(วัย 5 ขวบ)
ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมผืนป่ายามค่ำคืน มีเพียงแสงสีส้มทองพวงระย้าจากกองไฟที่ลุกโชนอยู่กลางค่ายพักแรมชั่วคราวเท่านั้นที่คอยทำหน้าที่ขับไล่ความหนาวเหน็บที่กัดกินิั กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อหมูป่าป่าย่างชั้นดีที่ถูกโรยด้วยเกลือสมุทรและสมุนไพรพื้นป่าโชยฟุ้งไปตามลม มันเป็กลิ่นที่ทรงพลังและยั่วยวนใจที่สุดเท่าที่ทุกคนเคยัั โดยเฉพาะหลังจากที่ต้องผ่านศึกหนักปราบ คิลเลอร์แฟรงค์ มาสดๆ ร้อนๆ
เสียงน้ำมันจากเนื้อติดมันหยดลงบนถ่านไฟดัง ซู่... กระตุ้นต่อมรับรสให้ทำงานอย่างบ้าคลั่ง สลับกับเสียงสรวลเสเฮฮาของเหล่าเด็กๆ ที่นั่งล้อมวงกันอยู่ แสงไฟสะท้อนั์ตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทุกคนดูจะเจริญอาหารเป็พิเศษด้วยความหิวโหยและความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน
เซน กัลป์ และราล์ฟ สามทหารเสือรุ่นใหญ่เดอะแก๊งประจำหมู่บ้าน นั่งล้อมกองไฟอยู่ในมุมหนึ่งพลางจิบน้ำขิงอุ่นๆ ที่แม่เอลินเตรียมให้ กลิ่นเผ็ดร้อนขยับคอช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการสู้รบ แม้จะเป็่เวลาพักผ่อน แต่สายตาของทั้งสามยังคงเฉียบคม สอดส่องดูแลความเรียบร้อยรอบค่ายอย่างไม่ประมาท ราวกับสัญชาตญาณนักรบมันฝังลึกอยู่ในกระดูก
ไค ที่กำลังใช้ฟันซี่เล็กๆ เคี้ยวเนื้อหมูป่านุ่มๆ รสเลิศอยู่อย่างเอร็ดอร่อย จู่ๆ เขาก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง รสชาติของไขมันหมูที่แตกซ่านในปากทำให้สมองของเขาแล่นปราด เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองไปยังพ่อของเขาด้วยสายตาที่เป็ประกายระยิบระยับภายใต้แสงไฟที่วูบไหว
"พ่อครับ..." ไคเอ่ยถามขึ้นมาเสียงใส ทำลายความเงียบจังหวะหนึ่งของกองไฟ
"ตอนที่พ่ออายุเท่าพวกผม พ่อเคยเจอมอนสเตอร์ที่น่ากลัวแบบเ้าคิลเลอร์แฟรงค์นี่มาก่อนหรือครับ? แล้วตอนนั้นพ่อทำยังไงเหรอ? พ่อกลัวจนตัวสั่นเหมือนที่ ริน เกือบจะร้องไห้ตอนโดนมันแยกเขี้ยวใส่หรือเปล่า?"
