หลังสิ้นเสียง ปัง! ภายในพริบตาเดียวตาแก่เย่หายตัวไปจากจุดที่ยืนอยู่ เซิ่งมู่ขนคอลุกชัน เงยหน้าขึ้นไปยกแขนสองข้างเตรียมรับการโจมตีจากตาแก่เย่ กลางอากาศปรากฎร่างชายชราหนวดขาวใส่ชุดบัณฑิตกำลังวาดเท้าลงไปยังเซิ่งมู่ ทำให้แขนของเซิ่งมู่เ็ปร้าวไปยันกระดูก
ตาแก่เย่อาศัยแรงปะทะพลิกเท้ากลางอากาศถีบแขนที่กันไว้ของเซิ่งมู่พุ่งไปยังเด็กชายอีกคนที่ห่างไปไม่ไกล
ต้าจินที่ตั้งตัวไม่ทันโดนหมัดซ้ายของตาแก่เย่กระแทกไปยังกลางหน้าอก
ไม่ทันได้ออกเสียงร้องก็ถูกตาแก่เย่ที่ยังอยู่กลางอากาศใช้เท้าทั้งสองถีบให้กระเด็นมาติดๆ ทำให้ต้าจินพุ่งไปหลายจั้งจนร่างกายอันกำยำฝังเข้าไปในกำแพงเรือนบ้าน
หลังะโถีบต้าจินแล้ว ตาแก่เย่หมุนตัวพริ้วลงที่พื้น เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในไม่กี่พริบตาเท่านั้น ั้แ่ตาแก่เย่หายตัวไปจนถึงส่งต้าจินเข้าไปฝังตัวในกำแพง
“แก่นของการฝึกวรยุทธ ไม่ได้อยู่ที่ความสวยงาม ไม่ได้อยู่ที่ร่างกายที่แข็งแกร่ง ยิ่งไม่ได้อยู่ที่ความต่างชั้นของวรยุทธ แต่อยู่ที่จิตใจ” ตาแก่เย่ถอดรองเท้าหุ้มข้อที่ใส่อยู่ พร้อมม้วนแขนเสื้อขึ้นมาอีกเล็กน้อย
“เมื่อไหร่ที่จิตใจของเ้ายอมสยบต่อผู้ที่หมัดแข็งกว่า หวาดกลัวผู้มีวรยุทธเหนือกว่า แม้จะยังไม่เริ่มสู้ตัดสินเป็ตาย เส้นทางวรยุทธของเ้าก็จบแล้ว แม้ชีวิตอาจไม่สิ้น แต่วิถียุทธที่ฝึกก็ยากจะเดินไปต่อได้”
เซิ่งมู่หันไปมองต้าจินที่กำลังงัดตัวเองออกมาจากกำแพง ก่อนจะก้มมองแขนตนเองที่บวมช้ำเป็สีม่วง คาดว่ากระดูกข้างในคงหักแล้วกระมัง
เมื่อไหร่ที่ถึงเวลาฝึกหมัดตาแก่เย่ที่อืดอาดี้เี กลับกระปี้กระเปร่า รวดเร็ว เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ
ั้แ่อายุหกขวบตราบจนตอนนี้ เซิ่งมู่ต้องฝึกหมัดกับตาแก่เย่แทบไม่เว้นวัน ถึงจะพูดว่าฝึกหมัดแต่เรียกว่าโดนซ้อมมากกว่า
ในส่วนของต้าจินนั้น เริ่มมาฝึกหมัดกับตาแก่เย่หลังอายุสิบขวบ ต้าหุ้ยพ่อของต้าจินเป็คนร้องขอด้วยตนเอง แต่ในส่วนต้าจินนั้นก็ไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร คงเป็เพราะต้าจินเป็คนไม่คิดเยอะเหมือนตนหรืออาจเพราะโดนป้อนหมัดเยอะเกินไปจนสมองเริ่มเสื่อมไปแล้วกระมัง
“เตรียมตัวรับหมัด” ตาแก่เย่กล่าวเสียงดังขึ้นมา พร้อมตั้งท่าหมัด มือซ้ายยกมาข้างหน้ากำไว้แน่น มือขวากำหลวมๆ ไว้ข้างลำตัว เท้าสองข้างวางอย่างมั่นคง เป็กระบวนท่าพื้นฐานวิชาหมัดที่ตาแก่เย่เป็คนคิดขึ้นเอง
เซิ่งมู่และต้าจินที่ขุดตัวเองออกมาได้แล้วจึงตั้งท่าที่คล้ายกัน ทั้งสองหน้าเคร่งเครียด จ้องไปยังตาแก่เย่
