เสียงการโจมตีของเหล่าวานรเถ้าธุลี ดังกึกก้อง ฝุ่นควันคลุ้งกระจายจนมองไม่เห็นภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า แต่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ต่างพอจะคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นได้
บริเวณทางเข้าป่าจิตอสูร ผู้คนที่ได้เห็นภาพเหตุการณ์เมื่อครู่บ้างอุทานออกมาด้วยความคาดไม่ถึง บ้างแสดงสีหน้าตื่นตะลึงอ้าปากค้างจนลืมสูดลมหายใจ
ไม่มีใครคาดคิดว่าอัจฉริยะอย่างหลันหลันจะมาจบชีวิตลงในงานล่าจิตอสูร
เทียนหลันเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เขาลุกพรวดขึ้นมารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด ใบหน้าแดงก่ำเต็มไปด้วยโทสะ เตรียมจะเข้าไปล้างบางเหล่าวานรเถ้าธุลีพวกนั้น ที่บังอาจพรากหลานสาวสุดที่รักของตนไป
ขณะที่ัเีกำลังวิ่งเข้าสู่ป่าจิตอสูรด้วยความโกรธเกรี้ยว เสียงของหลี่ผิงได้หยุดอีกฝ่ายไว้
“ท่านัเี โปรดใจเย็นไว้ ท่านลองดูที่กระจกสะท้อนภาพ ให้ดีก่อน"
ัเีที่แทบจะเสียสติไปแล้ว มองไปที่กระจกสะภาพอีกครั้ง เห็นฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายเริ่มเบาบางลง
ภาพของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง กำลังประคองร่างของหลันหลันเอาไว้ในอ้อมแขนช่วยทำให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยโทสะเมื่อครู่แลดูคล้ายผ่อนคลายลง
เมื่อรู้ว่าหลานสาวของตนยังปลอดภัยดี เขาไม่สนว่าผู้ใดจะเข้ามาห้ามปรามรีบรุดเข้าไปช่วยหลานสาวของตนออกมาจากป่าจิตอสูร
อีกด้านหนึ่ง ผู้ที่ช่วยชีวิตของหลันหลันเอาไว้คือเสี่ยวฟ่าน ั้แ่วินาทีที่โม่เฟิงะโออกมารอบแรก เขาก็รีบวิ่งไปหาหลันหลันในทันที
ขณะที่วานรเถ้าธุลีตัวหนึ่งกำลังะโลงมา เขาจึงมีเวลามากพอที่จะนำร่างของหลันหลันออกมาจากจุดนั้นได้ทันท่วงที
หลันหลันหลับตาลงั้แ่วินาทีที่เห็นกำปั้นของวานรเถ้าธุลีพุ่งลงมา นางเปิดเปลือกตาขึ้น พลันเห็นใบหน้าของคนที่คุ้นเคย บนใบหน้านางผุดสีแดงระเรื่อออกมาเล็กน้อย หัวใจเต้นแรง ปากขยับอย่างแ่เบา “ขอบใจเ้ามาก”
เสี่ยวฟ่านได้ยินเสียงขอบคุณจากหลันหลัน ใบหน้ากลับแดงก่ำยิ่งกว่าอีกฝ่าย ถึงกับทำอะไรไม่ถูกอีกทั้งยังไม่กล้าสบตาด้วย
“ไม่..ไม่เป็ไร”
ในขณะเดียวกัน เหล่าวานรเถ้าธุลีมีเพิ่มจำนวนมากขึ้น จากที่มีอยู่สามตอนนี้กลับเพิ่มมาอีกสอง รวมแล้วมีวานรเถ้าธุลีทั้งหมดห้าตัวด้วยกัน
