เสียงหัวเราะเยาะยังคงดังก้องอยู่ในหัวของหลี่หยาง แม้จะผ่านมาหลายวันแล้วนับแต่พิธีปลุกจิติญญา
“จิติญญาสีรุ้ง แต่สัตว์อสูรกลับเป็แค่เศษหญ้า ฮ่า ๆ เ้านั่นมันขยะชัด ๆ!”
แม้จะถูกรุมเหยียดหยามจากผู้คนในตระกูลหลี่ที่เคยชื่นชมเมื่อยังเด็ก แต่หลี่หยางไม่ได้ตอบโต้ ไม่มีเวลาแม้แต่จะโกรธ—เพราะเขายังมีสิ่งสำคัญที่ต้องปกป้องอยู่
ภายหลังจากที่หลี่หยางทำพันธสัญญากับ ไมยราพหนามแดง และเริ่มฝึกฝนอย่างหนัก เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังในโลกที่โหดร้ายนี้—ยังมีสองคนที่เป็ดั่งเสาหลักในหัวใจเขา…
หลี่ซินเอ๋อร์ น้องสาววัย 13 ปีของเขา เด็กหญิงที่มีรอยยิ้มอบอุ่น แม้ฐานะในตระกูลจะต่ำต้อยเพราะสถานะของพ่อแม่ แต่เธอกลับไม่เคยโกรธเคืองชะตาชีวิต มีเพียงความห่วงใยต่อพี่ชายที่เธอรักสุดหัวใจ
ภายในเรือนเล็กหลังหนึ่ง ณ มุมเงียบสงบของตระกูลหลี่ แสงโคมจาง ๆ สาดลงบนโต๊ะไม้เก่า ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นชาสมุนไพรอ่อน ๆ บรรยากาศเงียบสงบ แตกต่างจากเสียงซุบซิบวุ่นวายที่ยังคงดังอยู่ทั่วตระกูล
“ท่านปู่ ท่านเห็นแสงสีรุ้งเมื่อครู่หรือไม่?”
หลี่ซินเอ๋อร์ถามด้วยเสียงตื่นเต้น ใบหน้าเล็ก ๆ เปล่งประกายไปด้วยความดีใจจนหยาดน้ำตาเอ่อคลอ
หลี่เทียนหยุนหัวเราะในลำคอเบา ๆ สายตามองหลานชายอย่างภาคภูมิ
“เห็นสิ… ข้าไม่คิดเลยว่าหลานชายข้าจะเป็ผู้ครองจิติญญาสีรุ้งในตำนานเสียเอง”
หลี่หยางที่เพิ่งปลุกจิติญญาได้สำเร็จ ยังคงรู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง สีหน้าของเขายังเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโล่งใจ ทั้งมุ่งมั่น ทั้งสับสน
“ข้าคิดว่าต้องถูกตระกูลขับไล่ออกไปเสียอีก…”
“อย่าไปใส่ใจเสียงพวกนั้นเลย”
ผู้าุโสามเอื้อมมือมาตบบ่าหลานชายแน่น ๆ ดวงตาแม้จะฝ้าฟางไปบ้าง แต่ประกายของมันกลับเต็มไปด้วยพลัง
“โลกภายนอกอาจไม่ยอมรับเ้าวันนี้… แต่สักวันหนึ่ง มันจะต้องจำชื่อหลี่หยางให้ได้”
“พี่ใหญ่ไม่ใช่ขยะ…พี่ใหญ่จะต้องเก่งขึ้นแน่นอน ซินเอ๋อร์เชื่ออย่างนั้น!”
คำพูดเล็ก ๆ นั้น กลายเป็เปลวไฟในใจของหลี่หยาง
เธอเป็แรงผลักดันให้หลี่หยางก้าวเดินอย่างไม่ยอมถอย หลังการปลุกจิต เขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงโชคชะตา…ไม่เพื่อตัวเขาเพียงผู้เดียว แต่เพื่ออนาคตของน้องสาวด้วย
อีกผู้หนึ่งคือ ผู้าุโสาม – หลี่เทียนหยุน ปู่แท้ ๆ ของหลี่หยาง แม้เขาจะถูกกดขี่ในตระกูลเพราะสายเืที่ถูกมองว่า “ไร้พร์” แต่ชายชรากลับไม่เคยทอดทิ้งหลานชายของตน“หลี่หยาง… เ้าอาจจะไม่ใช่เด็กที่มีพร์ล้ำฟ้าเหมือนคนอื่นในสายตาผู้าุโ แต่ข้าเห็นเ้า… เ้าเป็เปลวเพลิงที่ยังไม่ถูกรู้จักเท่านั้นเอง
หลี่เทียนหยุนเคยเป็ยอดฝีมือในตระกูลเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ภายหลังเจ็บป่วยและสูญเสียภรรยา เขาจึงถอนตัวออกมาอย่างเงียบงัน “ข้า
หลี่ซินเอ๋อร์ยิ้มกว้าง รีบลุกขึ้นไปหยิบขนมอบที่เธอแอบเก็บไว้บนชั้น
“งั้นเราฉลองกันเถอะ! พี่หยางปลุกจิติญญาได้แล้ว! ท่านปู่ ท่านต้องกินเยอะ ๆ ด้วยนะ!”
