24
ข้าก็เป็ครั้งแรกของเ้า
รถม้าสามคันที่อันอี้เฉินจ้างมาขนของมุ่งตรงไปยังตรอกการค้าที่ผู้คนพลุกพล่าน จากสกุลหยุนมาถึงตรอกการค้ากลางเมืองใช้เวลาครึ่งชั่วยาม รถม้าทั้งหมดหยุดลงที่หน้าเรือนไม้ ซึ่งบัดนี้กลายเป็ที่ทำงานสำหรับผู้คนยากไร้ไม่มีที่ไป สามด้านถูกปิดล้อมไว้หมดมีเพียงด้านหน้าที่เปิดให้เข้าออกได้
ข้าวของต่าง ๆ รวมถึงสินเดิมของเจียงถิงถิงถูกยกเข้าผ่านทางเข้าเล็ก ๆ และผ่านตัวเรือนไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าเข้าไปถึงเรือนหลัง ที่มีเรือนไม้ขนาดไม่ใหญ่มากกลางเก่ากลางใหม่ตั้งอยู่ด้านหลังเรือนไม้ ตรงกลางเป็ที่ดินโล่ง ๆ เหมาะแก่การทำแปลงผักของนางยิ่งนัก
“ทำไมที่นี่จึงเปลียนไปมากมายเช่นนี้ หนก่อนที่ข้ามาที่ดินโล่ง ๆ นั่นยังไม่มีแปลงผักเลย” เจียงถิงถิงเอ่ยถามชายหนุ่มข้างกายขณะที่ทั้งสองเดินผ่านเรือนชั้นนอกเข้ามาชั้นใน พร้อม ๆ กับที่คนงานรับจ้างขนของเข้าไปวางไว้หน้าเรือน
“ไม่กี่วันก่อนข้าให้คนงานทำให้ คิดว่าเ้าคงอยากทำแปลงผักแก้เบื่อ”
“ข้าจะเบื่อได้อย่างไร ข้ากำลังคิดว่าจะขายบะหมี่ เ้าคิดว่าอย่างไร”
“เ้าอยากทำข้าก็ไม่ขัดเพียงแต่เ้าควรทำให้ข้าลองกินก่อนไม่ใช่หรือ” อันอี้เฉินตอบด้วยรอยยิ้มก่อนจะผายมือไปทางครัวของเรือน เขาให้คนเตรียมข้าวของวัตถุดิบต่าง ๆ ที่นางมักใช้ทำอาหารไว้มากมาย
เ้านี่ช่างน่าหยิกให้เนื้อเขียวจริง ๆ แต่ละวันคิดแต่เื่กิน เสียทีที่มีใบหน้างดงามหล่อเหลากลับไม่ใช้ให้เป็ประโยชน์ และยิ่งแปลกประหลาดที่นางยอมทำตามเขาไปเสียหมด เพราะทันทีเขาผายมือให้นางก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย
“เ้าทำเส้นหมี่ได้หรือ” อันอี้เฉินถามขณะที่นางกำลังเทแป้งหมี่ลงไปในชามใบใหญ่ก่อนจะตักน้ำตามลงไป หยิบเกลือใส่ลงไปเพียงหยิบมือ ชายหนุ่มมองท่าทีคล่องแคล่วของสตรีตรงหน้าด้วยความพอใจ เขาชอบเวลาที่นางทำอาหาร ปลูกผัก ทำสวน กินข้าว มันดูน่าหลงใหล มีเสน่ห์อย่างประหลาด อันอี้เฉินค้อมตัวลงใช้ข้อศอกเท้าลงบนโต๊ะหินตัวสูงที่มีไว้เตรียมอาหารเพื่อมองดูนางนวดแป้ง
“ไม่ ข้าเพิ่งเคยทำเป็ครั้งแรก”
“เช่นนั้น ข้าก็เป็ครั้งแรกของเ้าน่ะสิ ดีจริง”
