ภายในเรือนพักคนใช้ที่มืดมิดและเงียบสงัด แสงจันทร์สีเงินยวดยังสาดส่องผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้เก่าคร่ำครึลงมากระทบใบหน้าของมู่ฝานที่กำลังนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่ง
ในห้วงจิติญญาอันลึกล้ำ หอหมื่นวิถีกำลังเปล่งแสงเจิดจรัสระยิบระยับ เงินสิบตำลึงที่ได้รับมาจากซูหลิงเอ๋อร์สลายกลายเป็ละอองแสงสีทองอร่าม ก่อนจะถูกดูดกลืนเข้าไปภายในประตูเจดีย์หยกโบราณอย่างรวดเร็ว
[ยืนยันการเลือกหมวดหมู่: กายา]
[ระบบกำลังดำเนินการสุ่มรางวัล]
วงล้อแห่งโชคชะตาภายในห้วงจิตหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็ภาพติดตา ก่อนจะค่อยๆ ชะลอความเร็วลงและหยุดนิ่งในที่สุด พลันลำแสงสีม่วงเข้มอันเป็ตัวแทนของความหายากระดับสูงพุ่งทะยานวาบออกมาจากยอดเจดีย์หยกอย่างทรงพลัง!
[ยินดีด้วย! ท่านได้รับ: กายากระบี่ดารา (ระดับปฐีขั้นสูง)]
"กายากระบี่ดารารึ!"
มู่ฝานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นยินดี ในความทรงจำจากตำราโบราณที่เขาเคยอ่านผ่านตาในหอคัมภีร์เก่าของสำนักหมอกคราม 'กายากระบี่ดารา' คือหนึ่งในร้อยสุดยอดกายาอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ผู้ที่กายานี้จะมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับหมู่ดาวบนฟากฟ้า สามารถชักนำพลังดาราอันบริสุทธิ์มาชำระล้างกระดูกและเส้นเอ็น และที่สำคัญที่สุดคือจะได้รับพร์ในวิถีกระบี่อันน่าตื่นตะลึงชนิดที่ร้อยปีจะบังเกิดสักคน!
[ท่าน้าเริ่มต้นการหลอมรวมในทันทีหรือไม่]
"หลอมรวมทันที!"
มู่ฝานส่งสัญญาณตอบรับในใจโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทันใดนั้น กระแสพลังงานสายหนึ่งที่ร้อนระอุราวกับลาวาเดือดพล่าน ทว่าก็เย็นะเืดุจน้ำแข็งขั้วโลกในเวลาเดียวกัน พุ่งทะยานออกจากเจดีย์หยกเข้าสู่ร่างกายของเขาโดยตรง
"อึก!"
มู่ฝานกัดฟันแน่นจนเกิดเสียงกระดูกกรามกระทบกันดังกรอด ความเ็ปอันมหาศาลเกินขีดจำกัดมนุษย์ถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นั์ ความรู้สึกในยามนี้ราวกับกระดูกทุกชิ้นทั่วร่างกำลังถูกค้อนั์ที่มองไม่เห็นทุบทำลายจนแตกละเอียดเป็ผุยผง ก่อนจะถูกหล่อหลอมและนำมาประกอบขึ้นใหม่อีกครั้ง เส้นเอ็นทั่วร่างถูกดึงยืดจนตึงเปรี๊ยะ มัดกล้ามเนื้อถูกฉีกกระชากและถักทอขึ้นใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม โลหิตสีแดงคล้ำที่หนืดข้นและเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกตกค้างค่อยๆ ซึมหลั่งออกมาตามรูขุมขนทั่วร่างกาย
ในเวลาเดียวกัน บนฟากฟ้ายามราตรีเหนือเมืองเมฆาคล้อย หมู่ดาวน้อยใหญ่นับหมื่นนับแสนดวงพลันส่องแสงสว่างวาบขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันชั่วขณะหนึ่ง แสงดาวเ่าั้ควบแน่นและถักทอรวมตัวกันเป็เส้นสายพลังงานบางเบาที่ยากจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก่อนจะพุ่งทะยานดิ่งตรงลงมาจากสรวง์ มุ่งสู่เรือนพักคนใช้ซอมซ่อแห่งนี้ ร่างกายของมู่ฝานดูดซับพลังงานแห่งแสงดาวเ่าั้เข้าไปอย่างตะกละตะกลาม ความเ็ปทรมานเจียนตายในคราแรกค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกเบาสบายและเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังมหาศาล
"ปัง!"
