ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่ไร้แสงดาว หลินชิงเหยาเดินโซซัดโซเซออกจากซากปรักหักพังของจวนเสนาบดีหลิน ร่างกายของนางเต็มไปด้วยเขม่าควันสีดำและรอยถลอกปอกเปิกจากเปลวเพลิงที่เผาผลาญอดีตของนางจนหมดสิ้น ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นดินที่เย็นเยียบเต็มไปด้วยความเ็ปที่ร้าวลึกไปถึงกระดูก แต่ความเ็ปทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความว่างเปล่าและไฟแค้นที่สุมอยู่ในอก
เสื้อผ้าที่เคยงดงามบัดนี้ขาดวิ่นและเปื้อนคราบเื ผมยาวที่เคยเรียบเนียนกลับรุ่งรังและติดใบไผ่แห้ง ใบหน้าที่เคยขาวเนียนเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและเขม่าควัน แต่ดวงตาของนางกลับยังคงเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันดับ นางเดินไปอย่างไร้จุดหมาย ข้ามผ่านป่ารกชัฏและลำธารที่ไหลเชี่ยว เท้าเปล่าของนางถูกหินแหลมและหนามไผ่บาดจนเืไหล แต่นางไม่รู้สึกเจ็บ ความเ็ปทางกายภาพนั้นไม่มีทางเทียบได้กับความเ็ปที่กัดกินอยู่ในหัวใจ
ลมหนาวในยามค่ำคืนพัดผ่านร่างกายที่บอบช้ำ ทำให้นางสั่นะเื แต่นางก็ยังคงเดินต่อไป ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน มีเพียงความ้าที่จะหนีให้ไกลจากความทรงจำอันเ็ป จากกลิ่นควันไฟและเืที่ยังคงติดอยู่ในจมูก จากเสียงกรีดร้องของท่านแม่ที่ยังก้องอยู่ในหู
ป่าใหญ่ที่นางเดินผ่านเต็มไปด้วยเสียงประหลาดในยามค่ำคืน เสียงนกฮูกร้อง เสียงใบไผ่เสียดสี และเสียงสัตว์ป่าที่ซ่อนอยู่ในพุ่มไผ่ แต่ชิงเหยาไม่รู้สึกกลัว ในใจของนางมีเพียงความว่างเปล่าและความโกรธที่ลุกโชน นางเดินผ่านลำธารเล็กๆ น้ำเย็นเฉียบไหลผ่านเท้าที่าเ็ ทำให้รู้สึกชื่นใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถชะล้างความเ็ปในใจได้
จนกระทั่งมาถึงเขตแดนของ "หุบเขาไร้เงา" สถานที่เร้นลับที่เล่าขานกันว่าเป็ที่สถิตของเหล่าิญญาที่ถูกลืม หุบเขาแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยสายหมอกหนาทึบที่ไม่เคยจางหาย แม้ในยามกลางวันก็ยังมืดมิดราวกับค่ำคืน ต้นไผ่ั์ที่สูงเสียดฟ้าเรียงรายอยู่รอบๆ ใบไผ่เสียดสีกันสร้างเสียงที่น่าขนลุก ราวกับเสียงกระซิบของิญญาที่หลงทาง
อากาศในหุบเขาหนาวเหน็บและชื้นแฉะ กลิ่นของดินเปียกและใบไผ่เน่าเซาะเข้าจมูก ทำให้รู้สึกหดหู่และสิ้นหวัง แสงจันทร์ไม่สามารถทะลุผ่านสายหมอกหนาทึบมาถึงพื้นดินได้ ทำให้ทุกอย่างจมอยู่ในความมืดมิดที่น่าสะพรึงกลัว เสียงเท้าของชิงเหยาก้องไปในความเงียบ ผสมกับเสียงหยดน้ำที่ตกจากใบไผ่
ชิงเหยารู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในโลกอื่น โลกที่แยกออกจากความเป็จริง ที่ซึ่งเวลาหยุดนิ่งและความทรงจำกลายเป็ฝันร้าย นางเดินต่อไปโดยไม่รู้ทิศทาง มีเพียงสัญชาตญาณที่ผลักดันให้เดินต่อไป ราวกับมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเรียกร้องให้นางมาที่นี่
ร่างกายของนางเริ่มอ่อนแรงลงจากการเดินทางอันยาวนาน ความหิวโหยและความกระหายน้ำเริ่มกัดกินร่างกาย แต่นางก็ยังคงเดินต่อไป จนกระทั่งเท้าของนางสะดุดรากไผ่และล้มลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ดินเปียกและใบไผ่เน่าเซาะเข้าปาก รสชาติขมและเค็มแทรกเข้ามา แต่นางไม่มีแรงที่จะลุกขึ้น