ตาแก่เย่บิดเท้าเล็กน้อย ก่อนร่างจะพุ่งตัวมายังเซิ่งมู่ เซิ่งมู่ก็ไม่ถอยหนีเปลี่ยนท่าหมัดเป็ท่าตั้งรับ แบมือทั้งสองให้หลวมๆ ใช้ในการเบี่ยงการโจมตีจากหมัดซ้ายของตาแก่เย่ที่พุ่งเข้ามา เมื่อหมัดตาแก่เย่โดนเบี่ยงการโจมตีไป จึงเปลี่ยนจากใช้หมัดเป็การหมุนตัว ตีศอกขวาตามมายังขมับเซิ่งมู่ เซิ่งมู่ที่คาดไว้แล้วจึงใช้แขนขวากันการโจมตีจากตาแก่เย่ ในขณะนั้นเองต้าจินที่สบโอกาสโจมตีจึงพุ่งเข้ามาตีเข่าใส่ตาแก่เย่ ตาแก่จึงใช้มือซ้ายรับเข่าต้าจินไว้
ตาแก่เย่ตอนนี้จึงดูเหมือนฟันเฟืองที่ติดขัด ทุกท่าของทั้งสามคนต่างขัดกันและกัน ยากต่อการออกกระบวนท่าต่อไป
“ดี! ดีมาก หลังโดนหมัดไปหลายปีถึงจะมีสมองขึ้นบ้าง!” ตาแก่เย่ะโออกมา
สิ้นเสียงตาแก่เย่ใช้มือที่จับเข่าต้าจินหมุนบิดจนต้าจินเสียหลักหน้าคะมำก่อนที่จะเปลี่ยนท่าตีศอกเป็การยืดแขนจับเซิ่งมู่โยนออกไปทางด้านหลัง จากนั้นตาแก่เย่จึงใช้สันเท้าฟาดซ้ำไปยังศีรษะของต้าจินที่ได้ล้มทิ่มหัวคะมำไปแล้ว ทำให้ต้าจินหมดสติไป เหลือเพียงเซิ่งมู่เผชิญหน้ากับตาแก่เย่เพียงลำพัง
เซิ่งมู่เอ่ยสบถในใจ วันนี้ข้าอายุสิบหกปีถือว่าเป็ผู้ชายเต็มตัวแล้ว สิบปีที่ผ่านมายังมิเคยต่อยตาแก่โดน อย่างน้อยขอแค่สักหมัดเข้าหน้าตาแก่นี่ได้ชีวิตนี้ก็ไม่เสียใจ!
ก่อนที่เซิ่งมู่จะพบว่าตาแก่เย่หายไปอีกครั้งพร้อมเสียงดัง ปัง! ตามมาด้วยสติของเซิ่งมู่ที่ค่อยๆ วูบดับไป
ผ่านไปครึ่งก้านธูป (ปรมาณ 15 นาที) เซิ่งมู่จึงตื่นขึ้นมา พบว่าตนเองและต้าจินกำลังแช่อยู่ในถังยาสมุนไพรถังใหญ่
นี่ถือว่าเป็หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของเซิ่งมู่ ยามเหมารดน้ำผัก ยามเฉินกินข้าว ยามซื่อฝึกหมัด (ยามเหมา 05.00–06.59, ยามเฉิน 07.00–08.59, ยามซื่อ 09.00-10.59)
ั้แ่เด็กยันโตเซิ่งมู่ทำแบบนี้แทบไม่เว้นวัน บางวันที่ตาแก่เย่ไม่อยู่เซิ่งมู่ถึงจะได้มีโอกาสพักผ่อน อ่านตำราปราชญ์ ศึกษาศิลป์ตามประสาตนเอง แต่เมื่อไหร่ที่ตาแก่เย่อยู่ นอกจากโดนตาแก่เย่ซ้อมแล้ว เวลานอกจากนั้นเซิ่งมู่จะใช้ในการทบทวนวิชาหมัด เมื่อเริ่มแรกก็ลำบาก แต่หลังผ่านไปนานปีกลับกลายเป็นิสัย วันไหนที่ไม่โดนซ้อมเซิ่งมู่กลับเป็คนที่รู้สึกไม่สบายใจเองด้วยซ้ำไป
“ข้าไม่เข้าใจจริงๆ เลยเ้าทนทำแบบนี้ทุกวันได้ยังไง” ต้าจินที่เห็นเซิ่งมู่ได้สติแล้ว หันมาถาม “ข้ายังดี ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับตาแก่ วันไหนไม่อยากก็แค่บอกว่ามีเรียนตีเหล็ก แต่เ้านี่สิดีนัก หนีก็หนีไม่ได้” ต้าจินพูดเสร็จก็หัวเราะออกมา
“แปลว่าที่เ้าหายตัวไปห้าวันห้าคืนไม่ใช่เพราะเรียนวิชากับพ่อเ้า แต่กลับไม่อยากฝึกหมัดเรอะ” เสียงแก่ๆ ดังออกมาจากเรือนบ้านด้านหลังเซิ่งมู่ “งั้นวันนี้รักษาเสร็จแล้ว ฝึกต่ออีกสักสามชั่วยาม ดีหรือไม่?”