หนึ่งในวานรเถ้าธุลีทั้งห้ามีอยู่ตนเองหนึ่งที่มีลักษณะโดดเด่นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่เข้าใกล้ขอบเขตหลอมกายาระดับสิบ โม่เฟิงจึงคาดเดาว่าวานรตนนี้น่าจะเป็ตัวจ่าฝูง
โม่เฟิงเห็นสัตว์อสูรเ่าั้กำลังรุมล้อมเสี่ยวฟ่านและหลันหลันเอาไว้ ตัวเขานั้นอับจนหนทางอย่างที่สุด ไม่รู้จะช่วยพวกเขาด้วยวิธีใด
สิ่งเดียวที่พอจะคิดออกได้ในตอนนี้ คือเรียกใช้ค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทราที่เตรียมการไว้
แต่ว่า...การจะใช้ค่ายกลนี้ได้ เขาจำเป็ต้องปักท่อนเหล็กอันสุดท้ายและเขียนอักขระลงไปเสียก่อน ซึ่งจุดสุดท้ายที่เขาต้องนำหมุดไปปักคือจุดเดียวกับที่อสูรระดับสิบตนนั้นกำลังยืนอยู่
โม่เฟิงหันหน้ากลับไปหาทุกคน เห็นแววตาที่มุ่งมั่นของปิงหยุน ตงห่าวและลู่หาน เขาไม่มีทางเลือก จึงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว “ทำตามแผนการที่วางเอาไว้”
เมื่อได้ยินโม่เฟิงกล่าวเช่นนั้นทุกคนต่างพยักหน้า หยิบโอสถที่เตรียมมาส่งเข้าปากกลืนลงไป ตงห่าวหยิบแท่งเหล็กอันสุดท้ายออกมาจากถุงสัมภาระ วิ่งตามโม่เฟิงไปยังจุดที่สัตว์อสูรจ่าฝูงตนนั้นยืนอยู่
โม่เฟิงยื่นมือล้วงหยิบกระบอกไม้ไผ่ออกมา จุดสายชนวนที่ติดอยู่ตรงปลาย ก่อนจะโยนมันเข้าใส่เหล่าวานรเถ้าธุลี จากนั้นผันกายเข้าไปหลบอยู่หลังก้อนหินขนาดใหญ่
บึ้มมม!
เสียงะเิดังกึกก้องทำให้เกิดกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่ ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณจากจุดที่ที่เกิดการะเิขึ้น
โฮกกก โฮกกกกกกกก!
แรงะเิที่เกิดขึ้นทำให้ิัภายนอกที่แข็งดุจหินของกลุ่มอสูรเ่าั้ฉีกขาด เกิดเป็แผลเหวอะหวะ สร้างความเ็ปอย่างแสนสาหัสให้กับวานรเถ้าธุลี
โม่เฟิงมองผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับวานรเถ้าธุลีระดับสิบตัวจ่าฝูง รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
สิ่งที่เขาสร้างขึ้นนั้นมีชื่อว่าไม้ไผ่ะเิกายา หรือเรียกสั้น ๆ ว่าะเินั่นเอง
เขาสร้างพวกมันขึ้นโดยการนำผงกำมะถันบดผสมกับดินประสิว แล้วยัดลงไปในกระบอกไม้ไผ่ และจากที่ได้คาดการณ์เอาไว้ แรงะเินั้นจะสามารถคร่าชีวิตของสัตว์อสูรที่มีระดับพลังในขอบเขตหลอมกายาทุกตัวลงได้
ทว่า...ิัของวานรเถ้าธุลีนั้นแข็งกว่าสัตว์อสูรทั่วไป มันจึงไม่ถึงกับตาย เพียงแค่าเ็หนัก และดูเหมือนว่ามันกำลังโกรธจัด สายตาของมันจ้องเขม็งมายังจุดที่โม่เฟิงซ่อนตัวอยู่
บึ้ม บึ้ม บึ้ม บึ้มมม!