ชิงเหยาหมดเรี่ยวแรงล้มลงแทบเท้าของสตรีสูงวัยผู้หนึ่งที่ยืนนิ่งสงบอยู่ท่ามกลางสายหมอกที่ปกคลุมหุบเขา สตรีผู้นั้นปรากฏขึ้นมาราวกับเงาในความฝัน ร่างกายสูงเพรียวห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมสีดำที่ปลิวไสวไปตามลม ใบหน้าที่แม้จะมีริ้วรอยของวัยแต่ก็ยังคงเห็นร่องรอยของความงามที่เคยมี ผมสีเงินยาวปล่อยไว้เป็ธรรมชาติ และดวงตาที่เย็นเยียบแต่เปี่ยมไปด้วยภูมิปัญญา
สตรีผู้นั้นคือ "แม่เฒ่าหง" อดีตยอดหญิงสายลับผู้เลื่องชื่อที่เคยถูกขุนนางชั่วทรยศหักหลังจนต้องเร้นกายจากโลกภายนอกมานับสิบปี นางเคยเป็ผู้หญิงที่มีอำนาจและอิทธิพลในราชสำนัก เป็ที่เกรงขามของศัตรูและเป็ที่ไว้วางใจของพระาา แต่ความไว้ใจนั้นกลับกลายเป็เหตุแห่งความหายนะ เมื่อผู้ที่นางไว้ใจหักหลังและทำลายทุกสิ่งที่นางรัก
ดวงตาของแม่เฒ่าหงที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจ้องมองเด็กสาวในสภาพบอบช้ำที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหญ้า นางเห็นเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นและคราบเืที่แห้งกรัง เห็นรอยาแบนใบหน้าและแขนขา เห็นผมที่รุ่งรังและเปื้อนเขม่าควัน แต่สิ่งที่สะดุดตานางที่สุดกลับไม่ใช่าแทางกาย หากแต่เป็ดวงตาของเด็กสาววัยสิบห้าที่ยังคงเบิกกว้าง
แววตาคู่นั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวหรือความสิ้นหวังอย่างที่ควรจะเป็ แต่มันกลับคุโชนไปด้วยไฟอาฆาตที่แรงกล้าดุจเปลวเพลิงมัจจุราช มันเป็แววตาของผู้ที่ได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ มันเป็แววตาที่แม่เฒ่าหงเคยเห็นในกระจกเมื่อสิบปีก่อน เมื่อนางเองก็เคยอยู่ในสภาพเดียวกันนี้
แม่เฒ่าหงขยับกายเข้ามาใกล้พลางใช้สายตาเ็าพิจารณาเด็กสาวตรงหน้า นางเดินรอบๆ ชิงเหยาอย่างช้าๆ ราวกับกำลังประเมินสิ่งที่เห็น มองดูรูปร่างหน้าตา ดูท่าทางและการหายใจ นางเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ใต้ร่างกายที่บอบช้ำ เห็นความแข็งแกร่งที่ฝังลึกอยู่ในจิติญญา
"เด็กน้อย" แม่เฒ่าหงเอ่ยด้วยเสียงที่เ็าแต่ไม่ใช่เสียงที่โหดร้าย "เ้ามาที่นี่ได้อย่างไร? หุบเขาแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่"
ชิงเหยาพยายามลุกขึ้น แต่ร่างกายที่อ่อนแรงทำให้นางสะดุดล้มลงอีกครั้ง นางมองขึ้นไปยังสตรีสูงวัยด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเ็ปและความโกรธ "ข้า... ข้าไม่มีที่ไปแล้ว" เสียงของนางแหบแห้งและสั่นเครือ "พวกมันฆ่าครอบครัวข้า เผาบ้านข้า ข้าไม่มีอะไรเหลือแล้ว"
แม่เฒ่าหงฟังด้วยความสนใจ นางเห็นความเ็ปที่แท้จริงในดวงตาของเด็กสาว เห็นความโกรธที่ฝังลึก และเห็นความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ นี่คือสิ่งที่นางกำลังมองหา คนที่มีเหตุผลในการแก้แค้น คนที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อความยุติธรรม
ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าทรงพลัง "เ้า้าตายอย่างหมาข้างถนนที่ไม่มีใครจดจำ หรือจะเลือกมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นพวกมันหมอบกราบแทบเท้าเ้าด้วยความหวาดกลัว?"
คำถามนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของชิงเหยา มันเป็คำถามที่เปิดประตูสู่ความหวังที่นางคิดว่าได้สูญหายไปแล้ว นางรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิดพยุงกายขึ้นคุกเข่าลงแทบเท้าของแม่เฒ่าหง ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บและอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน มือเล็กๆ ของนางกำแน่นจนเล็บฝังลึกเข้าไปในฝ่ามือ ทำให้เืซึมออกมาเล็กน้อย แต่นางไม่รู้สึกเจ็บ ความเ็ปทางกายภาพนั้นไม่มีทางเทียบได้กับความเ็ปที่กัดกินอยู่ในหัวใจ
"ข้าเห็นพวกมันฆ่าท่านพ่อตรงหน้าข้า" ชิงเหยาพูดด้วยเสียงที่สั่นะเืด้วยความโกรธ "ข้าเห็นรอยยิ้มโหดร้ายของพวกมันเมื่อเผาบ้านของข้า ข้าจำหน้าพวกมันได้ทุกคน ทุกรายละเอียด" ดวงตาของนางเต็มไปด้วยไฟแค้นที่ลุกโชน "ข้าจะไม่ยอมตายอย่างไร้ค่า ข้าจะทำให้พวกมันจ่ายราคา!"
แม่เฒ่าหงมองลงมายังเด็กสาวที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า ในดวงตาของนางมีความประหลาดใจและความชื่นชม นางเห็นความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ร่างกายที่บอบบาง เห็นจิติญญาที่ไม่ยอมแพ้แม้จะถูกทำลายจนแทบสิ้นซาก
"เ้าพูดว่าจำหน้าพวกมันได้" แม่เฒ่าหงเอ่ยด้วยความสนใจ "บอกข้าสิ พวกมันหน้าตาเป็อย่างไร?"
ชิงเหยายกหน้าขึ้นมอง ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น "คนแรกสูงโปร่ง ผิวคล้ำ มีแผลเป็เล็กๆ บนใบหน้า ถือดาบวงพระจันทร์ที่เปื้อนเืของท่านพ่อ" เสียงของนางเริ่มแข็งขึ้น "คนที่สองรูปร่างปานกลาง ดวงตาเฉียบคม สวมตรานกกระเรียนหยกที่เอว เขาเป็คนที่ขโมยบันทึกหงส์อัคคีไป"
"และคนสุดท้าย" ชิงเหยาหยุดชั่วครู่ ความโกรธในดวงตาเพิ่มขึ้น "เขาเป็หัวหน้า สวมปลอกดาบหนังเสือดาว รูปร่างแข็งแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ ดวงตาเ็าและไร้ความเมตตา เขาเป็คนสั่งให้เผาจวนของข้า"
แม่เฒ่าหงฟังด้วยความตั้งใจ ใบหน้าของนางค่อยๆ เปลี่ยนไป มีความโกรธและความเกลียดชังผุดขึ้นมา "ดาบวงพระจันทร์... ตรานกกระเรียนหยก... ปลอกดาบหนังเสือดาว..." นางกระซิบซ้ำคำเ่าั้ "ข้ารู้จักพวกมัน พวกมันคือสามอสูรแห่งราชสำนัก ลิงจื่อหาน หวังเจียิ และเฉินิซาน"
"เ้ารู้จักพวกมันหรือ?" ชิงเหยาถามด้วยความตื่นเต้น
แม่เฒ่าหงพยักหน้าอย่างช้าๆ "ไม่เพียงแต่รู้จัก ข้ายังมีเหตุผลส่วนตัวที่จะ้าเห็นพวกมันตาย" ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเ็ปจากอดีต "สิบปีก่อน พวกมันเป็คนที่หักหลังข้า ทำให้ข้าสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง และต้องมาซ่อนตัวในที่แห่งนี้"
บรรยากาศรอบๆ เปลี่ยนไป สายหมอกดูหนาทึบขึ้น และลมที่พัดผ่านใบไผ่สร้างเสียงที่น่าขนลุกยิ่งขึ้น ราวกับธรรมชาติเองก็รู้สึกถึงความโกรธแค้นที่กำลังก่อตัวขึ้น
นางสำลักคำพูดออกมาเพียงคำเดียวทว่ามันกลับหนักแน่นและชัดเจนที่สุดในชีวิต "ล้างแค้น..."