เสียงทุ้มต่ำดังกังวานขึ้นภายในจุดตันเถียน พันธนาการและกำแพงคอขวดที่กั้นขวางระดับพลังยุทธ์เอาไว้ ถูกพลังดาราอันบริสุทธิ์สายนั้นกระแทกเข้าใสอย่างรุนแรงจนพังทลายลงอย่างง่ายดาย ระดับรวมพลังขั้นสี่ระดับกลาง แตกแขนงสู่ระดับสี่ระดับสูง จนกระทั่งทะลวงผ่านระดับสี่ขั้นสูงสุด!
"ตู้ม!"
"ขั้นรวมพลังระดับห้า!"
มู่ฝานลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พลันประกายแสงสีเงินยวดยามราตรีที่มีรูปร่างคล้ายกระบี่ขนาดเล็กจิ๋ววูบผ่านั์ตาของเขาคู่นั้นก่อนจะจางหายไปอย่างลึกลับ เขายกฝ่ามือขึ้นมากำหมัดแน่น รู้สึกได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่เอ่อล้นและะเิออกมามากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ประสาทััทั้งห้าเฉียบคมขึ้นถึงขีดสุด จนกระทั่งสามารถรับรู้และได้ยินเสียงของจิ้งหรีดที่กำลังขยับปีกร้องอยู่ห่างออกไปไกลนับร้อยก้าวได้อย่างชัดเจน
"นี่น่ะหรือ คือความรู้สึกยามที่ได้กลายเป็อัจฉริยะ"
มู่ฝานก้มลงมองสำรวจร่างกายของตนเองที่ยามนี้ถูกปกคลุมไปด้วยคราบเมือกหนืดสีดำสนิท ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวคละคลุ้ง สิ่งนี้คือสิ่งสกปรกและสารพิษตกค้างในร่างกายที่ถูกขับออกมาหลังจากกระบวนการผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นและชำระล้างไขกระดูกได้เสร็จสิ้นลง เขารีบลุกขยับกายไปตักน้ำจากบ่อน้ำหลังเรือนพักมาชำระล้างร่างกายอย่างรวดเร็ว เมื่อคราบสกปรกโสโครกเ่าั้หลุดลอกออกไปจนหมดสิ้น ก็เผยให้เห็นผิวพรรณที่ขาวผ่องเนียนละเอียดดุจหยกเนื้อดี ทว่ามัดกล้ามเนื้อกลับแน่นกระชับได้สัดส่วนงดงามสมบูรณ์แบบแฝงไปด้วยพลังทำลายล้าง
รุ่งเช้า
แสงตะวันแห่งวันใหม่สาดส่องลงกระทบลานดินกว้างหน้าเรือนพัก มู่ฝานตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เขาเดินออกมาสูดอากาศอันบริสุทธิ์ยามเช้า ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กๆ ของใครคนหนึ่งกำลังจับไม้กวาดกวาดใบไม้แห้งอย่างเก้ๆ กังๆ อยู่ที่หน้าเรือน นางเป็เด็กสาวอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปี สวมชุดสาวใช้สีเขียวอ่อนสะอาดตา ใบหน้าดูแฉล้มจิ้มลิ้มน่ารัก ทว่ากลับแสดงสีหน้าหวาดกลัวและระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
เมื่อนางหันมาเห็นมู่ฝานเดินออกมาจากเรือนพัก เด็กสาวก็สะดุ้งโหยงด้วยความใ รีบปล่อยทิ้งไม้กวาดในมือลงพื้นแล้วคุกเข่าลงโขกศีรษะทันที
"ท... ท่าน... คารวะคุณชายเขย บ่าวมีนามว่าเสี่ยวชุ่ย ถูกส่งมา... ถูกหัวหน้าแม่บ้านสั่งให้มาคอยดูแลท่าน"
เสี่ยวชุ่ยส่งเสียงสั่นเครือ ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นกลัว นางเป็เพียงสาวใช้ระดับล่างสุดในจวนตระกูลซู เมื่อคืนนี้เพิ่งถูกหัวหน้าแม่บ้านสั่งย้ายด่วนให้มาคอยดูแล 'บุตรเขยขยะ' ที่เรือนพักคนใช้เก่าแห่งนี้ บ่าวไพร่คนอื่นๆ ในตระกูลต่างพากันหัวเราะเยาะถากถางนางที่ต้องมาเผชิญเคราะห์กรรมตกระกำลำบาก คอยรับใช้เ้านายที่ไร้อนาคตเช่นนี้
