สติของหยางไคนั้นแตกกระเจิงไปจนหมดหมดแล้ว ปากก็เอาแต่ร้องเรียกเจ้าขาวให้กลับคืนมา ..
เจ้าขาวหรือ 'ม้าเต๊กเลา' อันมีมีลักษณะชั่วตามตำรา เพราะแม้จะถือยอดอาชาแต่ตามตำรานั้นมันก็สามารถให้โทษแก่ผู้เป็นเจ้าของเป็นอย่างมากจนพี่ใหญ่หวงได้เคยตักเตือนเอาไว้ในตอนที่หยางไคเลือกม้า
แต่ในวันนี้็ก็เป็นม้าตัวกันนี่เองที่ได้เสียสละชีพของมันเพื่อปกป้องเจ้านายของมันเอาไว้อย่างกล้าหาญ ซึ่งย่อมแตกต่างจากที่ตำรา ‘อาชาลักษณ์ 相馬經’ ที่เขียนขึ้นในสมัยชุนชิว (春秋 ยุควสันตสารท) เป็นอย่างมาก และยิ่งไปว่านั้นม้าตัวนี้ยังเป็นเพื่อนยากและยามเหงาของเขาตั้งแต่ยังเป็นเด็กหนุ่ม จนบัดนี้ก็ยังเป็นเพื่อนตายที่สามารถตายแทนชายหนุ่มได้อย่างที่เห็น
แม้จะไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นคนยิง แต่หยางไคก็ได้หันหน้าไปทางเหนือซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ลูกเกาทัณฑ์สังหารได้พุ่งเข้ามาหาตน แล้วกู่ร้องสุดเสียงทั้งน้ำตาที่รินไหลดุจสายเลือดกว่า
อ้ากกกกก!!!
สำหรับทวนนั้นเหมาะกับการสู้บนหลังม้า แต่ถ้าหากเป็นการต่อสู้ภาคพื้นดินย่อมจะเป็นดาบหรือกระบี่ หยางใคจึงชักกระบี่หลิ่นเซิงออกมาแล้วพุ่งทะยานขึ้นเหนืออย่างไม่รั้งรอผู้ใด จนเหล่าองครักษ์ต่างร้องเสียงหลงอย่างพร้อมเพรียงกันว่า
"จอหงวนระวังตัวด้วย!!"
แต่หยางไคบัดนี้คล้ายดังไม่อาจได้ยินเสียงผู้ใดอีก ซึ่งคงจะมีเพียงเสียงที่ก้องกังวาลภายในจิตใจเพียงเท่านั้นว่า
‘ฆ่า!’
ชายหนุ่มเร่งพลังลมปราณกิเลนเพื่อปกป้องร่างกายเอาไว้เท่านั้น เนื่องด้วยการสังหารทหารเลวเพียงเท่านี้สามารถใช้เพียงคมของกระบี่เท่านั้นก็พอแล้ว แต่ผ่านไปหลายสิบศพคมของกระบี่ก็เริ่มมีปัญหาซึ่งก็สามารถแก้ไขง่าย ๆ ได้โดยการลับคมกระบี่สักชั่วเวลาหนึ่ง แต่หยางไคซึ่งไม่อาจรอคอยอันใดได้อีกแล้วจึงกัดกินผลท้อแล้วโคจรลมปราณพยัคฆ์เพื่อใช้ในการต่อสู้ด้วยอาวุธในมือแล้วฆ่าสังหารต่อไปอย่างไม่คิดที่จะหยุดนิ่งเลยสักนิดเดียว จนกระทั่งกระบี่เนื้อดีนั้นไม่อาจรองรับพลังอันหนักหน่วงเช่นนี้อีกจึงหักสะบั้นลงกับมือ
กระนั้นหยางไคก็ยังไม่คิดล้มเลิกการฆ่าฟัน ครั้นเห็นชนวนระเบิดที่โผล่พ้นดินขึ้นมาก็เรียกใช้ทักษะ #จุดไฟ จนเกิดการระเบิดขึ้นไปอีกเสีย
ตูมมมม!!