สามคนล้อมวงกันรอบโต๊ะไม้เล็ก ๆ เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นเป็ระยะ บ้างหัวเราะเื่ความวุ่นวายตอนปลุกจิต บ้างหยอกเย้าว่าหลี่หยางใหน้าซีดเหมือนผีตอนจิติญญาปรากฏ
“พี่หยาง… ถ้าพี่หิว ข้าจะเอาขนมที่เก็บไว้ให้… แม้มันจะไม่มากก็ตาม”
“ใช่สิ หยางเอ๋อ แล้วพลังแฝงล่ะ?”
เสียงของปู่ลดลงอย่างเคร่งเครียด
“ข้าได้ยินว่าเด็กบางคนได้พลังแฝงติดตัวด้วย เ้าล่ะ ได้อะไรมาบ้างหรือไม่?”
หลี่หยางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“จิตหยั่งรู้ครับท่านปู่”
ผู้าุโสามเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ท่านพี่ ท่านจะสามารถรู้อนาคตได้ใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกซูเอ๋อร์ “
พลังแฝง – จิตหยั่งรู้
จิตหยั่งรู้ไม่ใช่พลังที่สามารถใช้ต่อสู้โดยตรง และไม่ใช่ญาณพิเศษที่มองเห็นอนาคต แต่เป็ พลังแห่งความเข้าใจลึกซึ้งต่อิญญาและเส้นทางวิวัฒนาการของสัตว์อสูร
ในสายตาของผู้คนทั่วไป การพัฒนาสัตว์อสูรมีแบบแผนชัดเจน ตำราสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ระบุวัตถุดิบ เส้นทาง และระดับพลังที่เหมาะสมในการวิวัฒนาการ เช่น หากเป็สัตว์อสูรประเภทพิษ ก็ต้องใช้แก่นพิษจากอสูรระดับสูง หรือสมุนไพรหายากที่มีคุณสมบัติเข้ากันได้ โดยมีแค่ไม่กี่เส้นทางให้เลือก และส่วนใหญ่มักเลือกเส้นทางที่ “ปลอดภัย” และ “เคยมีคนทำได้ผล” มาก่อน
แต่สำหรับผู้ที่มีพลังแฝง “จิตหยั่งรู้” — ทุกอย่างแตกต่างออกไป
“จิตหยั่งรู้” ไม่ได้บอกอนาคต แต่จะ “รู้” ว่าสิ่งใดเหมาะสมที่สุดต่อการวิวัฒนาการของสัตว์อสูรตนใดใน่เวลาใด เช่น มันอาจกระซิบบอกว่าถุงพิษธรรมดาไร้ค่า แต่หากนำไปประกอบกับรากไม้เฉพาะในคืนเดือนดับ จะเกิดปฏิกิริยาที่สามารถเปิดทางสู่สายวิวัฒนาการที่ไม่เคยมีผู้ใดรู้จัก
ผู้ที่มีจิตหยั่งรู้… จะมองเห็น “เส้นทางลับ” ของวิวัฒนาการที่ไม่ปรากฏในตำรา บางครั้งเป็สายผสม บางครั้งคือหนทางเฉพาะตัวของสัตว์อสูรที่แม้แต่บรรพชนยังไม่เคยัั
ผู้ที่จิตหยั่งรู้ จะสามารถ:
· ััถึงธรรมชาติแท้จริงของสัตว์อสูร
ไม่ว่าจะเป็นิสัย สายเื หรือศักยภาพที่ซ่อนอยู่
· มองเห็นภาพราง ๆ ของเส้นทางวิวัฒนาการ
ทำให้สามารถเลือกทิศทางการพัฒนาได้เหมาะสมที่สุด
· เข้าใจความ้าของสัตว์อสูรที่ทำพันธะิญญากับตน
ไม่ว่าจะเป็การฝึกฝน อารมณ์ หรือทรัพยากรที่ต้องใช้ในการเติบโต
กล่าวได้ว่า พลังนี้คือ “หัวใจหลักของผู้อัญเชิญขั้นสูง” ที่สามารถ ผลักดันสัตว์อสูรคู่ใจให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมันได้อย่างแท้จริง
“เป็พรของผู้อัญเชิญที่แท้จริง… ไม่ใช่พลังต่อสู้ แต่เป็พลังที่นำพาสัตว์อสูรไปสู่เส้นทางที่ไม่มีใครเคยก้าวถึง”
หลี่เทียนหนุนยกมือขึ้นแตะบ่าหลานชายเบา ๆ
“เ้ารู้ไหม? พลังแบบนี้ อาจทำให้สัตว์อสูรของเ้า กลายเป็ตำนานในภายภาคหน้าได้…”
