยมเองก็ไม่มีแขกสำคัญ พวกเราก็ปิดโรงเตี๊ยมหนึ่งวัน แล้วช่วยกันจัดแจงข้าวของให้เหวินหยางกันเถอะ ” ฉิงเซียวกล่าวด้วยรอยยิ้มยินดีกับเหวินหยางที่หาญกล้าเด็ดเดียว
ในเวลานี้มีเพียงไป๋เสวี่ยและฮุ่ยหลันที่ยังสับสนกับเื่ที่เกิดขึ้น คิดเพียงว่าพี่เหวินหยางจะจากไปไวเช่นนี้ จะทำเช่นไรดี
เช้าวันถัดไป ตะวันพึงจะพ้นขอบฟ้า ขณะที่เหวินหยางพึงตื่นนอนและเดินออกจากห้องพักของตน ทันทีที่เปิดประตูออกมาก็เห็นเด็กหญิงผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าห้องห่างไปประมาณห้าหกก้าว
“ พี่เหวินหยางมาประลองกับข้า หากท่านแพ้ก็ห้ามพี่เดินทางไปเมืองหลวง ” เสียงฮุ่ยหลันพูดพร้อมกับโยนกระบี่ไม้ให้เหวินหยาง
เหวินหยางรับกระบี่ไม้แบบลุกลี้ลุกลนอย่างคนมิได้ทันตั้งตัว ครั้งตั้งสติได้จึงได้รีบตอบรับกลับไป
ทั้งสองคนเดินไปที่ลานกว้างและยืนในตำแหน่งของตน
“ วันนี้ฮุ่ยหลันจะเอาจริงเต็มที่ ท่านพี่ระวังตัวด้วย ” ฮุ่ยหลันทำสีหน้าจริงจัง
เหวินหยางเห็นสีหน้าอย่างนี้ก็ประหลาดใจอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ตอบรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ เข้ามาเลยน้องฮุ่ยหลัน !! ”
เมื่อสิ้นประโยคฮุ่ยหลันก็ะโเสียงดังลั่น
“ พี่เหวินหยางรับกระบวนท่าา ! ย๊ากกกกกกกก !! ” เสียงน้อยๆนี้เรียกให้ทุกคนภายในบ้านต่างมามุงดู
ฮุ่ยหลันเด็กน้อยอายุประมาณสิบขวบมือหนึ่งจับกระบี่ไม้พุ่งตรงเข้ามาหา เหวินหยางใช้กระบี่ปัดไปทางขวาแล้วฟันลงไปหนึ่งกระบี่ ฮุ่ยหลันตั้งกระบี่ด้วยสองมือร ก่อนจะย่อลงแล้วหมุนตัวไปทางขวาพร้อมกับฟันหนึ่งกระบี่ออกไป กระบี่นี้แฝงด้วยลมปราณ เหวินหยางเห็นเช่นนี้จึงได้ะโถอยออกไปสองก้าว แต่สองเท้ายังไม่ทันตั้งมั่น ก็มีกระบี่พุ่งตรงมาด้วยความเร็ว จังหวะนี้เหวินหยางไม่ทันได้ระมัดระวังตัว ไม่คาดคิดว่าครั้งนี้ฮุ่ยหลันจะเอาจริงเอาจังถึงเพียงนี้ ครานี้คิดจะปัดกระบี่ก็คงไม่ทันเสียแล้ว เหวินหยางที่ถอยออกมานั่นก็รีบล้มนอนไปทางด้านหลังเพื่อหวังว่าจะหนีกระบี่ให้ทัน แต่ทว่ากระบี่นี้กลับมาหยุดใกล้ใต้คางของเหวินหยางก่อนถึงพื้น มิใช่ว่ากระบี่นั่นตามไม่ทัน แต่เพียงผู้ใช้กระบี่นั้นเมื่อพุ่งออกมาด้วยก้าวที่สั้นเพราะยังเป็เพียงเด็กน้อย หากก้าวยาวกว่านี้เพียงสักนิดหนึ่ง เหวินหยางก็คงแพ้การประลองนี้แล้ว เหวินหยางที่แม้จะหนีจากเหตุการณ์นี้ได้ แต่ก็รู้ถึงข้อนี้ดี