มู่ฝานจ้องมองดูเด็กสาวที่กำลังตื่นกลัวจนหัวหด พลันเผยรอยยิ้มบางๆ อย่างเป็มิตร
"ลุกขึ้นเถิด ไม่จำเป็ต้องคุกเข่าโขกศีรษะถึงเพียงนั้น ข้าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เ้าคิดหรอก"
เสี่ยวชุ่ยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อพบว่าคุณชายเขยไม่ได้มีท่าทางเกรี้ยวกราดดุดันหรือโมโหร้ายอย่างที่คนภายนอกพากันลือกัน ซ้ำร้ายใบหน้าของเขายังดูหล่อเหลาคมคายและมีสง่าราศีอย่างประหลาดจนทำให้นางลอบตะลึงไปชั่วครู่
"รับทราบ"
นางรับคำเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืน
"เสี่ยวชุ่ย ยามนี้มีสิ่งใดให้ข้าทานเพื่อรองท้องบ้างหรือไม่" มู่ฝานเอ่ยถามพลางยกมือลูบท้องของตนเอง
"ม... มีอยู่ ทว่า..." นางแสดงสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเดินไปหยิบตะกร้าสานใบเก่าที่วางอยู่มุมหนึ่งมาเปิดออกให้ดู
สิ่งของที่อยู่ด้านในมีเพียงหมั่นโถวแห้งกรังแข็งๆ สองลูก กับน้ำแกงผักกาดขาวที่เจือจางเสียจนแทบจะไม่มีเศษผักลอยอยู่เลย ชัดเจนว่าพวกคนในโรงครัวใหญ่จงใจกลั่นแกล้งรังแกอย่างเห็นได้ชัด เสี่ยวชุ่ยใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและรู้สึกผิด
"ขออภัยด้วย พวกเขาที่โรงครัวบอกว่าอาหารดีๆ ถูกเบิกไปจนหมดสิ้นแล้ว"
มู่ฝานเอื้อมมือหยิบหมั่นโถวแข็งๆ ลูกนั้นขึ้นมากัดทานอย่างไม่ถือสาหาความ
"ไม่เป็ไรหรอก สิ่งใดที่สามารถทานได้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว"
เขานั่งทานหมั่นโถวตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่มีอาการปริปากบ่นออกมาแม้แต่คำเดียว การกระทำเช่นนี้ทำให้เสี่ยวชุ่ยรู้สึกตื้นตันและประทับใจลึกๆ ในใจ คุณชายผู้นี้ช่างมีความอดทนอดกลั้นและไม่ถือตัวเป็เ้านายผู้สูงส่งเลยสักนิด
"เสี่ยวชุ่ย หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว เ้าช่วยไปเสาะหาของสิ่งหนึ่งมาให้ข้าที"
"คุณชาย้าสิ่งใดหรือ"
"กิ่งไผ่ หรือกิ่งไม้อันใดก็ได้ที่มีความยาวประมาณหนึ่ง่แขน ข้า้านำมันมาใช้ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย"
แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ ทว่าเสี่ยวชุ่ยก็รีบวิ่งออกไปจัดการตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักนางก็เดินกลับมาพร้อมกับกิ่งไผ่แห้งๆ กิ่งหนึ่ง มู่ฝานยื่นมือไปรับกิ่งไผ่ก้านนั้นมาถือไว้ ทันทีที่ฝ่ามือััโดนเนื้อไม้ ความรู้สึกคุ้นเคยอันน่าประหลาดใจพลันแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง กายากระบี่ดาราภายในกายเกิดการสั่นพ้องตอบรับแ่เบา ราวกับว่ากิ่งไผ่แห้งไร้ค่าในมือยามนี้คือศาสตราวุธหรือกระบี่วิเศษคู่กายอย่างไรอย่างนั้น
"ขวับ!"
