บทที่ 14 วิธีแก้ปัญหานโยบายอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์
จูเปียวที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ใบหน้าก็ซีดเผือดในทันใด ร่างกายสั่นเทา อดไม่ได้ที่จะถามว่า “ท่านพ่อ เื่นี้เป็อย่างไรกันแน่ นโยบายอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์จะทำให้บ้านเมืองล่มจมได้อย่างไร?”
“ใช่แล้ว! ท่านพ่อ ท่านพูดอะไรเหลวไหลเช่นนี้!” จูตี้ก็อดไม่ได้ที่จะถามเช่นกัน
“ฮั่นกั๋วกง ท่านเฉิงอี้ปั๋ว พวกเ้าทั้งสองมาอธิบายให้รัชทายาทกับเ้าสี่ฟังหน่อย ว่าเหตุใดนโยบายการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์จึงเป็เช่นนี้!” ฮ่องเต้จูกล่าว
“องค์รัชทายาท พระองค์อาจไม่ทราบ” ภายใต้คำสั่งของฮ่องเต้จู หลิวปั๋วเหวินเริ่มอธิบายว่า “หากมองจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว หลังจากผ่านไปสิบรุ่น สมาชิกราชวงศ์ต้าิจะมีจำนวนมากถึงขั้นน่าสะพรึงกลัว”
“อย่างน้อยก็หลายแสนคน มากสุดอาจเกินหนึ่งล้านคนเลยทีเดียว”
“นี่... นี่มันเป็ไปได้อย่างไร!” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จูเปียวก็ตกตะลึงทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความใและความไม่อยากจะเชื่อ จูตี้ก็เช่นกัน ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น พูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “มากถึงหนึ่งล้าน นี่มันเป็ไปได้อย่างไร! ไม่ใช่แค่ห้าหกร้อยคนหรอกหรือ?”
“เ้าสี่!” เมื่อได้ยินคำพูดของจูตี้ จูหยวนจางที่เพิ่งข่มความโมโหลงไปได้ ก็ตวาดขึ้นอีกครั้งว่า “เ้าลูกชาติชั่ว ยังไม่พอใจที่ทำให้ข้าขายหน้าอีกหรือ! พื้นรองเท้าของข้ายังตีเ้ายังไม่พออีกหรือ!”
“เอ่อ…” เมื่อได้ยินคำพูดของจูหยวนจาง จูตี้ก็ขลาดกลัวทันที รีบหดหัวหลบโดยฉับพลัน แอบซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของจูเปียว
“อึก!” จูเปียวกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว จากนั้นจึงถามว่า “ท่านเฉิงอี้ปั๋ว จำนวนหลายล้านนี้ช่างน่าใจริง ๆ เหตุใดจึงมีมากมายเช่นนี้?”
“องค์รัชทายาทโปรดอย่าเร่งร้อน กระหม่อมจะอธิบายให้ท่านฟัง”
“ฝ่าามีพระโอรสทั้งหมดยี่สิบหกพระองค์จนถึงขณะนี้ แล้วพระโอรสทั้งยี่สิบหกพระองค์นี้ เมื่อถึงเวลานั้น จะมีโอรสกี่พระองค์กัน? ข้าจะสมมติตัวเลขก่อน หากองค์ชายแต่ละพระองค์มีพระโอรสสิบพระองค์ เมื่อถึงรุ่นที่สาม สมาชิกราชวงศ์ิก็จะมีจำนวนถึงสองร้อยหกพระองค์ องค์รัชทายาท คงไม่ยากที่จะเข้าพระทัยกระมัง!” หลิวปั๋วเหวินกล่าว
“อืม!” จูเปียวพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “อืม ประเด็นนี้ข้าเข้าใจได้”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ จูเปียวดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
ในยามนี้ หลิวปั๋วเหวินก็อธิบายต่อว่า “หากคิดตามแนวโน้มที่โอรสองค์หนึ่งมีบุตรสิบพระองค์ เมื่อถึงรุ่นที่สี่ รุ่นที่ห้า รุ่นที่หก จะมีผู้คนมากมายเพียงใด? จวบจนถึงรุ่นที่สิบ จะมีผู้คนมากมายเพียงใดกัน?”
“นี่... นี่!” ในชั่วขณะนั้น จูเปียวก็เข้าใจแจ่มแจ้งในที่สุด เมื่อคิดได้ สีหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงทันที เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เมื่อถึงรุ่นที่สิบ ราชวงศ์ิจะมีผู้คนมากมายถึงเพียงนี้
อย่างน้อยก็หลายแสนคน มากสุดก็เกินล้านคน ตัวเลขนี้ไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย
ตามนโยบายการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ที่จักรพรรดิจูกำหนดไว้ แม้แต่สมาชิกราชวงศ์ิที่มีตำแหน่งขุนนางระดับที่แปด ก็ยังได้รับข้าวปีละแปดร้อยสือ หลายพันหรือแม้กระทั่งหลายหมื่นคนได้รับเบี้ยหวัดนี้ คลังของราชวงศ์ิยังพอจะรับมือได้ แต่ถ้าเป็หลายแสนหรือหลายล้านคนล่ะ?
พวกเขาไม่มีทางเลี้ยงดูได้แน่!
ในขณะนี้ จูตี้ที่อยู่ข้าง ๆ ยังคงงุนงงอยู่
แม้ว่าหลิวปั๋วเหวินจะอธิบายอย่างละเอียดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจปัญหาหนึ่ง หลังจากผ่านไปสิบรุ่น ทำไมจำนวนสมาชิกราชวงศ์ิถึงมีมากมายขนาดนี้?