"เฮ่ย! ใครร้องไห้กันไค! ข้าแค่... แค่ฝุ่นเข้าตาตอนมันตะกุยดินต่างหาก!" ริน เด็กสาวเผ่าแมวที่นั่งข้างๆ รีบหันมาทำหน้าั์ใส่ไคทันที หูแมวของเธอตั้งชันด้วยความเขินอาย แต่ถึงจะเถียงเธอก็ยังไม่หยุดเคี้ยวเนื้อในปากจนแก้มตุ่ย
เซนะเิหัวใจหัวเราะร่าจนตัวโยน เสียงหัวเราะของเขามันดูอบอุ่นและก้องกังวาลไปทั่วราวป่า เขาค่อยๆ วางถ้วยน้ำขิงลงบนขอนไม้ข้างตัว แววตาเริ่มเปลี่ยนเป็หวนรำลึกถึงวันวาน
"กลัวสิลูก... ความกลัวมันไม่ใช่เื่น่าอายหรอกนะ แต่มันคือสัญชาตญาณที่บอกให้เรามีชีวิตรอด" เซนเริ่มร่ายยาวถึงการผจญภัยในอดีตที่แสนโชกโชน
เขาเล่าเื่ั้แ่ตอนที่ยังเป็เด็กหัวโจกจนได้เจอกับ อาจารย์อัลคาร์ด วีรชนผู้มอบวิชาดาบไม้ให้ จนกระทั่งเริ่มออกเดินทางกับคาราวานของ 'ลุงมอริส' และการเป็เด็กฝึกงานสุดโหดในกลุ่มนักผจญภัยแรงค์ C ที่ชื่อ 'หมาป่าศิลา' "ตอนนั้นพ่อยังร่ายเวทไม่ได้คล่องแบบนี้ด้วยซ้ำ ต้องอาศัยไหวพริบล้วนๆ!" เซนลุกขึ้นยืนทำท่าทางประกอบฉากอย่างออกรส เขาจำลองการกวัดแกว่งดาบไม้พุ่งเข้าใส่โจรลักพาตัวจอมเหี้ยมที่เมืองเอเวอเกลน ท่วงท่าที่ดูดุดันแม้จะเป็เพียงการเล่าเื่ ทำให้เด็กๆ ทั้ง 7 คนแม้แต่ ไค เองก็นั่งอ้าปากค้างตื่นตาตื่นใจไปตามๆ กัน ราล์ฟกับกัลป์เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า คอยช่วยเสริมมุกเพิ่มรายละเอียดความโหดมันฮา
"ตอนนั้นเซนมันเกือบจะโดนถีบตกหน้าผาด้วยนะ ถ้าข้าไม่คว้าคอเสื้อไว้ทัน!" กัลป์หัวเราะลั่นพลางตบไหล่เซนดังปึก
บรรยากาศเริ่มนุ่มนวลขึ้นเมื่อเซนพูดถึงตอนที่เริ่มชวนแม่ เอลิน ออกเดินทาง
"แม่ของลูกน่ะ ตอนแรกเขาก็ดูเป็นักบวชที่เ้าระเบียบสุดๆ เลยล่ะ แต่พอพ่อชวนว่า 'อยากเห็นโลกที่กว้างกว่าผนังวิหารไหม?' เขาก็ยอมถอดผ้าคลุมแล้วเดินตามพ่อมาเฉยเลย" เซนยิ้มกว้างเมื่อนึกถึงใบหน้าของภรรยา
และเริ่มกล่าวถึงเพื่อนร่วมปาร์ตี้ในตำนานอย่าง เมฟิน่า เ้าหญิงน้ำแข็งผู้สูงศักดิ์ และ เทียมุส นักรบผู้เงียบขรึม ที่ร่วมเป็ร่วมตายกันมา
แต่แล้ว... เมื่อบทสนทนาล่วงเลยมาถึง่การเดินทางอันแสนไกลที่ต้องข้ามผ่านทะเลทรายอันร้อนระอุ เซนก็พูดถึงชื่อหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศรอบกองไฟเปลี่ยนไปเล็กน้อย มันเป็ความเงียบที่แทรกเข้ามาอย่างกะทันหัน
"อ้อ... แล้วก็ยังมี มินอส น่ะ" เซนพูดขึ้นพลางแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาจ้องมองเข้าไปในเปลวไฟ
"ยัยนั่นเป็คนแคระที่แปลกคนดีจริงๆ ชอบพวกกลไกซับซ้อนยุ่งยากอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด อาวุธที่เขาใช้ก็ประหลาด เป็ปืนคู่ที่ไม่เหมือนใครในโลกนี้เลยล่ะ... อืม เราเจอกันตอนเข้าไปช่วยสู้ในทะเลทรายน่ะนะ... เอ้อ นั่นแหละ แล้วพอกำจัดศัตรูเสร็จเธอก็เข้าร่วมปาร์ตี้และเราก็เดินทางต่อกันเลย ไม่มีอะไรมากหรอก"
ไคขมวดคิ้วฉับทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น 'หือ? แค่นี้เหรอ?'