เขาเสือกกิ่งไผ่ตวัดออกไปเบาๆ ในอากาศ พลันเสียงแหวกฝ่ามวลอากาศดังก้องหวีดหวิว รอยคมกริบสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนพื้นดินเบื้องหน้าอย่างน่าอัศจรรย์ มันฝังลึกซึ้งลงไปเกือบหนึ่งนิ้ว ทั้งที่ปลายกิ่งไผ่แห้งนั้นยังไม่ได้ััโดนผิวพื้นดินเลยด้วยซ้ำไป!
"ปราณกระบี่งั้นรึ" มู่ฝานพึมพำกับตนเองด้วยความพึงพอใจ "ขั้นรวมพลังระดับห้า เมื่อผสานเข้ากับพลังของกายานี้ พลังทำลายล้างช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"
"ตึง! ตึง! ตึง!"
ทันใดนั้นเอง เสียงรัวกลองศึกที่บริเวณหน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลซูก็ดังสนั่นหวั่นไหวะเืเลื่อนลั่น ตามมาด้วยเสียงะโก้องที่อัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณสายหนึ่ง ซึ่งดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วทั้งคฤหาสน์
"หวังเถิงแห่งตระกูลหวัง มาขอเยี่ยมเยียนเขยขวัญคนใหม่แห่งตระกูลซู! ได้ยินมาว่าศิษย์จากสำนักหมอกครามนั้นเก่งกาจสามารถนักหนา วันนี้ข้าหวังเถิงจึงใคร่ขอคำชี้แนะชิงชัยสักครา!"
น้ำเสียงกระด้างนั้นเต็มไปด้วยความโอหังอวดดีและดูถูกเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด ณ ลานดินกว้างหน้าเรือนพักคนใช้ มู่ฝานหยุดการเคลื่อนไหวลงพลางลดกิ่งไผ่ในมือลงข้างกาย ส่วนเสี่ยวชุ่ยยามนี้ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเืด้วยความตื่นตระหนก
"นั่นมันคือเสียงของคุณชายใหญ่หวังเถิงแห่งตระกูลหวัง ได้ยินมาว่าเขาเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากสำนักตะวันเดือด พลังฝีมือวรยุทธ์ร้ายกาจเป็อย่างยิ่ง เขาต้องจงใจมาหาเื่ท้าทายท่านอย่างแน่นอน"
มู่ฝานหรี่ั์ตาลงเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มจางๆ ที่ยากจะคาดเดาความหมาย
"เพิ่งจะได้หลอมรวมพลังสายใหม่มาหมาดๆ ก็มีกระสอบทรายเดินมาให้ทดสอบฝีมือถึงที่เชียวรึ"
"เสี่ยวชุ่ย"
"มีอะไรหรือ"
"เตรียมต้มน้ำชาเอาไว้เถิด อีกประเดี๋ยวข้าจะกลับมาดื่ม"
เมื่อพูดจบ มู่ฝานก็ถือกิ่งไผ่แห้งก้านนั้นไพล่หลังเอาไว้ ก่อนจะก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าตรงไปยังประตูใหญ่ของจวนตระกูลซูด้วยท่วงท่าเยื้องกรายสบายๆ ราวกับกำลังจะออกไปเดินเล่นชมทัศนียภาพ ทิ้งให้เสี่ยวชุ่ยได้แต่ยืนอ้าปากค้าง จ้องมองดูแผ่นหลังของเขาที่เดินจากไปด้วยความตื่นตะลึง