นอกจากวานรเถ้าธุลีระดับสิบแล้ว วานรตัวอื่น ๆ ก็ถูกปิงหยุน ตงห่าว เสี่ยวฟ่าน และลู่หานใช้ผงะเิกายาโจมตีเข้าใส่จนาเ็สาหัส ล้มตายกันเป็แถว
แต่ว่าในขณะนั้นเอง เหนือจุดที่ทุกคนยืนอยู่ กลับมีวานรเถ้าธุลีพลังในขอบเขตหลอมกายาระดับสองไปจนถึงระดับเก้ามาเพิ่มอีกสิบกว่าตัว พวกมันจ้องมองลงมาจากต้นไม้ด้วยสายตาที่หมายเอาชีวิตทุกคนอย่างไม่ปราณี
“โม่เฟิง ทำยังไงดี?” เสี่ยวฟ่านหันมาถามโม่เฟิงด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
โม่เฟิงมองเหล่าสัตว์อสูรที่กำลังห้อยโหนอยู่บนต้นไม้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ตัวเขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าวานรเถ้าธุลีนั้นชอบอยู่รวมกันเป็ฝูง แต่กลับคิดไม่ถึงว่าฝูงของมันจะมีจำนวนมากมายถึงเพียงนี้
“ถ้าหากสามารถเปิดใช้ค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทราได้ละก็..!”
โม่เฟิงรู้สึกเจ็บใจเป็ยิ่งนัก เขาคิดว่าจะสามารถจัดการกับวานรเถ้าธุลีที่เป็ตัวจ่าฝูงได้ทัน และเปิดใช้ค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทราก่อนที่วานรเถ้าธุลีตัวอื่น ๆ จะมาถึง
คาดไม่ถึงทุกอย่างกลับไม่เป็ไปตามที่คิดไว้ ฝูงของพวกมันมาถึงเร็วเกินไป แม้กระทั่งตัวที่เป็จ่าฝูงเองก็ยังไม่ตาย
ห่างจากจุดที่ทุกคนกำลังต่อสู้ไม่ไกลนัก กลุ่มของฮัวหนานกำลังดูสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ห่าง ๆ ไม่มีวี่แววว่าพวกเขาจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือในสถานการณ์ตรงหน้าแต่อย่างใด
เห็นกลุ่มของโม่เฟิงกำลังเดือดร้อน ฮัวเจี่ยนั้นหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่าๆๆๆ เจอฝูงวานรเถ้าธุลีเข้าไป พวกมันได้ตายแน่!”
ฮัวหนานไม่อยากเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เขาจึงพาคนในกลุ่ม ถอยห่างจากจุดดังกล่าว ซึ่งในขณะที่กำลังถอยออกมานั้น กลุ่มของพวกเขาได้สวนทางกับกลุ่มของเฉียนเป่ยที่รุดไล่เดินทางตามมา
เฉียนเป่ยมองไปยังกลุ่มของฮัวหนาน เขาเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจ จึงรีบเร่งฝีเท้า เพื่อไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับกลุ่มของโม่เฟิง
เมื่อไปถึง สิ่งที่เฉียนเป่ยเห็น คือวานรเถ้าธุลีนับสิบ กำลังรายล้อมกลุ่มของโม่เฟิงและกลุ่มของหลันหลันเอาไว้
“ข้าต้องเข้าไปช่วย!”
