ซูเจียวเจียวสังเกตเห็นความเจ็บปวดบนใบหน้าของเซียวหยวนซินจึงกล่าวด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า “พี่หยวนซินคะเงินนี่หามาก็ต้องใช้สิคะ พวกเราก็ไม่ได้ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายนี่นากินอิ่มแล้วถึงจะมีเรี่ยวแรงทำงานนะคะแถมหลังจากนี้ฉันจะรับปรับแก้และตัดเย็บเสื้อผ้าให้คนอื่นก็จะได้ไม่ต้องไปทำงานรับแต้มคะแนนแล้วล่ะ”
เซียวหยวนซินพยักหน้า“เจียวเจียวพูดถูกแล้วละหลังจากนี้พี่จะมาเรียนรู้เรื่องการตัดเย็บกับเธอนะ”
ซูเจียวเจียวได้ยินดังนั้นก็เผยรอยยิ้มแล้วตักอาหารใส่ชามให้เซียวหยวนซินจนพูน เซียวหยวนซินรีบเอ่ยขอบคุณหลายครั้งแล้วบอกว่าจะตักเอง
เซียวหยวนหมิงได้ยินว่าเซียวหยวนซินจะมาเรียนรู้วิชาตัดเย็บกับซูเจียวเจียวก็อดประหลาดใจไม่ได้“พี่จะเรียนอะไรกับเจียวเจียวเหรอครับ?”
ซูเจียวเจียวหัวเราะแล้วกล่าว“ฉันคิดจะให้พี่หยวนซินเรียนรู้วิชาช่างตัดเย็บค่ะมีฝีมือติดตัวไว้จะได้ไม่กลัวอดตายค่ะเพียงแต่ที่บ้านเราไม่มีจักรเย็บผ้าเท่านั้นเอง”
เธอขยิบตาให้เซียวหยวนหมิงเป็นเชิงถามว่าเขาสามารถหาจักรเย็บผ้ามาจากฉีเย่ได้หรือไม่
ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ยินเซียวหยวนหมิงเล่าว่าฉีเย่หรือหวังหงเฉิงผู้นั้นเป็นคนมีความสามารถ ไม่ว่าของหายากแค่ไหนเขาก็สามารถหามาได้
เซียวหยวนหมิงอ่านใจเธอออกในทันทีเขาหัวเราะแล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบาๆ “เดี๋ยวผมจะมอบของขวัญพิเศษให้คุณเอง”
“ของขวัญพิเศษ? อะไรหรือคะ?” ซูเจียวเจียวกะพริบตาปริบๆด้วยความฉงนสงสัย
“กินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวคุณก็รู้เอง” เซียวหยวนหมิงแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัยไม่ปริปากบอกตรงๆ
เมื่อเห็นเซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวรักใคร่กลมเกลียวและเข้าใจกันดีเซียวหยวนซินก็รู้สึกอิจฉาอย่างมาก
หากหลิวเฉิงเหว่ยจะดีกับเธอได้แค่ครึ่งหนึ่งของน้องชายคนนี้ละก็เธอก็พอใจแล้ว
แต่ที่น่าเศร้าคือเธอมาอยู่ที่บ้านตระกูลเซียวได้ยี่สิบวันแล้ว ชายคนนั้นก็ยังไม่เคยมาหาเธอเลย
ในขณะที่ซูเจียวเจียวทั้งสี่คนกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยก็มีร่างหนึ่งเดินผ่านหน้าร้านอาหารพอดี นั่นคือเหยียนกุ้ยหรงภรรยาของลูกชายคนที่สามจากบ้านตระกูลหลิว
เธอท้องแก่กำลังจะคลอดเดิมทีเธอกลับไปบ้านเกิดของเธอเพื่ออยู่สองสามวัน แต่ไม่คิดว่าจะได้พบน้องสะใภ้สี่น้องชายของเธอ และภรรยาของน้องชายกำลังกินข้าวที่ร้านอาหารรัฐสวัสดิการ
สถานะพื้นเพของบ้านตระกูลเซียวเธอรู้ดี คงเป็นเพราะครอบครัวของน้องสะใภ้สี่มีฐานะค่อนข้างดีจึงได้พาพวกเขามาร้านอาหารด้วยกัน
อย่างไรก็ตามเหยียนกุ้ยหรงไม่ได้เข้าไปรบกวน เธอเพียงเหลือบมองแล้วก็จากไป