ณ บริเวณลานกว้างหน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลซู ยามนี้มีฝูงชนจำนวนมากพากันมายืนมุงดูกันจนเนืองแน่น มีทั้งบ่าวไพร่ภายในจวนและชาวเมืองที่กำลังสัญจรไปมาแวะเวียนเข้ามามุงดูเหตุการณ์
ซูเจิ้นไห่ ประมุขตระกูลซู กำลังยืนขวางประตูใหญ่เอาไว้ด้วยสีหน้าบึ้งตึงถมึงทึง ข้างกายของเขามีซูเหยียนหรานที่ยืนก้มหน้านิ่งพลางกำหมัดแน่นด้วยความอัดอั้น และซูหลิงเอ๋อร์ที่จ้องมองไปยังผู้มาเยือนด้วยแววตาเกลียดชังอย่างไม่ปิดบัง เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสามคือหวังเถิง ชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันในชุดคลุมยาวสีแดงเพลิง ซึ่งกำลังแผ่ซ่านกลิ่นอายความร้อนแรงระอุของเคล็ดวิชาสายอัคคีออกมาอย่างจงใจ ด้านหลังของเขามีกลุ่มผู้ติดตามจากตระกูลหวังที่พากันส่งเสียงหัวเราะคิกคักขบขัน
"ท่านลุงซู" หวังเถิงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเยาะ "ข้าเอ่ยปากเรียกหาตัวบุตรเขยของท่านตั้งนานสองนานแล้ว เหตุใดมันจึงยังมุดหัวซ่อนตัวอยู่เล่า หรือว่ากระแสข่าวลือจะเป็ความจริง ที่ว่าตระกูลซูได้เศษขยะไร้ค่ามาค้ำจุนตระกูล"
"หุบปากเน่าๆ ของเ้าเสีย!" ซูหลิงเอ๋อร์ะโลั่นด้วยความโกรธ "พี่เขยของข้ากำลังพักผ่อนอยู่ด้านใน คนถ่อยใจหยาบเช่นเ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยปากเรียกหาตามใจชอบ!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า! พักผ่อนรึ หรือว่าหวาดกลัวจนหัวหดไปเสียแล้ว!" หวังเถิงหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะชักดาบเล่มใหญ่หนาหนักออกมาชี้ตรงไปด้านหน้า "หากแม้นมันยังไม่ออกมา ข้าจะบุกเข้าไปลากคอสลัดขยะตัวนั้นออกมาด้วยตนเอง!"
ซูเหยียนหรานก้าวเท้าออกมาด้านหน้าหนึ่งก้าว แววตาแปรเปลี่ยนเป็เด็ดเดี่ยวแน่วแน่
"หวังเถิง ในเมื่อคนที่เ้าปรารถนาจะประลองด้วยคือคนของตระกูลซู เช่นนั้นข้า ซูเหยียนหราน จะขอเป็ผู้รับมือเ้าเอง!"
"เ้าอย่างนั้นรึ" หวังเถิงจ้องมองดูหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยดำรงฐานะเป็ถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งด้วยสายตาสมเพชเวทนา "คุณหนูซู ยามนี้เ้าเป็เพียงคนพิการที่จุดตันเถียนถูกทำลายจนเสียหาย ข้าเองก็ไม่อยากถูกผู้คนในใต้หล้าตราหน้าว่ารังแกสตรีที่ไม่มีทางสู้หรอกนะ"
ถ้อยคำถากถางเ่าั้ราวกับคมมีดกรีดลึกลงตรงกลางใจ ซูเหยียนหรานใบหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาด้วยความเ็ปลึก
"แต่หากเ้าปรารถนาอยากจะเล่นสนุก ข้าก็ยินดีจะสนองให้!"
