บทที่41
ต้องการขยายพื้นที่
ในช่วงแรกของการเพาะปลูกเซี่ยอันอวี่รู้ดีว่าตนเองยังสามารถไหว้วานให้เหล่าทหารของหนานกงจิ่นอวี่ช่วยเหลือได้อยู่เพราะกำลังคนของกองทัพนั้นมีระเบียบวินัยและพร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งอยู่เสมอแต่... นางก็เข้าใจอย่างถ่องแท้เช่นกันว่า ทหารย่อมไม่ใช่แรงงานถาวร
เมื่อพื้นที่เพาะปลูกขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จำนวนแปลงผักเพิ่มมากขึ้นจนสุดสายตาเซี่ยอันอวี่ย่อมไม่อาจใช้กำลังทหารมาแบกจอบถือเสียมได้ตลอดไปทหารเหล่านั้นมีหน้าที่หลักในการปกป้องเมือง ลาดตระเวน และรับมือกับภัยคุกคามจากสัตว์อสูรไม่ใช่มาเป็นกรรมกรในไร่สวนของนาง
เซี่ยอันอวี่เลยคิดว่าจะทำการว่าจ้างผู้คนภายในเมืองที่มีอยู่มาเป็นแรงงานในการทำสวนอยู่ตั้งแต่แรกแล้วเพียงแต่ว่าเรื่องนี้ก็ต้องถามหาความเห็นจากหนานกงจิ่นอวี่ก่อน
ในเมืองแห่งนี้มีชาวเมืองที่เหลือรอดอยู่ประมาณสามร้อยชีวิต
ทุกคนแทบจะอดตายเพราะแบบนั้นพวกเขาต้องการอาหารเป็นอย่างมากเซี่ยอันอวี่สามารถใช้ผักบางส่วนในการเพาะปลูกเป็นค่าจ้างกับพวกเขาได้
สำหรับเมืองแห่งนี้ในตอนนี้เกี่ยวกับเรื่องเงินทองไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีเงินไปพวกเขาเองก็ไม่สามารถไปจับจ่ายซื้อหาอาหารจากที่ไหนได้เพราะว่าเมืองกู่่หลิงซาตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายทางตอนเหนือ
ถ้าเกิดว่าอยากจะซื้อหาอาหารก็จำเป็นจะต้องเดินผ่านทะเลทรายที่เต็มไปด้วยอันตรายซึ่งพวกเขาไม่สามารถทำได้อยู่แล้วต่อให้มีเงินไปก็ไม่สามารถไปซื้อหาอาหารได้
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมอาหารภายในสถานที่แห่งนี้มันจึงมีมูลค่ามากกว่าเงิน
“ข้าจะทำการกั้นรั้วขึ้นมาหลังจากนั้นจะจ้างผู้คนในเมืองบางส่วนมาทำงานในสวน” หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด
เซี่ยอันอวี่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับอย่างรวดเร็วนางรู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่อีกฝ่ายเห็นด้วยกับแผนการของตนเอง
หนานกงจิ่นอวี่เหลือบตามองนางเล็กน้อยก่อนจะถามต่อ “เจ้าต้องการให้พวกเขาทำถึงขั้นไหน?”
เซี่ยอันอวี่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกมาอย่างชัดเจน “ให้พวกเขาจัดการทั้งหมดตั้งแต่พรวนดิน ขุดหลุม หว่านเมล็ด จนถึงกลบหลุม...ทุกขั้นตอน”
นางหยุดเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบาง ๆแล้วพูดต่อ “เมื่อพวกเขาทำเสร็จ ก็ค่อยแจ้งข้าข้าจะไปที่สวนเองเพื่อทำขั้นตอนสุดท้าย”
หนานกงจิ่นอวี่พยักหน้าเงียบ ๆคล้ายกับว่าเขาเข้าใจดีถึงสิ่งที่เซี่ยอันอวี่ต้องการและไม่คิดจะซักถามอะไรเพิ่มเติม
เซี่ยอันอวี่เห็นท่าทีเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความโล่งใจในที่สุดแผนการขยายแปลงเพาะปลูกของนางก็ได้รับการอนุมัติจากเจ้าเมืองแล้ว
‘แค่นี้ก็นับว่าเรียบร้อยไปหนึ่งเรื่อง’นางคิดในใจอย่างยินดี
ในตอนนี้ หากให้พูดตรง ๆเซี่ยอันอวี่รู้ดีว่าตนเองไม่มีทางที่จะรับมือกับงานทั้งหมดได้เพียงลำพังต่อให้มีพลังของมู่ซานช่วยในการเร่งการเจริญเติบโตของพืชผักแต่ขั้นตอนพื้นฐานอย่างการเตรียมดินและหว่านเมล็ด ยังคงต้องใช้แรงงานคนอยู่ดี
