นัทพงษ์หันไปมองมารตีอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่รับรู้เขาพยักหน้าช้าๆ พร้อมกับถอนหายใจเบาๆ เสียงถอนหายใจของเขาดังก้องเข้ามาในหูมารตีเหมือนกับว่าเขากำลังรวบรวมความคิดในหัวก่อนจะเงียบลงไป
ในขณะที่นัทพงษ์ยืนนิ่ง มารตีเริ่มรู้สึกหนักอึ้งในอกเพราะการเปิดเผยความจริงนี้เมื่อก่อนเธอคิดว่าเธออาจจะสามารถเก็บมันไว้ได้ตลอดไปแต่ตอนนี้มันได้หลุดออกมาจากปากแล้ว และสิ่งที่เธอกลัวที่สุดก็เกิดขึ้น...การตอบรับของนัทพงษ์
สาวสวยเหลือบตามองเขาอีกครั้ง ความเงียบที่เต็มไปด้วยคำถามจากทั้งสองฝ่ายทำให้ทุกอย่างดูเหมือนจะหยุดนิ่งแม้จะมีเสียงลิฟต์ที่ดังขึ้นเล็กน้อย แต่ทุกสิ่งกลับไร้ความหมายในขณะนี้ ความเงียบยังคงดำเนินต่อไปความรู้สึกผิด ความกลัว และความต้องการที่เธอไม่สามารถควบคุมได้ก็พุ่งขึ้นมาในใจมารตีเธอหวังแค่เพียงว่านัทพงษ์จะเข้าใจ แต่ลึกๆ ในใจเธอรู้ดีว่า...บางสิ่งที่เคยมีอยู่ในความสัมพันธ์ของพวกเขาอาจจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว
จนเมื่อถึงจุดที่ลิฟต์ใกล้จะหยุด เสียงเตือนดังขึ้นเบาๆบ่งบอกว่าพวกเขาจะถึงชั้นที่ต้องการจะลงแล้ว
ทั้งคู่ยังคงยืนอยู่ในลิฟต์ความรู้สึกตึงเครียดในอากาศราวกับทุกวินาทีที่ผ่านไปเป็นการทดสอบความสัมพันธ์ของพวกเขาที่รอการตอบสนองจากนัทพงษ์แต่นัทพงษ์ก็ยังคงไม่พูดอะไร
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก นัทพงษ์หันมามองเธอด้วยดวงตาที่แดงก่ำเขาผิดหวังและเสียใจ เขาไม่เคยคิดว่าผู้หญิงที่เขาทั้งรักและบูชาจะมีชายอื่นอีกนอกจากสามีตนเองและเขาแต่ก่อนชายหนุ่มคิดว่าตัวเองผิดมากที่เป็นชู้กับมารตี...แต่นี่มันเลวร้ายเกินไปแล้วจริง
เขาหันหน้าหนีแล้วเดินออกไปเงียบๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่แท้จริงแล้วหัวใจของเขาเจ็บปวดราวกับกำลังถูกมีดนับพันเล่มทิ่มแทงอยู่ ในขณะเดียวกันหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ในลิฟต์มองดูร่างของนัทพงษ์ที่ยิ่งห่างออกไปยิ่งทำให้ความรู้สึกในใจของเธอหนักหน่วงขึ้น
เธอพยายามเรียกเขาให้หันมา แต่เขากลับเดินต่อไปอย่างไม่สนใจ หัวใจของมารตีเหมือนถูกทุบตีด้วยความเงียบที่แผ่ไปทั่วออฟฟิศ
วันนั้นทั้งวัน มารตีไม่ได้เจอหน้านัทพงษ์อีกเลยแม้แต่การส่งข้อความไปหาเขาก็ไร้การตอบกลับ เธอพยายามทำงานไปเหมือนคนที่ไม่ได้เอาหัวใจมาด้วยความเงียบจากเขาทำให้หัวใจของเธอเหมือนถูกเผาไหม้ ความคิดในใจที่ไม่สามารถบอกใครได้คอยแต่รุมเร้าเธออย่างหนักทุกครั้งที่ความเงียบคืบคลานเข้ามา ความกลัวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น มารตีกลัวว่าเธออาจจะเสียเขาไปแล้วจริงๆ
ภาพของนัทพงษ์ที่ยิ้มให้เธอในวันแรกที่ได้พบกันกลับมาฉายชัดในใจขณะที่มารตีนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง หัวใจของเธอกลับย้อนกลับไปถึงวันนั้นวันที่ทุกอย่างดูสดใสและง่ายดาย...ตอนที่ยังไม่มีความลับซ่อนเร้นระหว่างพวกเขา ย้อนกลับไปในครั้งนั้นเมื่อนัทพงษ์ยิ้มให้เธอครั้งแรกที่ห้องประชุมการเผชิญหน้าที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแต่ก็เต็มไปด้วยความหวานในสายตาของเขา