ต้าจินสะดุ้งโหยง ทำหน้าดั่งสุนัขหงอยกล่าวออกมาอย่างน้อยใจว่า “ข้าแค่คุยเล่นกับเซิ่งมู่แก้เบื่อเท่านั้นเองตาแก่ ไหนเลยข้าจะกล้าขนาดนั้น”
เซิ่งมู่สบตาต้าจินก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมา
“ฝึกหมัดต้องฝึกด้วยกัน... ต้าจินเสร็จ ก็เ้าต่อมู่เอ๋อ ว่าอย่างไร”
คราวนี้เป็เซิ่งมู่ทำหน้าแข็ง พร้อมเสียงหัวเราะของต้าจินดังขึ้นแทน
หลังทั้งคู่คุยเล่นและทบทวนการฝึกหมัดได้สักพัก ต้าจินก็หันมามองเซิ่งมู่ก่อนจะเอ่ยว่า “ตาแก่บอกเ้ารึยัง”
“บอกเื่อะไร” เซิ่งมู่ถามกลับ เพราะหากพูดถึงเื่ที่เขาสงสัยหรือเื่ที่ตาแก่เคยบอก คงมากมายนักจนไม่รู้ว่าสหายตรงหน้าตนเองคนนี้กำลังหมายถึงเื่อะไร
“เื่ที่พ่อของข้าจะให้ข้าไปศึกษาต่อสำนักผู้ฝึกตนอย่างไรละ” ต้าจินทำหน้าครุ่นคิด ก่อนเอ่ยต่อ “ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสำนักผู้ฝึกตนหมายถึงอะไร?”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินคำตอบของต้าจินจึงส่ายหน้าพร้อมกับนึกสงสัยในใจ เื่นี้เหมือนเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเช่นกัน สำนักผู้ฝึกตน? หรือพ่อต้าจินจะหมายถึงสำนักของนักบวชโกนหัวนั่งท่องคัมภีร์?
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังออกมาจากเรือนด้านหลังเซิ่งมู่ ตาแก่เย่ที่ตอนนี้ยังคงใส่ชุดบัณฑิตพร้อมถือพัดพับเดินเนิบนาบออกมาจากเรือนด้านหลังเอ่ยว่า “เ้าทั้งคู่อายุสิบหกปี ก็ควรจะรู้เื่พวกนี้ไว้” ตาแก่คลี่พัด พัดลมให้ตัวเองเบาๆ พร้อมเอนหลังที่เก้าอี้ไม้ไผ่หน้าเรือน
“สำนักฝึกตนหมายถึงสำนักของพวกเทพเซียน” ตาแก่เอ่ย
ต้าจินที่ได้ยินจึงหันมาถามว่า “เทพเซียนไม่ใช่แค่เื่เล่าเรอะ”
ตาแก่ที่ได้ยินดังนั้นจึงผายมือไปยังกาน้ำชาที่อยู่ห่างไปไม่ไกล ก่อนที่กานั้นจะลอยพริ้วเข้ามามือของตาแก่อย่างนุ่มนวล
เซิ่งมู่และต้าจินที่เห็นดังนั้นจึงมองตาแก่เย่ด้วยความฉงน
ตาแก่เย่รินน้ำชาให้ตนเองก่อนจะกล่าวว่า “ข้าไม่ใช่เซียน แต่เป็ผู้ฝึกยุทธ” ตาแก่เย่หายใจเข้าคราหนึ่งพลางเอ่ยต่อ “ผู้ฝึกยุทธและเซียนนั้นไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้อยู่กันคนละโลก” ตาแก่เย่จิบชาเบาๆ ก่อนจะหันมาทางเซิ่งมู่ “เ้ารู้หรือไม่ว่าเมืองเล็กเราตั้งอยู่ที่ใด”
“เมืองเล็กของเราตั้งในอาณาจักรชิงอวิ๋น นอกจากอาณาจักรชิงอวิ๋นยังมีอาณาจักรใหญ่แห่งอื่นที่คอยปกครองเมืองและหมู่บ้านแห่งอื่นอีก” เซิ่งมู่พยายามนึกถึงความรู้ในตำราที่ตนเคยได้อ่าน
