เล่มที่ 1 บทที่ 18ก้อนหินกลายเป็น้ำ
หลังฟังคำอธิบายของตงฟางโป๋อย่างต่อเนื่องไม่หยุดแล้ว ไม่นานเวลาก็ผ่านไปหนึ่งชั่วยามกว่าทว่าเจียงอวิ๋นกลับยังไม่อาจทำความเข้าใจได้อย่างถ่องถ้วนอยู่ดี จึงส่งเสียงขึ้นมาขัดว่า“ศิษย์พี่ใหญ่ เช่นนั้นเจตมรรคมีประโยชน์อะไรกันแน่? สามารถดูดกลืนได้หรือไม่?”
“ดูดกลืน?” ตงฟางโป๋ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะขมวดคิ้ว“ตามหลักแล้วมันน่าจะดูดกลืนได้ แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีใครดูดกลืนเจตมรรคมาก่อนเลยเพราะมันไม่ได้มีประโยชน์อะไร มิฉะนั้นทางนิกายคงไม่ยอมนำกระจกแสวงมรรคออกมาใช้ทดสอบพวกเ้าอยู่แล้ว!”
เจียงอวิ๋นคิดไปคิดมาก็เห็นด้วย หากเจตมรรคมีประโยชน์มากจริงๆ ละก็เช่นนั้นเขาก็คงไม่มีโอกาสได้รับโอสถเสบียงกรังนั่นมาแล้ว
ดังนั้นเจียงอวิ๋นจึงถามต่อ“ในเมื่อเจตมรรคอาจจะมีซ่อนอยู่ในทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นมีกฎเกณฑ์หรือวิธีอะไรที่จะแยกแยะว่าสิ่งไหนมีหรือไม่มีเจตมรรคซ่อนอยู่บ้างไหม?”
“กฎเกณฑ์หรือ ก็อาจจะมี ทว่าข้าไม่รู้หรอก แต่หากคิดจะแยกแยะเจตมรรคก็พอจะมีวิธีอยู่เมื่อกล่าวถึงเื่นี้แล้วจะไม่กล่าวถึงสามสมบัติแห่งมรรค คือ ชีวิต ปราณ จิตไม่ได้แล้ว!”
“เดี๋ยวก่อน!” เจียงอวิ๋นขัดขึ้นอีกครั้งอย่างอดไม่ได้“ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่หญิงเซี่ยงเสวียนคนนั้นเคยบอกไว้ว่าสามสมบัติแห่งมรรคคือหัวใจมรรค ิญญามรรค และกายามรรคมิใช่หรือ?”
“ฮ่าฮ่า!” ตงฟางโป๋ตบมือฉาดใหญ่พร้อมหัวเราะ“คำถามนี้ถามได้ดี! และนี่ก็เป็สิ่งที่ข้ากำลังศึกษาวิจัยอยู่ด้วยเพราะสามสมบัติแห่งมรรค มีผู้กล่าวถึงในหลากหลายรูปแบบมากจริงๆ นอกจากชีวิต ปราณ จิตกับหัวใจ กาย ิญญาแล้ว ยังมีเมตตา มัธยัสถ์ อ่อนน้อม เเละมรรค คำสอน อาจารย์ ทั้งยังมีศึกษาบำเพ็ญ และปฏิบัติด้วย ทั้งหมดล้วนเรียกเป็สามสมบัติได้!”
เดิมทีเจียงอวิ๋นก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างอยู่แล้วเมื่อตงฟางโป๋กล่าวเช่นนี้อีก เขาก็ยิ่งงุนงงกว่าเดิม จึงรีบส่ายหน้า“ศิษย์พี่ใหญ่ เื่เกี่ยวกับสามสมบัติ ไว้ข้าค่อยขอคำชี้แนะคราวหลังตอนนี้ท่านบอกวิธีแยกแยะว่าสิ่งใดมีหรือไม่มีเจตมรรคก่อนเถอะ!”
“ก็ได้ เช่นนั้นก็ต้องพูดถึงชีวิตปราณจิต! พวกเราที่บำเพ็ญมรรคกันนั้น แท้จริงแล้วสิ่งที่เราบำเพ็ญก็คือชีวิตปราณจิต!”