มันไม่สมเหตุสมผล เป็ไปไม่ได้!
แต่เหตุใด หลิวปั๋วเหวิน หลี่ซ่านฉาง และพี่ชายของเขาจึงคิดเช่นนี้เล่า?
อีกทั้งท่านพ่อของเขา จูหยวนจางก็เชื่อเช่นกัน
แต่ทว่า!
ในยามนี้ แม้จูตี้จะมีคำถามมากมายในใจ ก็ไม่กล้าเอ่ยถามออกมา ด้วยเกรงว่าจะโดนฮ่องเต้จูตีอีก
ในชั่วขณะถัดมา จูเปียวหันกายคำนับต่อหน้าหลี่ซ่านฉางและหลิวปั๋วเหวินด้วยสีหน้าที่จริงจังยิ่งนัก แล้วเอ่ยว่า “ข้าขอวิงวอนท่านทั้งสอง โปรดช่วยเหลือราชวงศ์ิของพวกเราด้วยเถิด!”
การคำนับของรัชทายาทจูเปียวนั้น ทั้งสองรับไว้ไม่ได้ จึงรีบก้าวไปประคองจูเปียวไว้พลางกล่าวว่า “องค์รัชทายาท พระองค์และฝ่าามิได้ตำหนิความบกพร่องของพวกกระหม่อม พวกกระหม่อมก็รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็ล้นพ้นแล้ว ขอพระองค์ทรงวางพระทัยเถิด! พวกข้าจะทุ่มเทสรรพวิชาความรู้ทั้งหมดที่มี เพื่อคิดหาวิธีรับมือให้จงได้”
“ถ้าเช่นนั้นท่านทั้งสองก็รีบคิดหาวิธีให้ข้าเดี๋ยวนี้!” ฮ่องเต้จูตวาดด้วยความโมโห หากเมื่อครู่นี้ทั้งสองไม่ทันได้ก้าวออกไปประคองจูเปียวไว้ ฮ่องเต้จูคงจะสั่งปะาคนแล้ว
“นี่มัน...?” หลี่ซ่านฉางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “ฝ่าา หากเราลดเบี้ยหวัดของสมาชิกราชวงศ์เล่า?”
“ลดเบี้ยหวัดงั้นหรือ!” ฮ่องเต้จูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนกำลังพิจารณาความเป็ไปได้ของแผนการนี้
“ไร้ประโยชน์!” ในตอนนั้น หลิวปั๋วเหวินก็กล่าวขึ้นทันทีว่า “ฮั่นกั๋วกง การลดที่ท่านกล่าวถึงนั้น จะลดลงเท่าไรกัน? อย่าว่าแต่ลดลงครึ่งหนึ่งเลย แม้แต่ลดลงเหลือหนึ่งในสิบของเดิม ก็ยังคงไร้ประโยชน์อยู่ดี”
“แม้เพียงแปดหมื่นสือ บนฐานของหนึ่งล้าน นั่นก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก อีกทั้ง หากผ่านพ้นรุ่นที่สิบไปได้ แล้วรุ่นที่สิบเอ็ด สิบสองเล่า? ท่านจะทำเช่นไร? การตัดทอนเบี้ยหวัดนั้น ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย อีกทั้งยังเพียงบรรเทาได้เพียงหนึ่งหรือสองรุ่นเท่านั้น”
“นี่มัน!” เมื่อหลิวปั๋วเหวินกล่าวเช่นนี้ หลี่ซ่านฉางก็ตระหนักได้ทันที การลดเบี้ยหวัดนั้นไร้ประโยชน์ เพราะมันเป็เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ต้นเหตุ
หลี่ซ่านฉางขมวดคิ้ว แล้วถามว่า “ท่านเฉิงอี้ปั๋ว ท่านมีข้อเสนอแนะอันใดหรือไม่?”
“เื่นี้น่ะหรือ!” หลิวปั๋วเหวินลังเลเล็กน้อย แล้วกล่าวความเห็นของตนออกไปว่า “ฝ่าา รวมถึงองค์รัชทายาท ที่ต้องเผชิญวิกฤตเช่นนี้ สาเหตุที่แท้จริงก็คือ พวกเราราชวงศ์ิมีเสบียงอาหารไม่เพียงพอนั่นเอง”
“แล้วถ้าหากพวกเรามีเสบียงอาหารมากขึ้นเล่า?”
“พวกเราจะสามารถหาวิธีเพิ่มผลผลิตอาหารของราชวงศ์ิของพวกเราได้หรือไม่? ตามสถิติของกระทรวงการคลังเมื่อปีที่แล้ว ประชากรของราชวงศ์ิของพวกเรามีถึง 65 ล้านคนแล้ว อีกสองร้อยปีต่อจากนี้ แน่นอนว่าจะสามารถเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าจากพื้นฐานนี้ อาจจะถึง 300 - 400 ล้านคน
หากบนพื้นฐานของ 300 - 400 ล้านคน แต่ละคนมีอาหารในมือเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ในสถานการณ์เช่นนี้ การอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ิก็ยังเป็ไปได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่วิธีการเพิ่มผลผลิตอาหาร”
“ดี! ดี! ดี!”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวปั๋วเหวิน ฮ่องเต้ก็จูอดไม่ได้ที่จะปรบมือเปล่งเสียงชื่นชมว่า “สมแล้วที่เป็ท่านเฉิงอี้ปั๋ว เพียงแค่แวบเดียวก็สามารถมองเห็นจุดสำคัญได้ เช่นนั้นท่านมีวิธีเพิ่มผลผลิตพืชพันธ์หรือไม่?”