ซูเจียวเจียวกับเซียวหยวนซินไม่ได้สังเกตเห็นแต่เซียวหยวนหมิงสังเกตเห็นเหยียนกุ้ยหรงที่เดินผ่านไป เขาย่นคิ้วเมื่อเห็นเหยียนกุ้ยหรงจากไปแล้ว เขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้
หมูตุ๋นหนึ่งจานราคาห้าสิบแปดเฟินเนื้อวัวอบซอสแปดสิบเฟิน น้ำแกงสามรสสิบเฟิน ผัดพริกหยวกกับมันฝรั่งห้าเฟินข้าวสารสองจานใหญ่ราคาเพียงยี่สิบเฟิน อาหารมื้อนี้รวมกันไม่ถึงสองหยวน
ซูเจียวเจียวอิ่มจนแน่นท้องหลิวหยวนหยวนก็กินจนท้องป่อง
เซียวหยวนซินก็อิ่มจนพุงกาง
หลังจากทั้งสี่คนกินข้าวเสร็จแล้วก็ซื้อของที่ต้องซื้อเรียบร้อย ซูเจียวเจียวคิดว่าต้องหารถกลับไปแล้ว
ในขณะนั้นเองก็มีรถแทรกเตอร์คันหนึ่งขับผ่านมา
ชายหนุ่มวัยราวๆยี่สิบปีคนหนึ่งกระโดดลงจากรถแทรกเตอร์ “พี่หมิงของของพี่ขนมาแล้วครับ จะให้ผมส่งกลับกองผลิตตอนนี้เลยไหม?”
เซียวหยวนหมิงพยักหน้า“อืม พอดีเลย ตอนนี้พวกเราก็จะกลับกองผลิตเหมือนกัน”
ซูเจียวเจียวรู้สึกไม่คุ้นหน้าคนผู้นี้เลยคงเป็นคนที่ทำงานแบบเดียวกับอาหมิง เธอจึงไม่ได้ถามอะไรมาก
เซียวหยวนหมิงยกของทั้งหมดขึ้นไปบนกระบะท้ายของรถแทรกเตอร์แล้วอุ้มหลิวหยวนหยวนขึ้นรถ ซูเจียวเจียว เซียวหยวนซินและเซียวหยวนหมิงก็ขึ้นรถไปด้วย
รถแทรกเตอร์สั่นคลอนไปตามทางกลับมายังหมู่บ้านและตรงไปยังหน้าบ้านของเซียวหยวนหมิง
เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันเห็นเซียวหยวนหมิงขนของชิ้นใหญ่ออกจากกระบะท้ายของรถแทรกเตอร์ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร มันถูกห่อด้วยผ้าผืนใหญ่ ต้องใช้คนสองคนช่วยกันยกพวกเขายกอย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะกระแทกของล้ำค่าขนาดนั้นทำให้ผู้คนอดสงสัยไม่ได้
เฉินซิ่วฮวาที่เดินผ่านมาเห็นเข้าเธอมองจ้องไปที่ของสิ่งนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นสุดขีดบ้านของเซียวหยวนหมิงยากจนข้นแค้นอย่างกับอะไรดี จะเอาของพวกนี้มาจากไหน?แถมยังทำตัวลึกลับขนาดนี้ หรือจะเป็นของที่ไม่ควรเปิดเผยกัน?
เธอนึกถึงเรื่องครั้งก่อนที่ร้านอาหารรัฐสวัสดิการในตัวอำเภอเซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวทำให้เธออับอายต่อหน้าธารกำนัลดังนั้นเฉินซิ่วฮวาจึงตะโกนขึ้น “คนบ้านตระกูลเซียวพวกเธอกำลังขนอะไรกันอยู่? ทำตัวลึกลับขนาดนี้หรือจะของผิดกฎหมายหรือ?”
เสียงของเธอดังขึ้นจนเพื่อนบ้านที่กลับจากทำงานต่างพากันมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เซียวหยวนหมิงไม่สนใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อยเขากับเฉิงรื่อเซิงช่วยกันยกจักรเย็บผ้ากลับเข้าไปในห้องนอนฝั่งตะวันออกและวางไว้ในมุมหนึ่ง
จากนั้นเซียวหยวนหมิงก็จูงมือซูเจียวเจียวเข้ามาในห้องและมองเธอด้วยความรักใคร่ “เปิดดูสิ”
ซูเจียวเจียวมองเขาอย่างสงสัยแล้วเปิดผ้าที่คลุมอยู่ออก จากนั้นดวงตาทั้งคู่ก็เบิกกว้าง“จักรเย็บผ้าหรือคะ?”