“ชีวิต หมายถึงเืเนื้อหนังกระดูก รวมไปถึงเส้นลมปราณกล่าวโดยง่ายก็คือ ทุกสิ่งที่รวมกันกลายเป็ร่างกายเรา ปราณย่อมต้องหมายถึงพลังปราณในฟ้าดิน ส่วนจิต ก็คือจิตใจ พลังจิต พวกเราเรียกมันว่าจิตสำนึก”
“ขอเพียงเ้ามีจิตสำนึกที่ทรงพลังมากพอก็จะสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดมีเจตมรรค! แน่นอนว่านอกจากนี้แล้วศาสตราอาคมบางอย่างก็สามารถรับรู้ถึงเจตมรรคได้เช่นกัน”
......
เมื่อเจียงอวิ๋นกลับมาถึงยังเรือนของตัวเอง บนตัวเขาก็มีแผ่นหลัวผาน*เพิ่มขึ้นมาหนึ่งแผ่น นี่เป็ของที่ตงฟางโป๋มอบให้เขา เป็ศาสตราอาคมเล็กๆที่สามารถใช้ตรวจหาเจตมรรคได้
*หลัวผาน แผ่นทรงกลมที่มักใช้ในการคำนวณฮวงจุ้ย
เพราะการจะสร้างจิตสำนึกขึ้นมาได้ต้องบำเพ็ญถึงระดับเบิกปราณขั้นเจ็ดก่อน และหากคิดจะใช้จิตสำนึกตรวจสอบวัตถุอย่างน้อยก็ต้องระดับเบิกปราณขั้นเก้า หรืออาจต้องไปถึงระดับธรณีมงคลก่อนเลยสำหรับเจียงอวิ๋นแล้วยังเป็เื่ที่ค่อนข้างไกลห่างไปหน่อยดังนั้นเขาจึงทำได้แค่บากหน้ารับแผ่นหลัวผานนี่เอาไว้
เมื่อมีแผ่นหลัวผานแล้วต่อจากนี้เจียงอวิ๋นก็สามารถพิสูจน์ความคิดของตนได้แล้วว่ามีเพียงวัตถุที่มีเจตมรรคเท่านั้นหรือไม่ถึงจะทำให้ก้อนหินสีดำเกิดปฏิกิริยาได้
เขาลองทดสอบทั้งโต๊ะศิลา เก้าอี้ศิลากระทั่งพื้นเรือนก็ยังตรวจสอบดูด้วย ในที่สุดก็ยืนยันคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่ได้ว่าวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญมรรคจะมีโอกาสแฝงเจตมรรคไว้สูงกว่า
แต่ตอนนี้เจียงอวิ๋นมีของที่ว่าอยู่ไม่มาก นอกจากพวกโอสถแล้วก็เหลือเพียงพวกคัมภีร์วิชาอาคมกับแหวนบรรจุภัณฑ์และกระบี่เหล็กเท่านั้นที่มีโอกาสมีเจตมรรคแฝงอยู่
เจียงอวิ๋นลองทดสอบดูทั้งหมด แต่ก็ไม่พบปฏิกิริยาใดๆจนเมื่อเขาเลื่อนแผ่นหลัวผานไปอยู่ใกล้กระบี่เหล็ก ก็พลันมีเสียง “ฮูม” ดังขึ้นมาเข็มบนแผ่นหลัวผานสั่นไหว ทำให้เจียงอวิ๋นตื่นเต้นยินดีทันที เช่นนี้ก็หมายความว่ากระบี่เหล็กเล่มนี้มีเจตมรรคแฝงอยู่!
จากนั้นเจียงอวิ๋นก็ปลดก้อนหินออกจากลำคอ สูดหายใจเข้าไปลึกๆ ก่อนจะนำก้อนหินไปวางใกล้ๆกระบี่เหล็กอย่างระมัดระวัง
“เปรี้ยง!”
ก้อนหินสีดำพลันเปล่งประกายแสงลี้ลับออกมา ส่วนกระบี่เหล็กนั้นะเิตามหลัง
ครั้งนี้เจียงอวิ๋นตั้งใจสังเกตอย่างละเอียด พบว่ามีประกายแสงเล็กๆขนาดเท่าเมล็ดงาเสี้ยวหนึ่งพุ่งออกจากซากกระบี่เหล็กไปในก้อนหินสีดำนั่นจริงๆ
“เดาถูกจริงด้วย!”
ในตอนที่เจียงอวิ๋นกำลังตื่นเต้นยินดีอยู่นั้นได้มีเื่ประหลาดเกิดขึ้นอีกครั้ง
ก้อนหินสีดำที่ดูดกลืนเจตมรรคเข้าไปแล้ว พลันเปล่งแสงลี้ลับออกมาอย่างเรืองรองแปรเปลี่ยนเป็วังวนแสง ครอบก้อนหินเอาไว้ทั้งก้อน จากนั้นเมื่อมองผ่านวังวนจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าก้อนหินนั่นได้แปรเปลี่ยนกลายเป็น้ำไปแล้ว!
สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำเอาเจียงอวิ๋นตื่นใจนเบิกตาโตอ้าปากค้างและรู้สึกฉงนงุนงงอย่างมากด้วย เพ่งสมาธิจ้องเขม็งเข้าไปในวังวนแสงทันที
ก้อนหินกลายเป็น้ำแล้วจริงๆเพราะน้ำกองนั้นก็มีลักษณะเป็ทรงสามเหลี่ยมเช่นกัน และมองเห็นได้รางๆ ว่าเหมือนน้ำกองนี้จะยังมีแบ่งระดับด้วย
จะว่าไปก็แปลก ปริมาณของน้ำกองนี้ดูไม่มากเท่าใดนัก เพียงราวๆครึ่งฝ่ามือเท่านั้น ทว่าพอมองดูมันแล้วเจียงอวิ๋นกลับรู้สึกพลุ่งพล่านอย่างบอกไม่ถูก ลึกล้ำไม่อาจหยั่งถึงต่อให้เป็ทะเลสาบขนาดหลายร้อยลี้ในูเาหนึ่งแสนไพศาลเมื่อเทียบกับน้ำกองนี้แล้วก็ดูจะเทียบกันไม่ได้เลย
แน่นอนว่านี่เป็เพียงความรู้สึกของเขาเท่านั้น อย่างไรเสียหากเลื่อนสายตาออกจากวังวนละก็เมื่อมองไปอีกครั้ง วังวนตรงหน้านี้ก็ยังคงมีขนาดเพียงครึ่งฝ่ามือ
“นี่คือน้ำอะไรกันแน่? แล้วมันมีประโยชน์อันใด?”
เจียงอวิ๋นพลันมีความคิดนี้ขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ออก น้ำที่ดูเหมือนจะมีแบ่งหลายระดับกองนี้มันมีประโยชน์อะไรกันแน่?
เมื่อคิดอะไรไม่ออก เจียงอวิ๋นจึงลองนำโอสถเสบียงกรังหนึ่งเม็ดขึ้นมาจากนั้นก็โยนลงไปในน้ำ
“จ๋อม!”
เมื่อโอสถตกลงในน้ำ ได้เกิดระลอกคลื่นเล็กๆ ขึ้นมาจากนั้นมันก็จมลงไป ทว่าจมอยู่แค่ในชั้นที่หนึ่งเท่านั้น ไม่ได้จมลงไปต่อ
เจียงอวิ๋นรอคอยนิ่งๆ ครู่หนึ่งซึ่งโอสถเสบียงกรังนั่นก็ยังคงลอยนิ่งในน้ำไม่ไหวติงไม่มีเหตุการณ์ประหลาดอะไรเกิดขึ้นเลย
เจียงอวิ๋นขมวดคิ้ว ยื่นนิ้วสองนิ้วออกไปอย่างระมัดระวังคิดจะหยิบโอสถกลับขึ้นมาเพื่อดมกลิ่นของน้ำ
แต่เมื่อนิ้วของเขายื่นเข้าไปในวังวนได้ไม่ทันไรตอนที่ัักับผิวน้ำชั้นที่หนึ่งผิวน้ำที่เคยสงบก็พลันพลุ่งพล่านอย่างเกรี้ยวกราดบ้าคลั่งก่อตัวเป็ลูกธนูวารีลูกหนึ่ง ยิงตรงมาทางปลายนิ้วชี้ของเจียงอวิ๋น
ความเร็วนั้นทำให้เจียงอวิ๋นไม่ทันได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ กว่าเขาจะได้สติก็มีเืจากนิ้วมือเขาหยดลงไปในน้ำหนึ่งหยด
เมื่อโลหิตหยดลงสู่น้ำ ก่อเกิดรัศมีวารีขึ้นหนึ่งวง ขยายออกไปรอบๆและขยายลงส่วนลึกไปด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง
ขณะเดียวกัน เจียงอวิ๋นก็ตัวสั่นอย่างรุนแรง ตัวเขาราวกับสูญเสียิญญาไปก็ไม่ปานนิ่งเฉยอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
เพราะตอนนี้ วังวนแสงตรงหน้าได้หายไปอย่างกะทันหัน มาปรากฏตัวขึ้นที่ตันเถียนของเขา!