มารตีรู้สึกได้ถึงความแตกต่างในแววตาของนัทพงษ์ในวันแรกที่พวกเขาพบกันเขาดูสดใสและเต็มไปด้วยความเปิดใจ ในขณะที่ตอนนี้ความเงียบที่เขาส่งมาให้เธอกลับทำให้หัวใจของเธอห่อเหี่ยวลงด้วยความหวาดกลัว แม้ว่าในตอนนี้ภาพของเขายังคงค้างอยู่ในความคิดของเธอและความรู้สึกที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ยังคงอยู่ในใจก็ตาม
เสียงข้อความจากโทรศัพท์ดังขึ้นมารตีใจเต้นแรงเธอรีบยกโทรศัพท์ในมือขึ้นมาใกล้ใบหน้า แต่เมื่อเธอมองไปก็พบว่าเป็นข้อความจากพีชไม่ใช่นัทพงษ์ หัวใจเธอก็กระตุกวูบ...ทุกคำที่เธออยากพูดกับนัทพงษ์กลับถูกกลืนหายไปในเงียบความกลัวที่เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้... และชายหนุ่มคนนั้นก็ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อแล้ว
ใจเธอกำลังร้องเรียกให้เขากลับมา กลับมาเป็นเหมือนเดิมเธออยากสัมผัสเขา อยากเห็นรอยยิ้มปนเขินอายของเขา แต่กลับไม่มีการตอบกลับมายังคงมีแต่ความว่างเปล่า
ทั้งวันผ่านไป จิตใจและร่างกายของมารตีรู้สึกเหนื่อยล้า ความรู้สึกของเธอราวกับถูกฉุดรั้งไว้ด้วยความสับสนทุกขณะเธอยังคงไม่อาจคาดเดาได้ว่าเรื่องราวของพวกเขาจะจบลงอย่างไร แต่ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกถึงความจริงที่ว่า ความเงียบมึนตึงและหมางเมินที่นัทพงษ์มอบให้กับเธอนั้นอาจจะเป็นคำตอบที่เธอไม่พร้อมรับรู้
วันถัดมา มารตีก้าวเข้ามาในออฟฟิศอย่างช้าๆใจที่ยังคงหนักหน่วงจากคืนที่ผ่านมา แม้จะเห็นภาพที่คุ้นเคยของสำนักงานแต่วันนี้กลับดูแตกต่างไป ทุกสิ่งรอบตัวเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ มันเงียบเกินไปและขาดบางสิ่งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของมัน...หนุ่มน้อยคนนั้นหายไปจากที่นี่
เมื่อเธอกำลังเดินผ่านเข้าไปที่ห้องทำงานของตัวเองสายตาของเธอก็เผชิญกับเก้าอี้ของนัทพงษ์ที่ว่างเปล่า วันนี้ไม่เหมือนกับทุกๆครั้งที่เขานั่งอยู่ตรงนี้เพื่อทำงาน
สาวสวยรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบางสิ่งดึงให้จมลงไปในความคิดถึงไม่มีคำพูด ไม่มีข้อความจากเขาส่งมาเลยตั้งแต่เมื่อวานความเงียบนี้เริ่มกลายเป็นเสียงที่ดังในใจของเธอจนแทบจะทนไม่ไหว
มารตียืนอยู่ตรงนั้นสักพัก ก่อนที่เปิดประตูก้าวไปในห้องทำงานของตัวเองท่ามกลางความเงียบที่แผ่ปกคลุมทั้งห้อง เธอพยายามทำตัวให้ปกติ เปิดอีเมล์ เช็คงานและตอบข้อความจากเพื่อนร่วมงาน แต่ใจของเธอกลับรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจในการทำงานเลย
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า มารตีรู้สึกว่าออฟฟิศดูเงียบผิดปกติไม่มีเสียงหัวเราะจากนัทพงษ์ไม่มีท่าทางกระตือรือร้นจากเขาที่มักจะสร้างบรรยากาศให้มีชีวิตชีวาทุกอย่างดูเรียบเฉย และมันยิ่งทำให้มารตีรู้สึกถึงความว่างเปล่าในใจที่ทวีความเจ็บปวดขึ้นทุกที