“อืม” เซียวหยวนหมิงหัวเราะ “จริงๆแล้วโสมรากนั้นไม่ได้ขายได้แค่ห้าร้อยหยวน แต่มีมูลค่าถึงเจ็ดร้อยหยวนแต่ผมขอแค่ห้าร้อยหยวน แล้วให้ฉีเย่ช่วยหาจักรเย็บผ้าให้คุณส่วนที่เหลือก็แลกเป็นบัตรแลกของ”
ซูเจียวเจียวดีใจจนโอบคอเซียวหยวนหมิงไว้แล้วจูบเขาที่ริมฝีปาก “อาหมิงพวกเรานี่ใจตรงกันจริงๆ คุณรู้แม้กระทั่งว่าฉันต้องการอะไร!”
เซียวหยวนหมิงก็จูบตอบเธอ
“วันนั้นผมได้ยินคุณบ่นว่าถ้ามีจักรเย็บผ้าก็คงดี ผมเลยจำไว้ในใจมาตลอดไม่กล้าบอกคุณแต่แรก กลัวว่าฉีเย่จะหาของแบบนี้มาไม่ได้”
“อาหมิง คุณดีกับฉันเหลือเกิน!” ซูเจียวเจียวตื่นเต้นอย่างมาก
เมื่อเห็นความรักอันลึกซึ้งระหว่างน้องชายกับน้องสะใภ้เซียวหยวนซินก็รู้สึกยินดีจากใจจริง
คนที่รักคุณอย่างจริงใจแม้คำพูดเพียงเล็กน้อยของคุณก็จะถูกเก็บไว้ในใจ
แต่หากเป็นคนที่ไม่รักคุณแม้คุณจะพูดจนน้ำลายแตกฟอง อีกฝ่ายก็ยังคงไม่ใส่ใจ
และสามีของเธอหลิวเฉิงเหว่ย ก็คงจะเป็นคนประเภทที่สองนี้กระมัง!
ทุกครั้งที่เธอได้รับความอัปยศเขาก็จะบอกให้เธอทนๆ เอาไว้ เพราะนั่นคือแม่ที่ให้กำเนิดเขา!
แต่เขากลับไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะต้องอัปยศอดสูเพียงใด!เขากลับคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นแม่ของเขาเธอจึงควรเชื่อฟังและทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ในขณะนั้นเองเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันก็เดินเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็นโดยไม่ได้รับเชิญ“คนบ้านตระกูลเซียว พวกเธอได้ของดีอะไรมากันน่ะ?”
เมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่ได้รับเชิญหลายคนซึ่งมีทั้งเฉินซิ่วฮวา ป้าหวัง หลี่จินฮวา และคนอื่นๆซึ่งล้วนเป็นพวกปากสว่างที่ชอบพูดจาสับปลับเรื่องชาวบ้าน
สีหน้าของเซียวหยวนหมิงพลันกลายเป็นเย็นชา
“น้องสะใภ้คะ ญาติฝั่งเธอนี่ดีจริงๆ เลยนะ ถึงกับส่งจักรเย็บผ้ามาให้นี่คงจะแพงมากเลยใช่ไหมคะ!” เสียงของเซียวหยวนซินดังขึ้นเธอแกล้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉา
ซูเจียวเจียวได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยแม้ว่าพี่หยวนซินจะไม่พูด เธอก็ตั้งใจจะใช้วิธีนี้อยู่แล้วไม่คิดว่าพี่หยวนซินจะคิดตรงกับเธอ
“ใช่ค่ะ เครื่องนี้ราคาหนึ่งร้อยห้าสิบหยวนเลยนะคะพ่อของฉันได้ยินว่าฉันอยากได้จักรเย็บผ้า เลยส่งมาให้ฉันเครื่องหนึ่งแน่ะ”
เฉินซิ่วฮวาป้าหวัง และคนอื่นๆ เห็นจักรเย็บผ้าที่มุมห้อง ก็พากันอุทานออกมา
ถึงแม้ที่บ้านจะไม่มีจักรเย็บผ้าสักเครื่องแต่ตอนตรุษจีนที่พวกเขาไปจ้างร้านตัดเย็บเสื้อผ้าพวกเขาก็เคยเห็นจักรเย็บผ้ามาบ้างเหมือนกัน!