อีกทั้งมันยังคืนสภาพกลับมาเป็ก้อนหินสีดำใหม่อีกครั้งแล้วด้วย
นิ้วทั้งสองนิ้วของเขายังคงหยุดนิ่งกลางอากาศ บนปลายนิ้วมีโอสถเสบียงกรังที่เพิ่งถูกเขาโยนลงไปในน้ำเมื่อครู่นี้
หลังผ่านไปครู่ใหญ่ เจียงอวิ๋นก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมาในที่สุดเขาก็ได้สติอีกครั้ง พึมพำคนเดียวว่า “ยอมรับเป็นายหรือ?”
เขาเคยได้ยินตงฟางโป๋กล่าวว่า ศาสตราอาคมหรือสมบัติอาคมที่ดีโดยทั่วไปล้วนสามารถใช้เืของตนเพื่อทำให้มันยอมรับเป็นายได้
เช่นนี้ละก็ไม่เพียงแต่สามารถทำให้ศาสตราอาคมหรือสมบัติอาคมมีความคิดเชื่อมโยงกับผู้เป็นายเท่านั้นทั้งยังช่วยให้ไม่ถูกแย่งชิงไปได้ง่ายๆ ด้วย
เมื่อเืของเขาหยดลงไปในน้ำแล้ว เจียงอวิ๋นก็รู้สึกได้รางๆ ว่าเขากับก้อนหินสีดำนั่นเหมือนจะมีความเชื่อมโยงบางอย่างต่อกันอย่างน่าประหลาด
เมื่อนึกคิด ก้อนหินสีดำก็แปรเปลี่ยนเป็ประกายแสงยิงออกมาจากในร่างของเจียงอวิ๋นปรากฏขึ้นบนฝ่ามือเขา
เจียงอวิ๋นมองดูก้อนหินที่กลับกลายเป็วัตถุอีกครั้ง พยักหน้ากล่าว“เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องเป็ห่วงว่าจะถูกผู้อื่นพบเห็น!”
เขาได้ลองทดสอบดูอีกหลายครั้งซ่อนก้อนหินเข้าไปในตันเถียนของตัวเองตามใจชอบจากนั้นก็ยกโอสถเสบียงกรังเม็ดนั้นขึ้นมาวางไว้ตรงหน้า
ครั้งนี้ เจียงอวิ๋นต้องตะลึงไปอีกครั้ง!
เพราะว่าโอสถเสบียงกรังเม็ดนี้ ไม่เพียงแต่เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยมีผิวนอกขรุขระกลายเป็เรียบเนียนเกินบรรยายแต่กลิ่นหอมที่ลอยออกมายังเข้มข้นกว่าเดิมไม่น้อย
เจียงอวิ๋นยืนยันได้ทันทีเลยว่า โอสถเม็ดนี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิม!
และที่สำคัญกว่าคือ ผิวนอกของโอสถยังปรากฏตราประทับรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็นขึ้นมาและตราประทับที่ว่าก็กำลังเลือนหายไปอย่างช้าๆ อีกด้วย
เจียงอวิ๋นรีบเพ่งสายตามองจึงเห็นตราประทับนั้นได้ทันก่อนที่มันจะหายไปอย่างสมบูรณ์พบว่าภายในตราประทับเหมือนจะมีสัญลักษณ์ที่คล้ายกับตัวอักษรซ่อนอยู่ด้วยหนึ่งตัวแผ่กลิ่นอายอันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุดออกมา
ด้วยการสั่งสอนจากปู่เจียงอวิ๋นไม่กล้ากล่าวว่าตนเป็ผู้มีการศึกษาเป็อย่างดี ทว่าอย่างน้อยเขาก็รู้จักตัวหนังสือ แต่สัญลักษณ์ในตราประทับนั่นเขากลับไม่รู้จักแต่อย่างใด
เขาจับจ้องไปที่โอสถเสบียงกรัง พึมพำออกมาว่า“หากโยนโอสถลงไปในน้ำที่เปลี่ยนมาจากก้อนหินนั่น จะมีตราประทับที่มีสัญลักษณ์คล้ายตัวอักษรตัวหนึ่งแฝงอยู่ปรากฏขึ้นทำให้ประสิทธิภาพของโอสถเพิ่มสูงขึ้นอย่างใหญ่หลวง นี่ก็คือประโยชน์ของก้อนหินหรือ?”
“แล้วถ้าใส่วัตถุอื่นๆ ลงไปจะทำให้มีตราประทับและทำให้มีคุณภาพสูงขึ้นจากเดิมได้เหมือนกันไหม?”