เมื่อเหวินหยางแผ่นหลังลงสู่พื้นแล้ว ก็ใช้ขาข้างหนึ่งถีบขาฮุ่ยหลันข้างที่พุ่งตัวออกมา ทำให้ฮุ่ยหลันล้มเข่าลงมาหนึ่งข้าง จากนั้นเหวินหยางใช้ขาข้างเดิมดันหน้าอกฮุ่ยหลันกระเด็นออกไป
เมื่อฮุ่ยหลันกระเด็นออกไปแล้วนางก็ร้องไห้เสียงดัง ทำให้เหวินหยางรีบพุ่งตัวเข้าไปดูฮุ่ยหลันด้วยความเป็ห่วงเพราะคิดว่าตัวเองนั่นอาจจะใช้กำลังเยอะเกินไป
“ น้องฮุ่ยหลันเ้าเป็อย่างไรบ้าง าเ็ตรงไหนหรือไม่ ” เหวินหยางรีบถามด้วยความเป็ห่วง
“ ข้าแพ้แล้ว ท่านพี่จะไปแล้ว หือ ๆ ” ฮุ่ยหลันตอบด้วยน้ำเสียงที่เกิดจากความเสียใจหาใช่ความเ็ปทางร่างกาย
เหวินหยางที่ได้ยินเช่นนี้ก็เข้าใจในความหมาย
“ พี่เหวินหยางไปแล้วใครจะฝึกยุทธเป็เพื่อนข้า หือ ๆ ”
ฮุ่ยซูที่เห็นเหตุการณ์ก็ได้อมยิ้มให้กับทั้งคู่ พลางคิดในใจ ลูกสาวคนนี้วันๆตามแต่พี่เหวินหยางไปฝึกยุทธ บัดนี้เหวินหยางจะจากไปแล้ว นางคงคิดถึงเป็แน่แท้
เมื่อตะวันลับฟ้า ท้องนภาก็เหมือนถูกน้ำหมึกดำทาไปทั่วทุกหลแห่ง เหลือเพียงแสงตะเกียงไฟจากห้องเล็กๆของเหวินหยาง ภายในใจตอนนี้คิดเพียงว่ารุ่งเช้าตนต้องเดินทางไกลแล้ว จึงได้แต่ถามไถ่ตัวเองซ้ำๆไปมา เราอยู่ที่นี่คงจะเป็สิบปีแล้ว บัดนี้ต้องจากที่นี่ไป คิดแล้วก็ใจหายอยู่เช่นกัน
ตะวันพึงจะขึ้นพ้นขอบฟ้า เช้านี้ทุกคนพร้อมหน้าไปส่งเหวินหยางที่ทางออกหมู่บ้าน
“ พวกท่านมาส่งข้าเพียงเท่านี้เถอะ ” เหวินหยางพูดเพื่อเตรียมกล่าวอำลา
ฮุ่ยซูยืนกระบี่ในมือที่ถือมาให้เหวินหยาง
“ กระบี่นี้เป็กระบี่เล่มแรกที่อาหญิงได้ ศิษย์พี่เป็ผู้มอบให้ เ้าพกติดตัวไปเถอะ ” ฮุ่ยซูบอกกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
เหวินหยางรับกระบี่มาแล้วตรวจสอบ กระบี่เล่มนี้แม้ดูเรียบง่าย แต่เมื่อดึงกระบี่ออกจากฝักมาครึ่งเล่มก็ปรากฎกระบี่ที่เงางามเล่มหนึ่ง เหวินหยางรีบกล่าวขอบคุณ ก่อนที่อาหญิงก็มอบจดหมายให้อีกหนึ่งฉบับ