ชายวัยกลางคนในร่างเด็กน้อยสังเกตเห็นความผิดปกติได้อย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณของอดีตอาจารย์และนักวิทย์ เพราะก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็เื่สู้กับโจรหรือสัตว์ประหลาดตัวไหน พ่อของเขาจะเล่าละเอียดละออจนแทบจะเห็นภาพรูขุมขนของศัตรู หรือกระทั่งบรรยายกลิ่นคาวเืได้เป็ฉากๆ แต่พอเป็เื่ของ มินอส พ่อกลับเล่าแบบตัดบทสั้นจุ๊ดจู๋เหมือนอยากจะข้ามไปให้พ้นๆ แถมยังแอบหลบสายตาไปทางกองไฟแบบมีเลศนัยอีกต่างหาก
'หรือว่าพ่อจะมีซัมติงกับคุณคนแคระนั่น?' ไคแอบวิเคราะห์ในใจพลางสำรวจใบหน้าที่ดูเคร่งขรึมขึ้นมากะทันหันของพ่อ 'แต่ดูจากทรงแล้วก็ไม่น่าใช่แฮะ พ่อรักแม่จะตายไป รักจนแทบจะบูชาเช้าเย็น ขนาดเดินผ่านสาวสวยในเมืองพ่อยังไม่เคยชายตามองให้เสียเที่ยวเลย แต่มันต้องมีอะไรแน่ๆ ... หรือว่ามินอสคนนี้จะกุมความลับที่น่าอายสุดๆ ของพ่อไว้กันนะ?'
ความสงสัยเริ่มก่อตัวเป็รูปร่างในหัวของไค แต่ก่อนที่เขาจะทันได้อ้าปากยิงคำถามเจาะลึกเพื่อจับผิด เซนก็รีบลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับตบมือเสียงดัง ปัง! เพื่อเรียกสติเด็กๆ ทุกคน
"เอาล่ะๆ! นิทานก่อนนอนจบแค่นี้ ดึกมากแล้วเด็กๆ ทุกคนรีบไปนอนได้แล้ว! พรุ่งนี้เรามีงานใหญ่ต้องช่วยกันขนซากเ้าคิลเลอร์แฟรงค์กลับหมู่บ้านกันแต่เช้าตรู่ ใครตื่นสายพ่อจะให้แบกขาหมูป่ากลับเองนะ! แล้วเตรียมใจไว้ด้วย เพราะพอกลับถึงหมู่บ้าน พวกเ้าต้องรับศึกหนักของการฝึกของจริงกันแล้ว!"
หลังจากเสียงตบมืออันทรงพลังของเซนเงียบลง เด็กๆ ต่างแยกย้ายกันไปจับจองพื้นที่นอนตามมุมต่างๆ ของค่ายพักแรม บางคนสลบไสลไปทันทีที่หัวถึงหมอนใบเตยหอมป่า แต่สำหรับ ไค เขากลับซุกตัวลงในถุงนอนหนังแกะพลางจ้องมองเปลวไฟที่ค่อยๆ มอดลงจนกลายเป็ถ่านสีแดงฉาน
ในหัวของอดีตนักวิทยาศาสตร์เริ่มประมวลผลข้อมูลที่ได้รับมาในวันนี้อย่างบ้าคลั่ง
'ให้ตายเถอะ... ตอนแรกฉันนึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้มาเกิดเป็ลูกชาวนาในหมู่บ้านห่างไกล จะได้ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์วิจัยมานาเงียบๆ ไปวันๆ' ไคแค่นยิ้มในความมืด 'ที่ไหนได้ พ่อดันเป็ถึงอดีตนักผจญภัยแรงค์ A ที่มีวีรชนระดับตำนานอย่างอาจารย์อัลคาร์ดเป็คนสอนวิชา แถมพรรคพวกในปาร์ตี้แต่ละคนยังมีดีกรีระดับเ้าหญิงและนักบวชขั้นสูง... นี่มันไม่ใช่ชีวิตชาวนาธรรมดาแล้ว แต่มันคือมหากาพย์ครอบครัวยอดคนชัดๆ! เื่มันชักจะซับซ้อนจนน่าตื่นเต้นเกินไปแล้วนะ'
ความตื่นเต้นที่ไม่ได้ััมานานในโลกก่อนเริ่มสูบฉีดในอกของเด็กน้อย จนกระทั่งความง่วงงุนจากร่างกายที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่เข้าจู่โจม เขาจึงหลับไปพร้อมกับปริศนาเื่ "มินอส" ที่ยังติดค้างอยู่ในใจ
เช้าวันต่อมา...
แสงอาทิตย์อ่อนๆ รำไรเริ่มสาดส่องผ่านยอดไม้สูงเสียดฟ้า ขบวนขนย้ายมอนสเตอร์ที่นำโดยสามนักรบรุ่นใหญ่และเด็กๆ ทั้ง 8 เดินทางกลับถึง หมู่บ้านดอนตะวันพราว (Dawn-Glade) อย่างปลอดภัย ชาวบ้านที่ทราบข่าวการปราบคิลเลอร์แฟรงค์ต่างพากันออกมามุงดูผลงานการล่าครั้งใหญ่ด้วยความทึ่ง เสียงฮือฮาดังระงมเมื่อเห็นซากสัตว์ร้ายขนาดมหึมาถูกลากเข้ามา
สายตาทุกคู่ที่มองมายังเด็กๆ เต็มไปด้วยความชื่นชมและภาคภูมิใจ โดยเฉพาะพ่อแม่ของเด็กแต่ละคนที่เข้าไปกอดปลอบขวัญและชมเชยลูกๆ ของตน ความอบอุ่นและรอยยิ้มเ่าั้ทำให้เหล่า "หน่วยสำรวจรุ่นจิ๋ว" ลืมความเหนื่อยล้าไปเสียสนิท หลังจากจัดการชำแหละเนื้อและแบ่งปันทรัพยากรเสร็จสิ้น ทุกคนก็ได้แยกย้ายไปพักผ่อนฟื้นฟูกำลังกันอย่างเต็มที่หนึ่งวันเต็ม
เมื่อไค และ เซน กลับถึงบ้าน เอลิน ก็เดินตรงดิ่งเข้ามาหาครอบครัว ใบหน้าสวยหวานของเธอฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด
เธอรีบตรงเข้าคว้าตัวไคมาสำรวจซ้ายทีขวาที
"ไค! ลูกแม่ าเ็ตรงไหนไหม? มีแผลหรือเปล่าลูก? โถ่... พ่อเขาก็เหลือเกิน พาลูกไปเสี่ยงอันตรายขนาดนั้น" เธอพึมพำพลางใช้มานาแสงอ่อนๆ ตรวจสอบร่างกายลูกชาย
"โธ่... เอลีน" เซนที่เดินแบกขาหมูป่าตามหลังมาทำหน้ามุ่ย
"ข้าก็ไปด้วยทั้งคนนะ ไม่ไว้ใจกันเลยหรือไง? เ้าไคน่ะหนังเหนียวจะตายไป แถมยังฉลาดเป็กรด ไม่ปล่อยให้ตัวเองโดนเขี้ยวสัตว์ป่าง่ายๆ หรอกน่า"
เอลินหันไปค้อนขวับใส่สามี
"ก็เพราะคุณเป็แบบนี้ไงคะ ฉันถึงต้องห่วง! ถ้าลูกเป็อะไรไปแม้แต่ปลายก้อยล่ะก็... คืนนี้นอนนอกห้องนะคะเซน!"
คำขู่เฉียบขาดทำเอาอดีตนักผจญภัยแรงค์ A ถึงกับหน้าถอดสี รีบเข้าไปง้อภรรยาพัลวัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆ และชาวบ้าน
วันถัดมา: การเริ่มต้นที่แท้จริง
บรรยากาศ ณ ลานฝึกหน้าหมู่บ้านเช้านี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เซนไม่ได้ถือดาบไม้ผุๆ อีกต่อไป แต่ข้างกายเขามีรางไม้ยาวที่บรรจุ "อาวุธจริง" ที่ผ่านการลับคมและดูแลอย่างดีโดยบารอน
"ในโลกภายนอก มอนสเตอร์ไม่รอให้พวกเ้าพร้อม และมันไม่มีดาบไม้ให้พวกเ้าซ้อมมือ" เซนเอ่ยเสียงเข้ม "วันนี้... พวกเ้าต้องเลือกคู่หูที่จะฝากชีวิตไว้จริงๆ"
เด็กๆ ก้าวเท้าเข้าไปด้วยความประหม่าแต่ตื่นเต้น:
"เมื่อได้อาวุธแล้ว... ก็เริ่มได้! ฝึกพื้นฐาน 1,000 ครั้งร่วง! ปฏิบัติ!"
เสียงสั่งการของเซนเปรียบเสมือนเสียงอัสนีบาต การฝึกที่ทารุณทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกนาทีที่ผ่านไป มันไม่ใช่แค่การเหวี่ยงอาวุธลมๆ แล้งๆ แต่มันคือการเคี่ยวกรำร่างกายให้ทนต่อแรงปะทะหนักๆ การทรงตัวท่ามกลางแรงกดดันของมานาที่เซนปล่อยออกมาข่มขวัญ และที่สำคัญที่สุด... คือการฝึกใช้มานาประสานไปกับอาวุธที่มีน้ำหนักมหาศาล
"อั้ก...!"
เสียงร่างกายเล็กๆ ล้มลงกระแทกพื้นดินดังขึ้นเป็ระยะๆ และแน่นอนว่า ไค ยังคงรักษามาตรฐานความอนาถไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เขาพยายามจะฝืนขยับตามโครงสร้าง Bio-Physics ที่เขาวางไว้ แต่ร่างกายวัย 5 ขวบในตอนนี้เปรียบเสมือนแก้วน้ำใบเล็กที่พยายามจะรับน้ำพุแห่งมานาที่ไหลบ่าเข้ามา ภาระมานาที่เขาพยายาม "บีบอัด" เพื่อเสริมความแกร่งให้ร่างกายชดเชยแรงกายที่ขาดหายไปนั้น มันมากเกินกว่าที่เส้นประสาทจะรับไหว
ในที่สุด ระบบป้องกันตัวเองของสมองก็สั่งให้ "Shut Down" ไปโดยปริยาย ร่างของไคดับวูบลงสู่พื้นหญ้าที่ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ...
แต่ทว่า... ในขณะที่ร่างกายภายนอกนอนแน่นิ่ง "โลกภายใน" ของเขากลับสว่างวาบขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์! จิติญญาของอดีตนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้หลับใหลไปพร้อมกับร่างกายที่อ่อนแอ สมองที่เต็มไปด้วยตรรกะและองค์ความรู้อันมหาศาลเริ่มทำงานอย่างบ้าคลั่งในสภาวะกึ่งฝันกึ่งตื่น
[Anatomical Scanner Lv.1: เปิดการทำงานอัตโนมัติ]
ภาพโครงข่ายมานาที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเพื่อนๆ ปรากฏขึ้นในคลองจักษุของจิต ไคจดจ้องมองมันด้วยสายตาที่เ็าและเที่ยงตรง เขาเริ่มทำการแยกแยะและวิเคราะห์ "เวทไร้ธาตุ" ที่เซนกำลังสอนเพื่อนๆ ในขณะที่เขาสลบไป:
เขาสังเกตเห็น ร็อค ที่กำลังร่ายเวทสั้นๆ อ้อนวอนต่อมานา Fusion รอบตัวเพื่อสร้าง Hardening เคลือบิัจนกลายเป็สีคล้ำและแข็งแกร่งดั่งโลหะ เขามองเห็น ริน ที่เร่งกระแสมานาผ่านระบบประสาทเพื่อทำ High-Speed Accel จนภาพการเคลื่อนไหวของเธอพร่าเลือน และมองเห็น ไมโลและไมล่า ที่ใช้ Feral Instinct กระตุ้นเซลล์รับเสียงจนหูสุนัขสั่นระริกตามคลื่นความถี่ในอากาศ
'มานาไร้ธาตุ... มันไม่ใช่แค่พลังงานดิบที่เอามาเคลือบดาบหรือเสริมกล้ามเนื้อดื้อๆ แบบที่พ่อทำ' ไคคิดพลางจำลองแบบจำลองโมเลกุลมานาขึ้นมาในหัว 'ในเชิงฟิสิกส์ มานาพวกนี้มันคืออนุภาคพื้นฐานที่ยังไม่มี "ทิศทางการสั่นะเื" ที่แน่นอน... สิ่งที่ร่างกายเด็กอย่างเรา้า ไม่ใช่พลังทำลายที่รุนแรงจนแขนหัก... แต่มันคือ "ประสิทธิภาพสูงสุด" (Maximum Efficiency) '
ในห้วงนึกคิดนั้น ไคเริ่มทดลองจัดการกับโครงสร้างมานาไร้ธาตุของตัวเอง เขาไม่ได้พยายามจะเพิ่ม "ปริมาณ" มานา Fusion ที่มีน้อยนิด (21%) ในอากาศ แต่เขาหันไปมอง มานา Fission (89%) ที่ล่องลอยอยู่มหาศาลดุจฝุ่นละอองพลังงานที่ไม่มีใครมองเห็น
'ถ้าฉันบีบอัดอนุภาค Fission เหล่านี้ให้กลายเป็ Fusion ในร่างกายโดยตรง... และสร้าง "โครงสร้างเสริมแรง" (Reinforced Structure) แบบเกล็ดัซ้อนทับกันตามแนวกล้ามเนื้อ... ฉันจะรับน้ำหนักอาวุธจริงได้โดยไม่ต้องเปลืองแรงกายเลยสักนิด!'
เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นบนหน้าผากของเด็กน้อยที่กำลังหลับตาพริ้ม จิตของเขาจดจ่ออยู่กับการสร้าง Recycling Loop วงจรมานาที่เน้นการหมุนเวียนพลังงานกลับมาใช้ใหม่เพื่อไม่ให้ร่างกายสูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์
สติของไคจมดิ่งลงสู่ห้วงลึกของระบบ Researcher OS ในขณะที่ร่างกายภายนอกยังคงนอนแน่นิ่งหอบหายใจรวยรินอยู่บนผืนหญ้า ภาพโครงข่ายมานาที่สแกนได้จากเพื่อนๆ ทั้ง 7 คนถูกจัดระเบียบและวางซ้อนทับกันเป็โมเดล 3 มิติในมโนสำนึกของเขา
เขาสังเกตเห็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของระบบการฝึกในโลกนี้... นั่นคือ "การสูญเสียพลังงานโดยใช่เหตุ"
'พวกนายร่ายเวทเพื่ออ้อนวอนขอมานา Fusion ที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียง 21% ในอากาศ... มันเหมือนกับการพยายามตักน้ำด้วยตะแกรง' ไควิเคราะห์พลางมองดูเส้นสายมานา Fission สีม่วงจางๆ ที่หนาแน่นกว่าถึง 4 เท่าซึ่งฟุ้งกระจายอยู่รอบตัวทุกคน 'แต่ถ้าฉันใช้ความรู้เื่แรงอัดนิวเคลียร์... บีบไอ้ฝุ่นพลังงาน Fission พวกนี้ให้ควบแน่นจนกลายเป็ Fusion ในตัวล่ะ?'
ในห้วงนึกคิด ไคเริ่มทำการทดลองที่บ้าบิ่น เขาไม่ได้แค่ฉาบมานาไว้ที่ิัเหมือนที่เซนสอนให้ทำ Hardening แต่เขาเลือกที่จะแทรกอนุภาคมานาที่บีบอัดแล้วเข้าไปตามช่องว่างของเส้นใยกล้ามเนื้อและแนวกระดูกโดยตรง
[Warning: Biological Stress Level 85%... Applying Reinforced Structure...]
เขาสร้างโครงสร้างผลึกมานาที่เรียงตัวซ้อนทับกันเหมือนเกล็ดปลาั เรียงร้อยกันเป็ตาข่ายรองรับน้ำหนัก (Load-bearing Structure) วิธีนี้จะทำให้กระดูกเด็กๆ ของเขาสามารถรับแรงกระแทกได้มหาศาลโดยที่ไม่หัก และกล้ามเนื้อจะทำงานได้โดยไม่ต้องใช้แรงกายจริงๆ แม้แต่นิดเดียว!
"ไค! เฮ้... ไค! ตื่นได้แล้วไอ้หนู ลูกจะสลบนานเกินไปแล้วนะ!"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยปลุกให้ไคลืมตาขึ้นช้าๆ แสงอาทิตย์ยามบ่ายแก่ๆ แยงตาจนเขาต้องหรี่ลง ภาพตรงหน้าคือใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ของเซนที่กำลังเขย่าไหล่เขาอยู่
"ให้ตายสิ พ่อว่าพ่อก็ลดระดับการฝึกให้ลูกเป็พิเศษแล้วนะเนี่ย" เซนถอนหายใจพลางยื่นมือหนามาดึงลูกชายให้ลุกขึ้น "ดูสิ โวล์ฟ เขาแทงหอกเข้าเป้าไปได้ตั้ง 50 รอบแล้วนะ ส่วนลูก... สลบไปั้แ่รอบที่ 5 พ่อเริ่มกังวลแล้วว่าลูกจะได้ไปเป็นักผจญภัยหรือจะไปเป็คนเฝ้าไข้กันแน่"
โวล์ฟ พี่ใหญ่เผ่าหมาป่าที่ยืนอยู่ไม่ไกล ยักคิ้วให้ไคอย่างผู้ชนะ พลางใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่ข้างแก้มด้วยท่าทางที่ดูภูมิใจในพละกำลังของตนสุดๆ "อย่าฝืนเลยไค นายไปช่วยแม่เอลินปรุงยาในหมู่บ้านน่าจะรุ่งกว่านะ ท่าทางนายตอนล้มลงไปน่ะ... เหมือนแมวใเสียงฟ้าร้องเลยล่ะ"
เพื่อนคนอื่นๆ อย่าง จอร์จ และ ร็อค ต่างก็พากันหัวเราะเบาๆ ไม่ใช่เป็การดูถูก แต่เป็ความเอ็นดูที่มีต่อเพื่อนที่ดูอ่อนแอที่สุดในกลุ่ม
ไคไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเพียงแค่ยิ้มมุมปากเบาๆ พลางปัดฝุ่นและเศษหญ้าออกจากเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ความรู้สึกของเขาในตอนนี้มันต่างไปจากเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนอย่างสิ้นเชิง... เมื่อเขาลองกำหมัดดูเบาๆ เขาไม่ได้รู้สึกถึงความหนักอึ้งของมวลกระดูกและกล้ามเนื้ออีกต่อไป แต่มันกลับรู้สึกมั่นคงและ "แข็งแกร่ง" อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
'สำเร็จ... วงจรมานาแบบโครงสร้างผลึก (Crystalline Mana Circuit) ' ไคแอบคิดในใจอย่างลำพอง สายตาที่มองไปยังโวล์ฟและเพื่อนๆ เปลี่ยนเป็สายตาของอดีตอาจารย์ที่กำลังมองดูผลงานวิจัยชั้นยอด 'หัวเราะไปเถอะพวกนาย... รอให้ถึงพรุ่งนี้ก่อนเถอะ แล้วจะได้รู้ว่า "วิทยาศาสตร์" มันทำอะไรได้มากกว่าการใช้แรงควายถึกเยอะ'
"เอาล่ะทุกคน! วันนี้พอแค่นี้ก่อน!" เซนะโบอกเด็กๆ ที่สภาพแต่ละคนเริ่มดูไม่จืด บางคนขาแข็งจนเดินแทบไม่ได้ "แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้! พรุ่งนี้เราจะเริ่มฝึก 'การประยุกต์ใช้เวทไร้ธาตุเข้ากับอาวุธจริง' ใครที่ยังคุมมานาไม่ได้หรือทำดาบหลุดมือ เตรียมตัวโดนทำโทษด้วยการวิ่งรอบหมู่บ้าน 20 รอบได้เลย!"
เด็กๆ ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยท่าทางอิดโรยและบ่นอุบอิบ ไคเดินตามหลังพ่อของเขาไปเงียบๆ สายตาจ้องมองที่แผ่นหลังกว้างของเซนที่เดินคุยอย่างร่าเริงกับกัลป์และราล์ฟ
ในหัวของไคยังคงวนเวียนอยู่กับเื่ของ "มินอส"... ยัยคนแคระปืนคู่ที่เป็ปริศนาคนนั้น ท่าทางที่พ่อเล่าแบบตัดบทมันชัดเจนมากว่าต้องมี 'ความลับ' บางอย่างที่ไม่้าให้แม่รู้แน่ๆ
'คิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เอาไว้ค่อยหาความจริงทีหลัง'
เขามองดูพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า พลางกำหมัดแน่นขึ้นอีกนิด วันพรุ่งนี้เขาจะทำให้ลานฝึกแห่งนี้ต้องตะลึง...