“นอกจากนั้นเล่า?” ตาแก่เย่ถาม
“ไม่รู้แล้ว” เซิ่งมู่ส่ายหน้า
ตาแก่เย่ได้ยินจึงอืมรับพร้อมพยักหน้าก่อนจะเริ่มสาธยายให้ฟัง “ความจริงแล้วอาณาจักรชิงอวิ๋นไม่ใช่ที่ที่กว้างใหญ่ที่สุด เหนือไปกว่าอาณาจักรนับสิบที่ควบคุมโดยราชวงศ์ ยังมีการแบ่งอำนาจที่สูงกว่านั้น” ตาแก่เย่ลุกมาจากม้านั่ง เดินมาใกล้บ่อต้มสมุนไพรที่ทั้งสองแช่อยู่ ก่อนจะหยิบกิ่งไม้มาวาดลำดับขั้นจากใหญ่ไปเล็ก
“พูดถึงลำดับขั้นใหญ่ไปเล็ก ใหญ่สุดคือโลกใบนี้ที่เราดำรงอยู่ บนโลกของเรามีทวีปทั้งหมดสามทวีป ผ่านการบุกเบิกแล้วสองทวีป หนึ่งคืออู๋จี๋ทวีป ขอบเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีมนุษย์มากมายอาศัยอยู่ ทั้งแคว้นทั้งอาณาจักรรวมกันแล้วหลายพัน แม้แต่ข้าก็ไม่อาจหยั่งรู้ ส่วนอีกทวีปคือ เชิงซวนทวีป เป็ทวีปที่ตั้งของเมืองเล็กและอาณาจักรชิงอวิ๋นที่เราอาศัย ทวีปเชิงซวนของเราเมื่อเทียบกับอู๋จี๋แล้ว มีขอบเขตเล็กกว่ามาก มีการแบ่งอำนาจเป็หกแว่นแคว้น ในแต่ละแคว้นมีมากมายหลายอาณาจักร อาณาจักรชิงอวิ๋นของเราตั้งอยู่ในแคว้นิ”
ตาแก่เย่วาดแผนผังลำดับขั้นที่พื้นไปพลางอธิบายไปพลาง ก่อนที่เซิ่งมู่จะเปิดปากถามว่า “ท่านปู่ ท่านบอกว่ามีการแบ่งอำนาจเป็หกแคว้นหมายความว่าอย่างไร? แล้วเกี่ยวกับเื่เซียนที่ท่านพูดถึงยังไง? หรือท่านจะบอกว่าราชวงศ์ชิงที่ปกครองชิงอวิ๋นเป็เซียนรึ?”
“มิใช่เลย... ตรงกันข้ามต่างหาก เหล่าราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรโดนบังคับให้สาบานตนั้แ่ขึ้นปกครองอาณาจักรว่าห้ามบำเพ็ญฝึกตนเป็เซียนเด็ดขาด หากมีเชื้อพระวงศ์คนใดฝ่าฝืนจะโดนผู้ปกครองแคว้นถอดถอนและลงโทษทั้งราชวงศ์” ตาแก่กล่าว
เซิ่งมู่ทำหน้าสงสัยพร้อมคิดในใจว่าคนเ่าั้คือใครกันทำไมถึงคุมเหล่าราชวงศ์ที่หัวสูงไม่เห็นใครเ่าั้ได้ แม้ในหัวเขาจะมีคำตอบแต่ก็ไม่กล้าฟันธงเท่าไหร่นัก
ตาแก่เย่ััได้ถึงความสงสัยของเซิ่งมู่จึงเปิดปากเอ่ยต่อว่า “เ้าน่าจะมีคำตอบในหัวแล้ว ผู้ปกครองแคว้นเ่าั้ก็คือเทพเซียนที่แท้จริงนั่นแหละ เทพเซียนเหล่านี้คอยดูแลและควบคุมชะตาของแต่ละแคว้น เ้าอาจคิดว่าหากเป็เช่นนี้ไม่ใช่ว่าเทพเซียนจะมองเราเป็มดปลวกหรอกหรือ แต่ความจริงนั้นต่างกันนัก” ตาแก่เย่เดินกลับไปนั่งบนที่นั่งไม้ไผ่ของตนเองก่อนจะโบกมือหนึ่งที ก็ปรากฎภาพแผ่นหนึ่งต่อหน้าเซิ่งมู่และต้าจิน