แม่เฒ่าหงยกยิ้มหยันที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชและเข้าใจในชะตากรรมเดียวกัน รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเศร้าโศกและความโหดร้าย นางเดินเข้ามาใกล้ชิงเหยามากขึ้น ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเรียวยาวเชยคางของเด็กสาวขึ้นมาสบตา
"เด็กน้อย เ้ารู้หรือไม่ว่าการแก้แค้นนั้นต้องแลกด้วยอะไร?" แม่เฒ่าหงถามด้วยเสียงที่เ็าแต่อ่อนโยน "มันไม่ใช่เส้นทางที่จะนำพาความสุขมาให้ แต่เป็เส้นทางแห่งความมืดมิดและความเ็ป"
ชิงเหยามองตรงเข้าไปในดวงตาของแม่เฒ่าหงโดยไม่หลบหลีก "ข้าไม่้าความสุข ข้า้าเพียงความยุติธรรม ข้า้าให้พวกมันจ่ายราคาสำหรับสิ่งที่พวกมันทำ"
"ดีมาก" แม่เฒ่าหงพอใจกับคำตอบ "แต่เ้าต้องเข้าใจว่า วิชาของข้าไม่ได้สอนให้คนฆ่ากันด้วยกระบี่หรืออาวุธที่จับต้องได้ แต่มันคือศาสตร์แห่งการฆ่าด้วยราคะและจิตใจที่พังทลาย เ้าจะต้องเปลี่ยนร่างกายที่งดงามของเ้าให้กลายเป็กรงขัง และใช้เสน่ห์ที่เย้ายวนเป็ยาพิษที่ปลิดชีพพวกมันอย่างช้าๆ"
ชิงเหยาฟังด้วยความตั้งใจ แม้คำพูดเ่าั้จะฟังดูน่าสะพรึงกลัว แต่นางไม่รู้สึกกลัวเลย ในใจของนางมีเพียงความมุ่งมั่นที่จะแก้แค้น
"เ้าจะต้องเรียนรู้ศิลปะแห่งการล่อลวง" แม่เฒ่าหงพูดต่อ "การใช้ความงามเป็อาวุธ การทำให้ผู้ชายหลงใหลจนสูญเสียสติ และการทำลายพวกเขาจากภายใน เ้าจะต้องเรียนรู้การเต้นรำที่เย้ายวน การร้องเพลงที่หลอกหลอน และการใช้ร่างกายเป็เครื่องมือแห่งการทำลายล้าง"
แม่เฒ่าหยุดเล็กน้อย สายตาของนางเปลี่ยนไปเป็ความเย็นเยียบที่น่าสะพรึงกลัว ก่อนจะถามย้ำด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น "เ้าพร้อมจะทิ้งความเป็คน ทิ้งศักดิ์ศรีและตัวตนที่เคยเป็ เพื่อกลายเป็ปีศาจในคราบหญิงงามที่ไร้หัวใจหรือไม่?"