“นี่” เจียงถิงถิงโยนผงแป้งหมี่ใส่อันอี้เฉินที่ยืนมองอยู่ตรงหน้า ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มของความสบายใจที่เจือปนด้วยความมันเขี้ยวที่บุรุษตรงหน้าพูดจาสองแง่สองง่ามเช่นนี้
“ข้าเปื้อนไปหมดแล้ว ไม่ตั้งใจทำเช่นนี้เมื่อไรจะได้กินเล่า” น้ำเสียงนุ่มนวลของบุรุษเพียงคนเดียวในครัวหยอกเอินหญิงสาวที่กำลังกำผงแป้งหมี่หมายจะขว้างปาใส่เขาอีกครา อันอี้เฉินเองก็ไม่ยอมแพ้กำผงแป้งหมี่ไปแปะไว้บนในหน้าขาวเนียนจนแป้งสีขาวเปื้อนเป็รอยนิ้วมือเรียวยาวของคนขี้แกล้ง
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ มานี่เลย” พอถูกเอาคืนเจียงถิงถิงจึงเลิกสนใจนวดแป้งเปลี่ยนไปกำผงแป้งหมี่วิ่งอ้อมไปหาคนที่แกล้งตนเอง แต่ผู้ใดจะยอมยืนนิ่งให้นางเอาคืนเล่า
“หากข้าหยุดก็ถูกเ้าเอาแป้งหมี่โรยตัวน่ะสิ” อันอี้เฉินก้าวยาว ๆ เดินหลบตรงซอกชั้นวางของด้านซ้ายที ด้านขวาที จนในที่สุดนางก็เกือบคว้าชายแขนเสื้อของเขาได้ หากไม่ติดที่นางสะดุดของบนพื้นจนพุ่งไปบนพื้นแข็ง ๆ ของห้องครัว นับว่านางยังโชคที่อันอี้เฉินหันกลับมาพอมองพอดีจึงดึงข้อมือเล็กของนางให้พุ่งไปปะทะเข้ากับแผงอกกำยำแทน
“เป็อะไรหรือไม่”
“ข้าไม่เป็ไร แต่ว่าหากท่านไม่ดึงข้าเมื่อครู่รับรองว่าข้าต้องมีาแบนใบหน้าแน่นอน”
“ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว”
“ข้าไม่เป็อะไรแล้ว ท่านก็ปล่อยข้าเถิดหากยังรัดข้าไว้เกรงว่าจะขาดใจตายเพราะท่านแทนเป็แน่” คนเกือบหกล้มร้องทักชายหนุ่มที่สองแขนของเขาโอบรัดร่างกายบอบบางของนางไว้ด้วยความตระหนกใ
“ขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“ข้ารู้ว่าท่านไม่ได้ตั้งใจ เช่นนั้นรีบปล่อยเถอะ เดี๋ยวแป้งแห้งจะไม่ได้กิน
“ถ้าเช่นนั้นมีสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่” อันอี้เฉินปล่อยนางออกจากอ้อมแขนแข็งแรงแต่ยังใช้มือประคองนางไว้ เกรงว่านางอาจาเ็ที่ใดจนยืนไม่ได้จึงยังไม่ปล่อยมือจากนาง เจียงถิงถิงยืนนิ่งใช้มือที่เปื้อนแป้งของตนเองดึงมือเขาออกเบา ๆ ด้วยท่าทีขัดเขิน
“ท่านออกไปเถอะ ข้าทำเองคงจะเสร็จเร็วกว่า”
“ข้าจะรอกินอย่างเดียวได้อย่างไร”