ผ่านไปจนถึงช่วงพักกลางวัน เธอพยายามโน้มน้าวใจตัวเองให้ไปทานข้าวแต่ก็กลับไม่มีสมาธิในการทำอะไร แม้กระทั่งเดินออกจากออฟฟิศเพื่อสูดอากาศด้านนอก มารตีก็ไม่สามารถหยุดคิดถึงนัทพงษ์ได้หัวใจของเธอยังคงวิ่งตามเขาไปตลอดเวลา
จนกระทั่งถึงช่วงเวลาค่ำ คำพูดของนัทพงษ์เมื่อวันก่อนยังคงดังก้องในหัว"ผมจะไม่เป็นแค่เงาของใคร..." เสียงนั้นยังดังก้องในหูของเธอ
เธอพยายามเข้าใจว่าเขากำลังหมายถึงอะไรแต่เธอก็ไม่สามารถหาคำตอบได้เลยทุกสิ่งในใจของเธอถูกบดบังไปด้วยความกังวลที่ยังค้างคาอยู่
มารตีนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะทำงานต่อจนเกือบจะค่ำ แต่นัทพงษ์ก็ยังคงไม่กลับมาไม่ว่าเธอจะพยายามส่งข้อความหรือโทรหาก็ตาม ทุกครั้งที่กดโทรออก เธอพบแต่เสียงสัญญาณการโทรที่ไม่มีผู้รับสายหรือไม่ก็ข้อความที่ไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ
ในห้องประชุมที่จะจัดขึ้นในวันถัดมาทุกคนดูเหมือนจะมองเห็นความเงียบที่แปลกประหลาดของเธอ มารตีนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมและพยายามมองหน้าเอกสารที่อยู่ในมือ แต่ก็ไม่สามารถจับใจความของมันได้ ทุกข้อความที่อยู่ในกระดาษกลับดูเหมือนจะพร่าเบลอไปหมด
และเมื่อความเงียบกลับเข้ามา หญิงสาวก็พบว่าไม่นานนักความคิดถึงก็กลายเป็นการเจ็บปวดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แม้ว่าเธอจะยังคงอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายแต่ความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นจากการหายไปของเด็กหนุ่มที่เธอคิดว่ารักเขาทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกนี้อย่างโดดเดี่ยว
สุดท้าย เมื่อการประชุมจบลง มารตีก็เดินออกมาจากห้องประชุมอย่างเงียบๆกลับมานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเองอีกครั้งมองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ว่างเปล่า นึกถึงนัทพงษ์ที่หายไปจากชีวิตเธอ
และไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปกับความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจเธอเพียงแค่รู้สึกว่าความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นจากการหายไปของเขานั้นมันเจ็บปวดเกินไป และไม่รู้ว่าจะทนทานได้อีกนานแค่ไหน
เย็นวันนั้น เมฆหม่นปกคลุมท้องฟ้าเหนืออาคารสำนักงานจนดูราวกับท้องฟ้าเองก็รับรู้ถึงความว่างเปล่าในใจของเธอฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะกลายเป็นสายน้ำที่หนาแน่นตกกระทบกระจกหน้าต่างอย่างต่อเนื่อง
สาวสวยยืนอยู่ใต้หลังคากระจกหน้าออฟฟิศร่างบางพิงเสาด้วยความเหนื่อยล้า ตาเธอทอดมองถนนเปียกชื้นเบื้องหน้า ผู้คนวิ่งหลบฝนอย่างรีบร้อนเสียงฝีเท้าดังปนกับเสียงรถยนต์แล่นผ่านเป็นระลอกแต่ไม่มีเสียงไหนเลย...ที่เป็นของเขา
เธอยืนอยู่อย่างนั้น สองมือกอดอกแน่นเสื้อสูททำงานถูกปลดกระดุมออกเพราะอึดอัดเกินไป หัวใจในอกเต้นอย่างสับสนแต่ช้า...ราวกับจะเหนื่อยจากการเต้นเพื่อรอคอยใครสักคนที่ไม่มีวันกลับมา