หวังเถิงเงื้อดาบเล่มใหญ่ขึ้นสูง พลังลมปราณสีแดงเพลิงลุกโชนโชติตระการตาเตรียมพร้อมจะฟาดฟันเข้าใส่หญิงสาวที่ไร้ทางสู้ เพื่อเป็การตบหน้าประกาศชัยชนะเหนือตระกูลซูให้ฉาดใหญ่
"หยุดมือเดี๋ยวนี้!" ซูเจิ้นไหตรัสะโลั่น ทว่าตัวเขาในยามนี้กลับอยู่ห่างไกลเกินกว่าจะพุ่งทะยานเข้าไปขวางกั้นได้ทันท่วงที
ในวินาทีวิกฤตชี้เป็ชี้ตายนั้นเอง
"ฟึ่บ!"
เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานแหวกมวลอากาศออกมาจากทางด้านหลังประตูใหญ่ของจวนตระกูลซู มันรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ แฝงไปด้วยพลังกดดันสายหนึ่งพุ่งเข้าปะทะกับตัวใบดาบของหวังเถิงอย่างแม่นยำรวดเร็ว
"เคร้ง!"
อานุภาพแรงปะทะอันมหาศาลส่งผลให้ดาบเล่มใหญ่ในฝ่ามือของหวังเถิงเบี่ยงเบนผิดทิศทาง พุ่งฟาดลงสู่พื้นศิลาด้านข้างจนแตกกระจายเป็เศษหิน หวังเถิงถึงกับเซถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความตื่นตระหนกใ
"ใครกัน!"
สายตาของทุกผู้คนในลานกว้างพลันหันขวับไปจับจ้องยังทิศทางประตูใหญ่เป็ตาเดียว ร่างโปร่งระหงในชุดผ้าป่านหยาบสีเทาซีดค่อยๆ ก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง ในฝ่ามือถือเพียงกิ่งไผ่ก้านยาวก้านหนึ่งที่ดูแสนจะเปราะบางหักง่าย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแสดงสีหน้าราบเรียบเฉยชา ั์ตาคู่นั้นจับจ้องตรงไปยังหวังเถิงราวกับกำลังมองดูแมลงไร้ค่าตัวหนึ่ง
"รังแกสตรีที่ไม่มีทางสู้ นี่ยังนับเป็วิถีทางอันสูงส่งของผู้ฝึกยุทธ์อยู่อีกรึ"
มู่ฝานก้าวเท้าเข้ามายืนบดบังร่างกายของซูเหยียนหรานเอาไว้ แผ่นหลังของเขาในยามนี้แม้จะดูไม่กว้างใหญ่กำยำนัก ทว่ากลับส่งผ่านกระแสความรู้สึกอันมั่นคงดุจขุนเขามาให้อย่างน่าประหลาดใจ ซูเหยียนหรานเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง จ้องมองดูแผ่นหลังของบุรุษตรงหน้า
"มู่ฝาน..."
มู่ฝานเหลียวใบหน้ากลับมามองนางเล็กน้อย พลันเผยรอยยิ้มละมุนบางเบา
"ขออภัยที่ข้ามาช้าไปเสียหน่อย... ภรรยาข้า"
หลังจากนั้น เขาก็หันร่างกลับไปเผชิญหน้ากับหวังเถิงโดยตรง พลันยกกิ่งไผ่แห้งในมือขึ้นชี้ตรงไปยังใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
"เ้าประกาศก้องร้องเรียกหาตัวข้ามิใช่รึ ยามนี้ข้ามายืนอยู่ตรงหน้าเ้าแล้ว มีหนทางอันใดก็จงสำแดงออกมาเถิด!"