เหล่าองครักษ์ที่กำลังตามหลังมาเมื่อได้ยินเสียระเบิดก็กลัว จึงชะงักเท้าเอาไว้ด้วยอาการตกใจ แล้วจึงเห็นร่างทหารมองโกลหลายสิบปลิวกระจายแล้วตกมาตายอย่างอนาถนัก เท่านั้นยังไม่พอเมื่อจอหงวนของพวกเขาได้เคลื่อนที่ไปตามจุดต่าง ๆ อย่างว่องไว แต่แต่พอไปถึงที่ใดก็เกิดการระเบิดใหญ่โตขึ้นทุกครั้ง พวกตนจนจำเป็นต้องทิศระยะห่างเอาไว้ด้วยเกรงจะโดยลูกหลงเข้าสักครั้ง
ฝ่ายราชครูเหย่เซียนเห็นชายหนุ่มบุกเดี่ยวเข้ามาอย่างบ้าเลือด จึงรีบสั่งให้นักรบวาลาคอยอารักขาเอาไว้ แต่เมื่อเห็นเอเซนข่านถือคันธนูขึ้นมาอีกก็ตกใจจึงตักเตือนไปว่า
“ชายหนุ่มผู้นั้นเมื่ออยู่บนหลังม้ายังพอจะยิงถูกได้บ้าง แต่ครั้นยืนอยู่บนพื้นดินด้วยเท้าของตนเองก็กลับกลายเป็นรวดเร็วขึ้นด้วยท่าร่างบางประการ ซึ่งท่านจะยิงธนูเข้าใส่นั้นย่อมไม่เป็นผลหนำซ้ำจะชักนำภัยมาสู่ตนอย่างแน่นอน”
ข่านเอเซนได้ยินเช่นนั้นก็คิดได้ จึงวางคันธนูลง ลันนึกเสียใจไม่น้อยที่ตนเป็นผู้ชักนำผิดภัยและได้ปลดปล่อยปีศาจร้ายออกมาท่ามกลางกองทัพของตนเสียแล้ว!!
ฝ่ายนักรบวาลาเมื่อได้รับคำสั่งมาและไม่พบว่ามีการระเบิดขึ้นแล้ว จึงรีบเข้าประชิดตัวศัตรูพร้อมด้วยอาวุธในมือเพื่อยุติภัยคุกคามเหล่านี้ในทันที แต่อีกฝ่ายนั้นนอกจากจะมีความว่องไวเป็นอันมากแล้วฝ่ามือชุดนั้นก็ช่างหนักหน่วงรุนแรงเกินจะต้านทาน หากแม้นกระทบถูกแขนขาก็ผลันหักขาดลง แต่หากซัดเข้าที่กลางอกหรือศีรษะก็ตกตายลงไปในทันทีนั้นเช่นเดียวกัน
เมื่อหยางใช้ออกด้วยกระบวนท่าอันรุนแรง ย่อมจำเป็นต้องใช้พลังวัตรจำนวนมากด้วยเช่นกัน แต่พืชพรรณทั้งปวงนั้นส่วนใหญ่ได้ใช้ไปกับการบำรุงกำลังและความลุ้นหน้าของเหล่าองครักษ์ทั้งมวล จนบัดนี้ก็ไม่เหลืออีกแล้ว จึงคว้าเอาโสมมากัดกินทั้งหัว จนเกิดพลังวัตรอันร้องแรงร้อนเกินระงับขึ้นมาแล้ว!!
หยางไคจึงใช้ธาตุร้อนนั้นหล่อหลอมเข้ากับกระบวนท่าที่ 4 ของฝ่ามือฆ่ามังกรและลมปราณมังกรไฟ แล้วซัดใส่ทหารมองโกลที่กรูเข้ามาทุกทิศทางโดยไม่ยั้งมือ จึงเกิดเป็นเศษเลือดเศษเนื้อของเหยื่อกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ซึ่งสภาพของศพก็ไม่แตกต่างการการที่ร่างของผู้ที่ตายด้วยระเบิดเพลิงเลยแม้แต่นิดเดียว
ฝ่ายราชครูเหย่เซียนให้ชายคลั่งมุ่งตรงเข้ามาอย่างไม่ลดละ ก็เกรงอันตรายจะมาถึงตัวแล้ว จึงตักเตือนแก่ท่านข่านของตนว่า
“หากแม้นท่านข่านไม่สั่งให้ถอยกลับในเวลานี้ ก็อย่าว่าแต่กองทัพใหญ่เลยแม้แต่ชีวิตของพวกเราทั้งหลายก็คงจะได้รับอันตรายแล้ว”
แม้การจะถอยทัพเพียงเพราะคนเพียงคนเดียวย่อมมิใช่สิ่งที่อาจรับได้ แต่เมื่อเห็นแนวรบทางทหารต้าหมิงเองก็เริ่มตีโต้ขึ้นมาเช่นเดียวกันก็เกิดการลังเลขึ้นมา แล้วสุดท้ายจึงตัดสินใจสั่งเลิกทัพเพื่อกลับออกไปนอกกำแพงใหญ่ในเวลานั้น