“งั้นก็มานวดแป้งให้หน่อย ท่านแรงเยอะกว่าข้าคงจะเสร็จเร็วขึ้น” เจียงถิงถิงเบี่ยงตัวหลบพร้อมกับนวดแป้งให้เขาดูว่าทำอย่างไร ขณะที่นางกำลังจะลามือจากการนวดแป้งมือหนาก็กดลงไปบนมือนางที่อยู่เหนือก้อนแป้งเบา ๆ เจียงถิงถิงเอี่ยวตัวหันกลับไปมองคนด้านหลัง อยู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกเห่อร้อนไปทั่วใบหน้า จนนางเองรู้สึกได้ว่าตอนนี้ใบหน้าคงแดงแข่งกับชาดทาปากเป็แน่
“ข้ายังไม่ได้ให้ท่านทำเสียหน่อย ถ้ารีบมากก็ทำไปเองเลย” นางเอ่ยตำหนิอันอี้เฉินน้ำเสียงแ่เบา หากไม่อยู่ใกล้กันมากคงไม่ได้ยินที่นางกล่าว เจียงถิงถิงขยับตัวถอยห่างจากเขาไม่เป็ตนเอง
อันอี้เฉินขยับหลบให้เพราะนึกเอ็นดูท่าทีเงอะงะของนางที่มีต่อเขา คนขี้แกล้งยืนนวดแป้งหน้าตายิ้มแย้มสดใส ต่างจากอีกคนที่บัดนี้นางลืมไปแล้วว่าตนเองกำลังจะทำสิ่งใด จึงได้ยืนมองซ้ายมองขวา
เกือบหนี่งชั่วยามที่นางและอันอี้เฉินช่วยกันลงแรงทำบะหมี่ไก่เป็ครั้งแรก ชามกระเบื้องสีขาวไม่มีลวดลายถูกวางลงตรงหน้าอันอี้เฉิน ไอร้อนระอุขึ้นจากบะหมี่ไก่ กลิ่นหอมน้ำแกงจากกระดูกไก่ที่เจียงถิงถิงใส่ลงไปส่งกลิ่นหอมไกลถึงเรือนตน ซึ่งมีผู้คนกำลังช่วยกันจัดเรือนตามที่ผู่เย่ว์สั่งการอยู่
“คุณหนเ้าคะ ผู่เย่ว์จัดข้าวของตามที่คุณหนูสั่งเสร็จแล้วเ้าค่ะ”
“เช่นนั้น เรียกคนงานมาเถิดข้าจะทำบะหมี่ให้กิน”
“เ้าค่ะ”
พอผู่เย่ว์เดินจากไปอันอี้เฉินจึงสอบถามสิ่งที่ตนเองสงสัย คนงานตั้งมากมายไม่มีผู้ใดในเมืองนี้หาอาหารให้คนงานกินเช่นนางแน่
“เหตุใดจึงต้องให้อาหารคนงานกินเล่า เพียงจ่ายเงินจ้างก็พอแล้วไม่ใช่หรือ”
“ยกของหนัก ๆ เช่นนั้นเหนื่อยมากเ้ารู้หรือไม่”
“แล้วอย่างไร ทำงานแลกเบี้ยถูกแล้วไม่ใช่หรือ”
“ใช่ แต่ข้าเป็สตรีที่งดงามทั้งหน้าตาและจิตใจจึงอยากให้ ท่านพอใจคำตอบหรือไม่” อันอี้เฉินหัวเราะเสียงดังหลังจากได้ฟังคำตอบไม่คาดคิดจากนาง เขาเดาใจนางไม่ได้จริง ๆ
“เ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ”
“ใช่ที่ไหนละ ข้าเพียงเห็นใจที่พวกเขาทำงานหนักแต่ได้เบี้ยเพียงเล็กน้อยจึงอยากให้อะไรบ้างเท่านั้น ข้ายังได้รู้ว่าบะหมี่ของข้าดีพอจะเปิดร้านบะหมี่ได้หรือไม่”
“ตามใจเถิด หากอยากได้สิ่งใดอีกก็บอกข้า ข้าจะหามาให้”
“ขอบคุณทุกอย่างที่ท่านทำให้แก่ข้า”