คำถามนั้นหนักหนาและเต็มไปด้วยความหมาย มันเป็คำถามที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของชิงเหยาไปตลอดกาล หากนางตอบรับ นางจะไม่สามารถกลับไปเป็เด็กสาวผู้บริสุทธิ์ได้อีก นางจะต้องเดินบนเส้นทางแห่งความมืดมิดและการทำลายล้าง
ชิงเหยาไม่ลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาที ความทรงจำ "คันฉ่องเงา" ฉายภาพใบหน้าของฆาตกรทั้งสามและเสียงกรีดร้องของท่านแม่ขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ภาพเืของท่านพ่อที่ไหลออกมาจากแผลที่อก ภาพเปลวไฟที่เผาผลาญบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำ และภาพรอยยิ้มโหดร้ายของพวกฆาตกร
ทุกภาพเ่าั้ทำให้ไฟแค้นในใจของนางลุกโชนขึ้นอีกครั้ง นางพยักหน้าอย่างมั่นคง แววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "ข้าพร้อม... ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าก็จะทำ"
แม่เฒ่าหงมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ นางเห็นความมุ่งมั่นที่แรงกล้าและความแค้นที่ฝังลึก สิ่งเหล่านี้จะเป็พื้นฐานที่ดีในการสร้างอาวุธสังหารที่สมบูรณ์แบบ
"ดีมาก" นางกล่าวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ "แต่ก่อนที่เราจะเริ่ม เ้าต้องเข้าใจว่าการฝึกฝนจะเ็ปมาก ทั้งกายและใจ เ้าจะต้องเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ การซ่อนความรู้สึกที่แท้จริง และการแสดงเป็คนอื่น"
ชิงเหยาพยักหน้า "ข้าเข้าใจ และข้าพร้อม"
แม่เฒ่าหงยื่นมือออกมา "งั้นลุกขึ้นเถอะ เด็กน้อย จากนี้ไป เ้าจะไม่ใช่หลินชิงเหยาผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป เ้าจะกลายเป็อาวุธแห่งการแก้แค้น เป็ปีศาจที่จะทำลายล้างศัตรูของเราให้สิ้นซาก"
ชิงเหยาจับมือของแม่เฒ่าหงและลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะยังอ่อนแรง แต่จิตใจของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นางรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ เกิดจากเถ้าถ่านแห่งความพินาศ
"สำนักของข้ามีชื่อว่า สำนักบุปผาอาดูร" แม่เฒ่าหงอธิบาย "มันคือสถานที่ที่จะเปลี่ยนเ้าจากเด็กสาวผู้บอบช้ำให้กลายเป็หญิงงามผู้อันตราย เ้าจะเรียนรู้ศิลปะแห่งการเสน่ห์หลอน การเต้นรำที่ชวนหลงใหล และการใช้ร่างกายเป็อาวุธที่ร้ายแรงที่สุด"
พวกนางเดินเข้าไปในหุบเขาอย่างช้าๆ สายหมอกหนาทึบปกคลุมรอบตัว ทำให้มองเห็นได้เพียงไม่กี่ก้าวข้างหน้า เสียงเท้าของพวกนางก้องไปในความเงียบ ผสมกับเสียงลมที่พัดผ่านใบไผ่
"การฝึกฝนจะใช้เวลาหลายปี" แม่เฒ่าหงพูดขณะเดิน "เ้าจะต้องเรียนรู้ภาษาต่างๆ การแสดง การร้องเพลง การเต้นรำ และที่สำคัญที่สุดคือการอ่านใจคน เมื่อเ้าพร้อมแล้ว เราจะส่งเ้ากลับไปยังราชสำนัก ในฐานะหญิงงามลึกลับที่จะทำลายศัตรูของเราทีละคน"
ชิงเหยาฟังด้วยความตั้งใจ หัวใจของนางเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและความมุ่งมั่น นางจินตนาการถึงวันที่จะได้เผชิญหน้ากับฆาตกรของครอบครัว วันที่จะได้เห็นความหวาดกลัวในดวงตาของพวกมัน
ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดมิดและไร้ซึ่งแสงดาวนำทาง จุดเริ่มต้นของ "สำนักบุปผาอาดูร" จึงได้ถือกำเนิดขึ้นในคืนนั้นเอง สถานที่แห่งนี้จะไม่ใช่ที่พักพิงของคนอ่อนแอ แต่มันจะเป็เบ้าหลอมที่เปลี่ยนเด็กสาวผู้บอบช้ำให้กลายเป็อาวุธสังหารที่งดงามที่สุดเท่าที่แผ่นดินเคยมีมา เพื่อรอวันที่จะกลับไปทวงคืนความยุติธรรมด้วยเืและน้ำตาของศัตรูให้สาสมกับความเ็ปที่นางได้รับมา
ตลอดทั้งชีวิตนางจะไม่มีวันหันหลังกลับ และจะไม่มีวันลืมเลือนคำสาบานที่ให้ไว้ต่อหน้าแม่เฒ่าหงในคืนนี้ไปจนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะดับสิ้นลงคามือของฆาตกรเ่าั้เอง