ฝ่ายไท่ชางหวงซึ่งซุ่มทอดพระเนตรอยู่แต่ในรถพระที่นั่ง เมื่อเห็นทหารมองโกลเริ่มล่าถอยไปแล้ว และยังไม่เห็นหยางไคกับเหล่าองครักษ์กลับมากันเลยก็ทรงร้อนพระทัยนัก จึงตรัสกับหลิวเย่รองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรของสำนักประจิมว่า
“วาลานั้นเริ่มถอยทัพกลับไปแล้ว แต่เราก็ยังไม่เห็นจอหงวนกับเหล่าองครักษ์ที่ติดตามไปจึงรู้สึกเป็นห่วงยิ่งนัก ขอให้ท่านนำองครักษ์ออกไปตามเถิดเราจะรอที่นี่”
หลิวเย่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจึงทูลไปว่า
“จอหงวนได้มอบหมายให้หม่อมฉันเฝ้าอารักขาพระองค์ หากแม้จะละทิ้งหน้าที่ไปเช่นนี้ย่อมเกิดความผิดแล้ว”
อดีตฮ่องเต้จึงตรึกตรองอยู่แล้วตัดสินพระทัยไปว่า
“จอหงวนสั่งให้ท่านคอยอารักขาเรา บัดนี้เราจะไปตามหาเขา ท่านจงติดตามมาคอยอารักขาเราเถิด”
หลิวเย่ได้ยินเช่นนั้นก็จนใจ จึงรับสนองพระราชดำรัสแล้วสั่งการให้เหล่าองครักษ์ที่เหลืออยู่ราว 20 นาย คอยคุ้มกันให้ดีแล้วเคลื่อนขบวนกันออกไป
แล้วในระหว่างทางนั้นเห็นทหารมองโกลแตกทัพมาทางนี้ก็มากโข แต่เมื่อเห็นองครักษ์พิทักษ์รักษาอยู่ก็ต่างหลบเลี่ยงหนีไปหมด ซึ่งในระหว่างนั้นเอง ก็มีนายกองเผ่าวาลาซึ่งได้คุมทหารมาราวหนึ่งร้อยคน ครั้นเมื่อเห็นรถพระที่นั่งก็จดจำได้จึงสั่งให้ทหารในกองล้อมรอบราชรถนั้นเอาไว้ แล้วสั่งให้โจมตีเข้าไปด้วยหวังจะคุมเอาพระองค์ไปเป็นผลงาน แต่องครักษ์เหล่านี้แม้จำนวนน้อยกว่าแต่กลับมีฝีมือสูงส่งนัก หนำซ้ำยังมีคนยิงเกาทัณฑ์ช่วยเหลือจากรถพระที่นั่งแห่งนั้น จนทหารวาลาบางคนแม้ล้มลงไปแล้ว ก็ยังไม่ทราบว่าตนได้รับเกียรติแค่ไหนที่ได้ตกตายภายใต้ลูกศรพระราชทาน!!
เมื่อจัดการกับอุปสรรคได้จนหมดสิ้นแล้ว ในที่สุดขบวนเสด็จก็พบเห็นเหล่าองครักษ์ทั้ง 30 นาย ซึ่งได้ติดตามจอหงวนมาด้วยกัน แต่ครั้นทราบว่าอีกฝ่ายได้ไล่ตามกองทัพมองโกลขึ้นไปทางทิศเหนือแต่เพียงลำพังก็มีความวิตกในพระทัยนัก จึงรับสั่งให้เร่งติดตามไปจึงพบเห็นหยางไคที่มีคราบโลหิตติดตามเสื้อผ้าไปทั้งตัว แต่ยังคิดติดตามทัพมองโกลไปโดยมีนักรบเผ่าวาลาที่คอยป้องกันท้ายขบวนเอาไว้เพื่อถ่วงเวลาปีศาจตนนี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด
ครั้นนักรบวาลาที่คอยต้านอยู่เห็นทัพเสริมจากศัตรูเข้ามาเช่นนั้นแล้ว จึงถอยกลับเพื่อติดตามทัพหลวงไปให้ทัน
แต่ในขณะที่หยางไคซึ่งไร้สติและกำลังจะติดตาไปฆ่าฟันนั้นเอง ก็มีเสียงใส ๆ ที่คุ้นเคยดังก้องขึ้นมาว่า
“เสี่ยวไคตื่นได้แล้ว!!”