เฉียนเป่ยที่เพิ่งเดินทางมาถึงลงมือเรียกทวนที่เป็ศาสตราวุธคู่กายของตนออกมา นำกำลังพุ่งเข้าไปช่วยโม่เฟิงซึ่งกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบโดยถูกเหล่าสัตว์อสูรรุมล้อมนับสิบตัว
โม่เฟิงเป็คู่ค้าคนสำคัญของตระกูลเฉียน นอกจากนั้นแล้ววิชาปักษาเพลิงสุริยะที่อีกฝ่ายให้มายังเป็เคล็ดวิชาที่ทรงพลังยิ่งนัก มันทรงพลังยิ่งกว่าเคล็ดวิชาทั้งหมดที่ตระกูลเฉียนมีอยู่ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เมื่อได้ฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ มันทำให้ให้เขาสามารถควบคุมความร้อนในร่างกายได้ ไม่รู้สึกเ็ปจากโรคอัคคีผลาญอีกต่อไป
ด้วยเคล็ดวิชาที่อีกฝ่ายมอบให้ เฉียนเป่ยจึงรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของโม่เฟิงยิ่งนัก เขาไม่ต้องทนทุกข์อยู่กับความเ็ปที่เกิดจากเคล็ดวิชาอัคคีผลาญอีกทั้งยังสามารถกลับมาใช้ชีวิตเฉกเช่นคนปกติธรรมดาได้อีกครั้ง
นับแต่นั้นมาเขาจึงได้กล่าวคำสาบานกับตนเองเอาไว้ หากมีสิ่งใดที่สามารถตอบแทนน้ำใจให้กับโม่เฟิงได้ ไม่ว่าเื่นั้นจะเกินกำลังของตนหรือไม่ก็ตาม เขายินดีที่จะทำอย่างสุดความสามารถ
ในระหว่างที่โม่เฟิงกำลังเข้าตาจน เป็จังหวะเดียวกับที่กลุ่มของเฉียนเป่ยได้มาถึงพอดี พวกเขาตรงเข้าไปเผชิญหน้ากับเหล่าวานรเถ้าธุลีที่ะโลงมาจากตนไม้ ปล่อยให้กลุ่มของหลันหลันที่พอจะต่อสู้ได้ รับมือกับจ่าฝูงวานรที่กำลังมีอาการสาหั
“โม่เฟิง! พากลุ่มของเ้าถอยออกไปก่อน เดี๋ยวกลุ่มของข้าจะรับมือกับพวกมันเอง...!”
เนื่องจากกลุ่มของโม่เฟิงนั้นมีระดับพลังฝีมือที่ต่ำมาก หากถูกวานรเถ้าธุลีพวกนี้โจมตีเข้าใส่ อาจถึงขั้นาเ็สาหัสได้ ดังนั้นเฉียนเป่ยจึง้าให้กลุ่มของโม่เฟิงถอยออกไปก่อน
สิ้นเสียงสั่งการของเฉียนเป่ยที่บอกให้โม่เฟิงถอนกำลัง พลันปรากฎร่างที่ใหญ่โตกว่าวานรเถ้าธุลีถึงสองเท่าะโลงมาจากฟากฟ้า
ด้วยขนาดตัวและหนักหนักที่มากกว่าวานรเถ้าธุลีตัวอื่น ๆ ยามที่มันทิ้งตัวลงสู่พื้น จึงเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ตึ้งงงงงงงงงงงงง!
นอกจากร่างที่ใหญ่โตของมันแล้ว ระดับพลังของวานรตัวนี้ยังชวนให้ทุกคนต้องขนหัวลุก เพราะมันไม่ได้อยู่ในขอบเขตหลอมกายาเหมือนกันวานรตัวอื่น ๆ แต่ระดับพลังของมันนั้น อยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิต
เสี่ยวฟ่านแม้จะพบเห็นเป็ครั้งแรก แต่เคยได้ยินบิดาของตนเล่าให้ฟังว่า ในป่าจิตอสูรนั้น มีสัตว์อสูรวานรตนหนึ่ง ได้ก้าวข้ามขอบเขตหลอมกายาเข้าสู่ขอบเขตหลอมดวงจิตเรียบร้อยแล้ว วานรตัวนี้มีชื่อว่า “วานรเถ้าศิลา!”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ั้แ่ตอนนี้เป็ต้นไป ผมได้คนมาเกลาสำนวนให้แล้ว ทุกคนน่าจะอ่านได้ลื่นไหลมากขึ้น ท่ามีชื่อป่าหรืออะไรเปลี่ยนไปบ้างก็ไม่ต้องในะครับ (กำลังให้เขาเกลาสำนวนใหม่ั้แ่บทที่หนึ่งอยู่) ^-^
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