‘ผู้หญิงตัวเล็ก ๆอย่างข้า ไหนเลยจะหว่านเมล็ดตั้งห้าร้อยหลุมได้ทุกวัน’ เซี่ยอันอวี่อดขำตัวเองไม่ได้ก่อนจะเหลือบมองหนานกงจิ่นอวี่ที่นั่งตรงข้าม
นางรู้สึกขอบคุณในใจ...ถึงแม้แม่ทัพผู้นี้จะเย็นชา พูดน้อย และมักทำสีหน้าเรียบเฉยอยู่เสมอแต่เขากลับเข้าใจความต้องการของนางอย่างลึกซึ้ง
เรื่องการ"กั้นรั้ว" นั้น...เซี่ยอันอวี่รู้ทันทีว่าหนานกงจิ่นอวี่คงเดาได้ว่านางไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้ความลับเรื่องมู่ซานและวิธีเพาะปลูกที่ผิดธรรมชาติของตนเอง
“แล้วในระหว่างสำรวจท่านพบเจอสิ่งใดหรือไม่?” เซี่ยอันอวี่เอ่ยถามขึ้นพลางวางตะเกียบลงบนโต๊ะ นางยังไม่ลืมถึงสถานการณ์อันตรายที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้
แม้จะมีข่าวดีเรื่องการเพาะปลูกและการเริ่มต้นฝึกฝนพลังแต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอจะทำให้นางรู้สึกปลอดภัยได้ เมื่อเงามืดของ"ฤดูคลั่ง" ยังคงใกล้เข้ามาทุกขณะ
ดวงตาของเซี่ยอันอวี่สะท้อนความคาดหวังนางหวังว่าแม่ทัพหน้านิ่งผู้นี้อาจจะค้นพบหนทางรอดบางอย่างจากการสำรวจทะเลทรายอันเวิ้งว้าง
หนานกงจิ่นอวี่เพียงส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเคย “พาหนะของพวกเราเคลื่อนไหวในทะเลทรายได้ช้าเกินไปอาณาเขตที่สำรวจได้ในแต่ละวันจึงจำกัด...”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความขบคิด “ข้าคิดจะจับสัตว์อสูรมาเป็นพาหนะแต่ว่ายังไม่พบตัวที่เหมาะสม”
คำตอบที่ได้รับทำให้เซี่ยอันอวี่นิ่งไปนางไม่คิดจะซักไซ้ต่อ เพราะรู้ดีว่าต่อให้ถามไปก็คงไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจนักในเมื่อหนานกงจิ่นอวี่ยังไม่พบสิ่งใดจริง ๆ
บรรยากาศภายในเรือนพลันตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งมีเพียงเสียงลมทะเลทรายที่พัดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเท่านั้น
ยามราตรีมาเยือนอย่างเชื่องช้าหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ ทั้งสองก็แยกย้ายกันเข้านอนเช่นทุกวัน
รุ่งเช้า...แสงแดดแรกของวันสาดส่องลงมายังเมืองกู่หลิงซาอันเงียบสงัดเซี่ยอันอวี่ลืมตาตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีนัก
นางลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะจัดแจงล้างหน้าและเดินออกไปยังสวนเล็กๆ ด้านหลังจวนเจ้าเมือง ที่ตอนนี้แทบจะกลายเป็นสถานที่ประจำของนางไปแล้ว
วันนี้นางยังคงต้องเพาะปลูกอยู่ในพื้นที่เดิม ซึ่งรองรับได้เพียงแค่ 300เมล็ด เท่านั้น เพราะพื้นที่ใหม่ที่หนานกงจิ่นอวี่จัดหาให้ยังต้องใช้เวลาอีกสองวันในการเตรียมการ
หลังจากจัดการเพาะปลูกเสร็จสิ้นและปล่อยให้มู่ซานลงมือทำหน้าที่ของมันเซี่ยอันอวี่ก็กลับเข้ามานั่งพักภายในเรือนไม้เก่า ๆ ของตนเอง
นางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ใบหน้าผ่อนคลายแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความคิดคำนึง
นิ้วเรียวเคาะเบา ๆ บนโต๊ะเป็นจังหวะดวงตากวาดมองไปยังทิวทัศน์แห้งแล้งนอกหน้าต่างท่ามกลางความเงียบสงัดของเมืองที่แทบไร้ผู้คน
‘ยังมีอะไรอีกบ้างที่ข้าพอจะทำได้...’
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเซี่ยอันอวี่นางขมวดคิ้วเล็กน้อย