“ อย่าลืมสิ่งที่อาหญิงสั่งไว้ จดหมายนี้ต้องส่งให้ศิษย์พี่อาหญิงด้วยตนเอง ห้ามพูดเื่ราวของอาหญิงแก่ผู้ใด เมื่อเ้าส่งจดหมายนี้ให้กับศิษย์พี่อาหญิงแล้ว เขาก็จะเข้าใจทุกอย่างเอง สุดท้ายนี้เื่ราวในยุทธภพอาหญิงก็สอนสั่งเ้ามามากแล้ว จากนี้ไปต้องระวังให้มาก ” ฮุ่ยซูกล่าวอย่างห่วงใย
“ ให้เหวินหยางรีบออกเดินทางเถอะ อำลากันเพียงเท่านี้ ขืนยังชักช้าจะทำให้ทุกคนอึดอัดใจไปมากกว่านี้ ” ท่านป้าหลันพูดเพื่อให้เหตุการณ์ตอนนี้ต้องรีบผ่านไป เพราะสีหน้าทุกคนดูอมทุกข์กันไปหมดแล้ว
“ เช่นนั้นเ้าก็ออกเดินทางเถอะ ดูแลตัวเองให้ดีๆ เมื่อถึงแล้วอย่าลืมส่งจดหมายกลับมาละ ” ฉิงเซียวกล่าวอำลาทิ้งท้ายไว้ให้เหวินหยาง
“ ข้าทราบแล้วท่านอา ”
“ ท่าอาฉิงเซียว ”
“ ท่านอาหญิง ”
“ ท่านป้าหลัน ”
“ น้องไปเสวี่ย น้องฮุ่ยหลัน ”
“ สุดท้ายน้องฉิงซือ เ้าอย่าเอาแต่ร้องโวยวายมากนัก ”
` ฉิงซือเป็ลูกชายคนเล็กของฉิงเซี่ยวกับฮุ่ยซู `
“ ทุกคนข้าไปก่อน ดูแลตัวเองด้วย ”
“ น้องไป๋เสวี่ยพี่ไปก่อน เ้าต้องดูแลน้องๆด้วยนะ ” เหวินหยางกล่าวอำลา
“ หือ ๆ พี่เหวินหยาง เ้าห้ามลืมข้านะ เ้าไปแล้วเ้าต้องคิดถึงข้าด้วย ” ฮุ่ยหลันร่ำไห้อย่างน่าแอนดู
เหวินหยางเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกว่าตนเองก็จะกลั้นน้ำตาไว้มิได้ จึงรีบหันหลังแล้วตอบกลับฮุ่ยหลัน
“ แน่นอน พี่จะคิดถึงเ้า เ้าต้องตั้งใจฝึกฝนวรยุทธเจอกันครั้งหน้า พี่ไม่อ่อนข้อให้หรอกนะ ”
เมื่อพูดเสร็จก็รีบเดินจากไป ก่อนจะมีเสียงทุกคนะโไล่หลังมา
“ เหวินหยางรักษาตัวด้วย !! ”
เหวินหยางยกมือขึ้นโบกมือลาโดยไม่หันหลังกลับไป
“ พี่เหวินหยางท่านห้ามลืมข้านะ !! ” เสียงน้อยๆของฮุ่ยหลันะโมาสุดเสียง
แต่เหวินหยางก็ยังคงเดินต่อไปพร้อมกับยกแขนขึ้นแล้วชู้นิ้วก้อยให้สัญญา
ทุกคนเฝ้ามองเฝ้ามองแผ่นหลังหนุ่มน้อยเดินไปจนลับตา
การเดินทางเพียงลำพังในแผ่นดินกว้างใหญ่เพียงนี้ ต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็ง อาหญิงได้แต่ภาวนาให้การเดินทางครั้งนี้จะทำให้เหวินหยางนั้นเติบโต และค้นพบสิ่งที่ปรารถนา