ครั้นหันหน้ากลับไปมอง หยางไคก็เห็นใบหน้างดงามของเสี่ยวเหมยที่วิ่งเข้ามาหาตนด้วยความห่วงใย
แล้วจู่ ๆ เรี่ยวแรงและอารมณ์ของตนที่ระเบิดออกจากภายในมาโดยตลอดก็พลันหมดสิ้นลงไปแล้ว จึงทรุดกายนั่งลงเพื่อโคจรพลังด้วยความอ่อนแล้าในทันที
แต่ดูเหมือนพลังหยางในตัวที่ถูกกระตุ้นด้วยโสมหลายสิบปีจะมิอาจบรรเทาลงได้ ร่างกายจึงแดงก่ำขึ้นคล้ายดังอาการธาตุไฟกำลังเข้าแทรก หนำซ้ำฐานกายก็อ่อนล้านักเพราะได้ใช้ร่างกายจนเกินกำลังไปอย่างมากมายนัก จึงส่งผลให้หยางไคเริ่มเข้าสู่สภาวะอันตรายอย่างที่สุดแล้ว
หลิวเย่เห็นเช่นนั้นจึงรีบวิ่งมาดูอาการ พอสัมผัสเข้าที่แขนเท่านั้นก็รีบชักเอามือกลับ เพราะเกิดอาการร้อนลวกเป็นอันมาก ฝ่ายหยางเหมยแม้อยากจะเข้าไปให้ใกล้มากกว่านี้แต่ตนเป็นนางในพระองค์แล้วจึงมิอาจกระทำตามความต้องการได้อีก
พอทราบว่าหยางไคไม่อาจควบคุมพลังหยางที่กำลังปะทุขึ้นในกาย จึงย้อนคิดไปถึงเคล็ดวิชาทานตะวันซึ่งกงกงปี้หลันได้ถ่ายทอดบางส่วนให้กับตนว่าอาจจะพอรับมือกับธาตุร้อนเหล่านี้หรืออาจจะบรรเทาเบาบางลงไปได้บ้าง จึงท่องเคล็ดวิชานั้นให้หยางไคฟัง
ฝ่ายหยางไคที่แทบไร้สตินั้นเมื่อได้ยินเสียงใส ๆ กล่าวถ้อยคำว่า
༺ กู่ เช่อ ไจ้ จุดสถิตพุทธธรรมญาณ ณ ศูนย์กลางกาย องค์ธรรมประทานเป็นประตูผ่านวิญญาณคืนกลับฟ้า ༻
แม้เคล็ดวิชาเพียงยังไม่สมบูรณ์ซึ่งไม่สามารถปลูกฝังลงไปในมวลวิญญาณของตนได้ แต่มันก็ทำให้หยางไครู้เคล็ดวิธีการในการโยกย้ายพลังร้อนจากกึ่งกลางศีรษะเพื่อแผ่ขยายออกไปโดยรอบกายได้ จึงเกิดคลื่นความร้อนรอบกายของชายหนุ่มทันทีในเวลานั้น จนบรรดาเหล่าองครักษ์ที่คอยป้องกันโดยรอบ ต้องรีบขยับกายออกไปด้วยความร้อนที่แผ่ขยายออกมานั่นเอง
…
……
พอพ้นวิกฤตแล้ว เมื่อหยางไคได้ลองโคจรพลังภายในดูจึงทราบว่าตนพัฒนาพลังฝีมือสู่ขอบเขต [พลังก่อกาย] ขั้นกลางอย่างมั่นคงแล้วก็มีความยินดีนัก
ซึ่งในขณะนั้นเองหยางรุ่นชิง ที่ได้นำทัพหมิงติดตามทัพมองโมลมา ครั้นพบเห็นรถม้าพระที่นั่งก็ดีใจนัก จึงเข้ามาถวายบังคมแล้วเชิญเสด็จกลับพระนคร พอหยางไคเห็นทุกฝ่ายปลอดภัยดีแล้วจึงแจ้งให้พี่ใหญหวงยกทัพกลับเมืองเป่ยจิงไปก่อน ส่วนตนนั้นจะขอนำร่างเจ้าของกลับไปฝังที่ตระกูลหยางเพียงลำพังแล้วจึงจะติดตามเข้าเมืองไปในไม่ช้านี้..