“ข้าอยากเห็นเ้า ก้าวข้ามชะตาที่โลกยัดเยียดให้ แล้วแสดงให้ทุกคนเห็นว่า หลานของหลี่เทียนหยุน มีค่ามากเพียงใด “
บรรยากาศในห้องนั้นอบอุ่นยิ่งกว่าเตาไฟในฤดูหนาว
แม้โลกภายนอกจะเ็า แม้เสียงเหยียดหยามจะยังไม่เงียบหาย
แต่ในค่ำคืนนี้—ในมุมเล็ก ๆ ของตระกูลหลี่
คือที่ที่ “ครอบครัว” ยิ้มให้กันด้วยหัวใจแท้จริง
ไมยราพหนามแดง—แม้จะเป็สัตว์อสูรระดับสามัญเพียงขั้นที่ 1 แต่มันกลับมีความฉลาดเกินมาตรฐาน และสามารถสื่อจิตกับหลี่หยางได้อย่างลึกซึ้ง เขามองดูอสูรของตนอย่างตั้งใจ
มันคือต้นไม้ที่มีลำต้นสูงเพียงครึ่งตัวคน ลำต้นเป็สีเขียวเข้มแฝงความหนืด เมื่อััจะพบว่ามีแรงสั่นะเืภายในคล้ายชีพจร หนามสีแดงสดปกคลุมตลอดเถาวัลย์ บิดม้วนราวกับพร้อมจู่โจมทุกเมื่อ
“เ้ามีหัวใจของนักสู้… แม้ไม่มีรูปลักษณ์ที่สง่างาม แต่เ้าก็มีใจที่เด็ดเดี่ยว และไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว”
ไมยราพหนามแดงโงกเถาวัลย์คล้ายรับคำชม ก่อนจะขยับเลื้อยวนรอบโขดหินอย่างเงียบงัน แล้ว—
เพียะ!
หนามสีแดงพุ่งฟาดลงมา! โขดหินที่แข็งแกร่งถูกฟาดจนเป็รอยแตกยาว เถาวัลย์อีกสายรัดเข้าหาเสาไม้ใกล้เคียงแล้วบิดกระชากจนไม้แหลก!
[สกิลที่ 1: เถาวัลย์รัดตรึง]
รัดศัตรูด้วยความเร็วสูง ทำให้ไม่สามารถขยับได้ชั่วขณะ พร้อมสร้างาแจากหนาม
[สกิลที่ 2: แส้หนามแดง]
ใช้เถาวัลย์เป็แส้ โจมตีเป็วงกว้างด้วยแรงสะบัดรุนแรง และสร้างาแลึกจากปลายหนาม
แม้มันจะยังเป็เพียง สัตว์อสูรระดับสามัญ ขั้นที่ 1 แต่ด้วยเคล็ดวิชา “หงส์เจ็ดสีกรีดนภา” ที่หลี่หยางฝึกอย่างไม่หยุดหย่อน ร่างกายของไมยราพหนามแดงก็แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน
ลำต้นเหนียวแน่นขึ้นกว่าเดิม หนามแดงเข้มเริ่มส่งกลิ่นปราณพิษอ่อนๆ
แม้แต่หลี่ซินเอ๋ร์ น้องสาวของหลี่หยาง ยังอดไม่ได้ที่จะชมว่า
“แม้รูปลักษณ์จะดูแปลกตา แต่มัน…ปกป้องพี่ชายได้จริงๆ …”
หลี่หยางยิ้มบาง ไม่ตอบคำใด เขารู้ดีว่า—นี่คือก้าวแรกแห่งพันธะอสูรของเขา และไมยราพหนามแดงจะไม่หยุดอยู่แค่นี้…
หลายวันผ่านไปอย่างเงียบงัน หลี่หยางฝึกฝนวิชาจากคัมภีร์ อย่างไม่ย่อท้อ ทั้งกลางวันและกลางคืน บางครั้งเขาต้องกัดฟันอดทนต่อความเ็ปที่แทบฉีกกระดูกเพื่อเสริมสร้างร่างกายตามวิชาในคัมภีร์
แต่โชคชะตากลับยื่นโอกาสให้เขาอีกครั้ง—ในห้องเก็บของเก่าแก่ของพ่อ เขาพบ “โสมร้อยปี” สมุนไพรระดับสูงที่ช่วยฟื้นฟูและเสริมพลังิญญาอย่างมหาศาล ก่อนที่เขาจะทันได้เก็บซ่อนไว้ ไมยราพหนามแดงก็เลื้อยเข้ามา…และ กินมันจนหมดเกลี้ยง
ร่างของมันสั่นไหวและเปล่งแสงเป็สีแดงเรือง เหง้าและหนามของมันเปลี่ยนรูปร่างไปเล็กน้อย ยืดหยุ่นและเหนียวขึ้นอย่างชัดเจน มันพัฒนาเป็ สัตว์อสูรระดับสามัญ ขั้นที่ 4 ภายในเวลาเพียงหนึ่งคืน
หลี่หยางเองก็ได้รับพลังสะท้อนกลับมา พลังิญญาภายในร่างหมุนวนอย่างรวดเร็ว กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน