ที่ลูเซียสขอให้อัจฉริยะตัวน้อยของเขาสอนพลังจิตให้นั้นมีอยู่สองเหตุผลหลักๆ หนึ่งคือป็อปปี้เป็คนที่เขาไว้ใจได้และยังเป็คนที่สามารถผ่านระดับขั้นที่เขายังคงติดอยู่ อย่างหลังคือเขาไม่เชื่อการวินิจฉัยของแพทย์ที่บอกว่าทางเดินพลังจิตของเขามีปัญหาสักเท่าไร
ในโลกเก่าของเขาเคยมีแพทย์ที่วินิจฉัยถึงหนุ่มน้อยคนหนึ่งซึ่งมี ‘สภาวะนมสาว’ สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดเท่านั้น แต่เด็กคนนั้นกลับออกกำลังกายอย่างหนัก จนสิ่งที่เรียกว่า ‘สภาวะนมสาว’ ได้พัฒนากลายเป็กล้ามอกที่สวยงามแทน
เพราะฉะนั้น เขาคิดว่าพลังจิตอะไรพวกนี้ก็ต้องมีทางรักษาอื่นบ้างแหละหน่า
เมื่อทุกคนอยู่พร้อมหน้าบนโต๊ะอาหารก็มีบรรยากาศแห่งความเป็ครอบครัว ทั้งสามคนต่างทานข้าวพลางพูดคุยถึงเื่สัพเพเหระในชีวิต
ลูเซียสเหลือบมองไปยังใบหน้าของท่านพ่อ
ท่านพ่อของเขา ‘ลูคัส ซิกนัส’ หรือก็คือลูกชายคนโตของผู้นำตระกูลซิกนัส เป็ผู้ที่มีระดับขั้นการฝึกพลังจิตต่ำกว่าอา1และอา2น้องชายของเขา ในตระกูลซิกนัสประกอบไปด้วยสามครอบครัวเล็กๆ ที่แก่งแย่งตำแหน่งผู้นำตระกูลรวมถึงมรดกทั้งหมด แต่ดูท่าแล้ว คงจะไปคาดหวังตำแหน่งนั่นกับท่านพ่อไม่ได้
อาจจะเป็เพราะสาเหตุนี้กระมัง ท่านพ่อจึงดูเศร้าหมองตลอดเวลา ถึงจะพยายามปั้นรอยยิ้มขึ้นมากลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองเท่าใด มันก็ยังถูกส่งผ่านออกมาทางสายตาอันไร้ชีวิตชีวานั่นอยู่ดี
เมื่ออิ่มท้อง ลูเซียสกับน้องสาวก็พากันไปที่ห้องหนังสือของผู้ฝึกพลังจิตในตระกูล
ในห้องหนังสือนี้เปิดให้ทุกคนในตระกูลเข้ามาอ่านได้อย่างเปิดกว้าง โดยมีหนังสือข้อมูลการฝึกพลังจิตต่างๆ ของหลายสำนัก บ้างก็เป็ที่โด่งดังในเมืองนี้ บ้างก็มาจากเมืองอื่น หรือแม้แต่หนังสือจากสำนักไร้นามก็มี
เนื้อหาของหนังสือแทบทั้งหมดในห้องนี้จะพูดถึงแค่ระดับขั้นพลังจิตเพียง 3 ระดับและวิธีในการก้าวข้ามพลังจิตอีก 1 วิธีเท่านั้น
เพราะหนังสือที่มีขั้นสูงกว่านี้ย่อมเป็ความรับของแต่ละตระกูล ไม่สามารถปล่อยให้มันรั่วไหลไปสู่บุคคลภายนอกได้
ระดับขั้นพลังทั้งสามระดับ ได้แก่ ‘การก่อเกิดออร่าหรือออร่าขั้นต้น’ ‘การเข้าใจออร่าหรือออร่าขั้นกลาง’ และ ‘การพัฒนาออร่าบริสุทธิ์หรือออร่าขั้นสูง’
อีกหนึ่งวิธีนั้นถูกเรียกว่า ‘การควบแน่นออร่า’ โดยกระบวนการควบแน่นออร่าจะนับเป็ลำดับ ‘ครึ่งก้าวพลังจิต’ ซึ่งป็อปปี้เองก็กำลังฝึกฝนในขั้นนี้
ลูเซียสเดินไล่ไปตามชั้นหนังสือต่างๆ ก่อนจะไปหยุดที่ชั้นหนังสือออร่าขั้นกลาง
น้องสาวตัวเล็กก็เดินตามมาพอดี
“พี่คะ ตอนที่หนูอยู่ขั้นที่2 หนูอ่าน ‘การเรียนรู้ที่จะใช้ออร่าของอาจารย์ลี’ กับ ‘การออกหมัดออร่าของอาจารย์กัล’” เด็กสาวกระตุกชายเสื้อพี่ชายเบาๆ มือเล็กชี้ไปที่ชั้นหนังสือออร่าขั้นกลาง
ลูเซียสมองไล่ไปตามชั้นหนังสือ แล้วหยิบ 2 เล่มนั้นออกมา
เด็กหนุ่มถือหนังสือหนาเตอะทั้งสองเล่มไปวางที่โต๊ะตัวยาวกลางห้องหนังสือ ก่อนจะบรรจงเปิดเล่มของอาจารย์ลีออกมาอ่านทีละหน้า
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง หนังสือกว่าสี่ร้อยหน้าก็ถูกเขาอ่านไปหมด ใบหน้าของลูเซียสเหยเก
อ่านจบก็รู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขาเลือกที่จะหยิบเล่มที่สอง ‘การออกหมัดออร่าของอาจารย์กัล’ มาอ่านต่อ
ตอนนี้หน้าตาของลูเซียสเหมือนกับได้กินยาขมไปยังไงยังงั้น
หนังสือสองเล่มนี้มันอธิบายพลังจิตไปคนละทิศละทางกันเลย บ้าเอ้ยแบบนี้ก็งงตายกันพอดี
ลูเซียสทำได้แค่หันไปยิ้มแหยให้กับน้องสาวที่กำลังอ่านนิทานภาพอยู่ข้างๆ การอ่านหนังสือสองเล่มนี้แทบไม่ทำให้เขาเข้าใจอะไรขึ้นมากเท่าไร
“ที่จริงแล้วหนูก็ไม่ได้ฝึกหรือทำความเข้าใจกับหนังสือพวกนี้หรอกค่ะ แต่คิดตามว่าคนเขียนรู้สึกอะไรอยู่ แล้วเขาคิดอะไร ทำไมถึงเขียนมันออกมาเช่นนี้ อย่างเช่น…”
ป็อปปี้เขยิบเข้ามาใกล้
“ประโยคนี้ ‘พลังแข็งแกร่งอันร้อนระอุที่แผดเผาอยู่ที่มือ จะผสานเป็หนึ่งเดียวกันกับมือ’ คือแบบนี้ค่ะ”
ป็อปปี้ยื่นมือออกมา ผ่านไปสักพักกลุ่มพลังงานที่ลักษณะคล้ายฝุ่นผงก็รวมตัวกันโอบล้อมมือเธอไว้ เมื่อมันรวมตัวกันมากพอจนเริ่มนิ่งแล้ว กลุ่มก้อนฝุ่นผงนั่นดูคล้ายถุงมือบางๆ ที่หุ้มมือเธออยู่
“ลองจับดูสิคะ” เธอยื่นมือเล็กๆ ไปตรงหน้าลูเซียส
ลูเซียสค่อยๆ ยื่นมือไปจับ ถุงมือบางๆ นั้นก็ไหลจากมือป็อปปี้มาที่มือเขา ความรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ แต่แค่ที่กล้ามเนื้อเท่านั้น ไม่ได้ผสานทั้งมือแบบที่หนังสือบอก มันไม่ได้รวมเส้นเอ็นและกระดูกไปด้วย
“อ่า เขาแค่เขียนจากสิ่งที่เขารู้สึกสินะ” ลูเซียสขยับมือไปมา พลังงานที่ส่งผ่านจากป็อปปี้เมื่อกี้พลันหายไปทันทีที่เขาขยับ
“หนูคิดว่าแบบนั้นนะ” ป็อปปี้กำมือแน่น เมื่อแบมือมาอีกครั้ง พลังงานก็หายไป
“ที่หนูกลายเป็ออร่าขั้นสูงได้ เพราะหนูควบคุมพลังแบบนี้ได้ทั้งตัว แต่อย่างที่ท่านพี่เห็น กว่าหนูจะเรียกมันออกมาได้ มันช้าเกินไป”
ลูเซียสเหมือนจะคิดอะไรออกมาได้
…ก่อเกิดออร่า เข้าใจออร่า และ ออร่าบริสุทธิ์ งั้นเหรอ
“ป็อปปี้ ััออร่าในอากาศให้พี่ดูหน่อย”
“หือ?” คนตัวเล็กเอียงคอสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “อือ ได้สิ”
ป็อปปี้ค่อยๆ หลับตาลง ไม่นานก็มีกลุ่มพลังงานในอากาศวนหมุนวนอยู่รอบตัว ก่อนจะหมุนรวมเป็เกลียวเข้าสู่หน้าอก เข้าไปถึงหัวใจ
นี่มันไม่เหมือนตอนที่เรารวบรวมเลย
“พอแล้วๆ เก่งมากครับ” ลูเซียสวางมือบนหัวของป็อปปี้แล้วขยี้เบาๆ
“ค่ะท่านพี่” รอยยิ้มกว้างเปี่ยมไปด้วยความสุขของเด็กน้อยถูกส่งกลับมา
“ป็อปปี้เองก็ไม่รู้จะสอนอะไร แต่ป็อปปี้คิดว่าท่านพี่น่าจะต้องฝึกฝนหมัดของอาจารย์กัลให้ชำนาญก่อน ถึงจะผ่านขั้น 2 ไปได้ค่ะ” เด็กสาวแสดงอาการหวั่นใจเล็กๆ เธอกังวลว่าคำแนะนำของเธออาจช่วยไม่ได้มากนัก แต่อย่างน้อยก็พยายามสอนที่สุดแล้วนะ
ลูเซียสยิ้มให้กับท่าทางของคนตรงหน้า เพราะการแสดงออกแบบซื่อตรงแบบนี้ทำให้เขาอดจะเอ็นดูเธอไม่ได้จริงๆ
“คนเก่งของพี่ทำดีมากแล้วครับ วันนี้ขอบคุณมากนะ เดี๋ยวพี่ขอหาหนังสืออ่านต่อนิดหน่อย ป็อปปี้ไปพักเถอะ” เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปขยี้ผมเธออีกรอบ
ขยี้บ่อยขนาดนี้ ผมยุ่งหมดแล้วนะ! เด็กสาวหน้ามุ่ยได้แต่คิดในใจ แต่ก็ยอมให้ขยี้อยู่ดี
หลังจากข้าวเย็นก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว เวลาตอนนี้ก็น่าจะประมาน 2 ทุ่ม อ๊ะ ถึงเวลานอนของเ้าตัวเล็กพอดี
ฮ้าวว
“งืออ” ป็อปปี้เอามีขยี้ตา ปากก็หาวหวอด เด็กๆ นี่นอนเป็เวลากันดีจริง
“..ง่วงจริงด้วย” ลูเซียสพึมพำเบาๆ เด็กสาวตรงหน้าเขาทำท่าสะลึมสะลือเสียจนแทบจะนอนหลับตรงนี้ให้ได้
“งั้นฝันดีนะคะ” ป็อปปี้ชะเง้อคอไปหอมแก้มเขาเบาๆ ก่อนจะลากร่างง่วงๆ ของตัวเองเดินออกจากห้องหนังสือ
ลูเซียสนิ่งสนิท มือยังคงจับแก้มซ้ายของตัวเอง ใบหน้าขาวซีดแดงระเรื่อขึ้นจนกลายเป็สีของมะเขือเทศสุก
ไม่ชินกับการมีสาวมาหอมแก้มแบบนี้สักทีแฮะ…
ยังไงก็ต้องสลัดความเขินนี่ออกไปก่อน ตั้งสติสิ ต้องอ่านหนังสือ ต้องอ่านหนังสือ!
เมื่อตั้งสติได้ ลูเซียสก็มุ่งหน้าไปที่ชั้นหนังสือ ‘การก่อเกิดออร่าขั้น 1’ แล้วกวาดหนังสือมาสิบกว่าเล่มโดยไม่สนใจชื่อคนแต่งมาไว้ในอ้อมแขน
จากนั้นก็ทำแบบเดียวกันกับหนังสือขั้น 2 ‘การเข้าใจออร่า’
ลูเซียสแบกหนังสือกองโตกว่ายี่สิบเล่มตรงดิ่งเข้าห้องนอนของตัวเอง
เมื่อประตูห้องนอนของลูเซียสถูกปิด เงาทะมึนรูปร่างคล้ายคนก็ค่อยๆ เดินออกมาจากมุมมืด กระดิ่งพรวนที่ข้อมือสั่นไปตามการเคลื่อนไหวของเ้าของ
เขาคือลูกพี่ลูกน้องของลูเซียส… ‘อัลเฟรด’
“นายคงจะฝึกพลังจิตมาแก้แค้นฉันสินะ ไอ้พิการเอ้ย”
เพราะเสียงกุ๊งกิ๊งของกระดิ่งพรวนที่ข้อมือดังวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ห้องเขา ทำให้คนในห้องต้องแนบหูกับประตูแอบฟังว่าไอ้คนข้างนอกมันมีธุระอะไรกับเขานักหนา
แก้แค้นเหรอ? เราไปมีความแค้นอะไรกับมันตอนไหน เพ้อเจ้อ
แต่อัลเฟรดคิดว่าเขาจะไม่รู้ตัวเลยหรือว่าโดนสะกดรอยตามมา ทั้งเสียงกุ๊งกิ๊งของกระดิ่งพรวน ฝีมือการซ่อนตัวระดับโคตรห่วย แถมมันยังพูดกับตัวเองคนเดียวอีก
ประสบการณ์การเป็มือสังหารมา 7 ปีเศษของลูเซียสแทบไม่ต้องใช้เลยด้วยซ้ำ เล่นแสดงตัวมาชัดเจนขนาดนี้ เขาได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอากับพฤติกรรมติงต๊องของคนนอกห้อง
ตอนแรกก็คิดว่ามาแอบเอาของลับอะไรในห้องสมุด ที่แท้ก็พยายามมา ‘ยุ่ง’ เื่ของเขานี่เอง
แต่คนบื้อแบบเ้านั่นจะไปทำอะไรได้ เอาเวลาไปอ่านหนังสือกองโตที่เพิ่งขนมายังมีประโยชน์เสียกว่า
ลูเซียสแบกหนังสือกองโตที่วางไว้ข้างๆ ประตูไปไว้บนโต๊ะ ก่อนจะพลิกอ่านทีละหน้าด้วยความมุ่งมั่น
คืนนี้จะอ่านให้หมดเลย!