เจิ้งฝูหลิงนั่งรถม้าคู่กับโจวจวิน เขาจ้องมองหน้าน้องเขยอย่างแปลกใจ
"น้องเขยแผลบนใบหน้าของเ้าดูไม่น่ากลัวเหมือนแต่ก่อน เ้าใช้ยาอะไร ดูแผลเป็จะเริ่มจางลงแล้ว"
โจวจวินเองก็รู้สึกแปลกใจ เขาไม่เคยส่องกระจกเงา หรือมองเงาใบหน้าของตนในน้ำ หลังจากได้แผลที่หน้ามาเขาไม่ยอมให้ภรรยาของเขาใช้สมุนไพรรักษา เพราะคิดอยากใช้แผลเป็บิดบังใบหน้าที่แท้จริง ิัรอบรอยแผลตึงเวลาเขาแสดงสีหน้า แต่วันนี้กลับไม่ตึงเหมือนเมื่อวาน
"คงต้องถามอาผิงแล้วล่ะขอรับ ข้าไม่เคยทายา มีแต่อาผิงที่กล้ายุ่งกับใบหน้าของข้า"โจวจวินตอบด้วยเสียงเงียบขรึม
"อ่อ ใช่ท่านแม่เขียนจดหมายมาเล่าว่าอาผิงเรียนรู้เื่สมุนไพรและรักษาคนป่วยได้มาจากหนูเมิ่งของนาง แผลเป็ที่ดูน่ากลัวกลับจางลงรวดเร็วขนาดนี้ ดูท่าฝีมือทางการรักษาของอาผิงจะเก่งกาจมิใช่น้อย" เจิ้งฝูหลิงพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม
เจิ้งฮุ่ยผิงยิ้มรับคำชม แต่ในใจกับส่งความคิดไปถามบุตรสาว 'หยาหยา ฝีมือของเ้าหรือ'
'ข้าใช้แก้วดวงจิตให้ค่อยๆ รักษาทีละนิด ท่านแม่วางใจเถิดแผลจะค่อยๆ หายไม่มีใครผิดสังเกตหรอกเ้าค่ะ'
'แต่ท่านพ่อของเ้าไม่อยากให้แผลหาย เขาอยากมีแผนบนใบหน้า'
'ท่านแม่เคยบอกข้าว่าท่านพ่อไว้หนวดเครามาโดยตลอด ต่อไปนี้ให้ท่านพ่อกำจัดหนวดเคราให้เกลี้ยงก็ไม่มีใครจำได้แล้ว อีกอย่าง ที่ดินแดนแห่งนี้ใครจะมารู้จักตัวตนที่แท้จริงของท่านพ่อล่ะเ้าคะ'
'แต่ก็อาจจะมีคนรู้จักท่านพ่อของเ้าก็ได้'
'ท่านแม่ หยาหยาไม่อยากให้ผู้อื่นเรียกท่านพ่อว่าไอ้หน้าผี ท่านบอกท่านพ่อให้กำจัดหนวดเคราให้เกลี้ยงทุกวันแทนเถิดเ้าค่ะ แผลเป็ข้าจะทำให้มันจางหายไปอย่างแน่นอน มีแผลที่หน้าใครๆ ก็สังเกตุเห็น อีกอย่างคนที่แคว้นเดิมก็มีหลายคนที่รู้ว่าโจวจวินหยางเวลานี้มีใบหน้าเสียโฉมไปแล้ว เมื่อไม่มีแผลที่หน้านี่จะไม่เป็การอำพรางได้ดีกว่าหรือเ้าคะ หากข้าทำให้ท่านพ่อหล่อเหลามากขึ้น'
เจิ้งฮุ่ยผิงมัวคุยกับบุตรสาวจึงไม่รู้ว่ายามนี้นางเจียงพูดเยินยอความสามารถในการรักษาคนของตนไปไกลแล้ว
"รอให้อาผิงเจอท่านพ่อของเ้า ข้าจะให้อาผิงรักษาอาการปวดเข่าให้ตาเฒ่าให้หายปวด อาผิงเก่งเื่นี้ที่สุดแล้ว"
"ดีขอรับ ท่านหมอในเมืองฝูโจวเก็บค่ารักษาแพงเหลือเกิน หากรักษาท่านพ่อให้กลับมาแข็งแรงได้ข้าจะดีใจมาก"
เกวียนวัววิ่งได้ไม่เร็ว แต่ก็เร็วกว่าฝีเท้าของคน หมู่บ้านเถียนซีห่างจากเมืองฝูโจวประมาณ 120 ลี้* ใช้เวลาเดินทางประมาน 2 ชั่วยาม**กับอีก 2 เค่อ*** โจวจื่อหยาคิดคำนวนในใจว่า ความเร็วของวัวอยู่ที่ประมาณ20 กิโลเมตรต่อหนึ่งชั่วโมง
วัวเดินลากเกวียนมาถึงหมู่บ้านเถียนซี เที่ยงวันพอดี เจิ้งฝูหลิงชี้ทางให้โจวจวินควบคุมเกวียนไปตามทาง ที่มีหลุมบ่อบ้างเล็กน้อย ถนนหนทางถือว่าดีพอใช้ หมู่บ้านเถียนซีมีคนอยู่อาศัยประมาณ100 กว่าหลังคาเรือน บ้านส่วนใหญ่เป็บ้านดินมุงหลังคาด้วยกระเบื้อง บางบ้านมีฐานะก็สร้างบ้านจากก้อนอิฐ แต่ก็มีบางบ้านที่เป็กระท่อมไม้หลังคามุงด้วยหญ้า แต่พบเห็นได้น้อย
บ้านเรือนในหมู่บ้านเถียนซีสร้างค่อนข้างติดกัน ซึ่งโจวจวินไม่ชอบสภาพความเป็อยู่แบบนี้ เขาจึงโล่งใจเมื่อเห็นบ้านอิฐที่สร้างอยู่โดดเดี่ยว อยู่ท้ายหมู่บ้าน
นางเจียงเอ่ยอธิบายว่า "เมื่อก่อนบ้านหลังเก่าของบ้านเจิ้งก็อยู่รวมกับผู้อื่นในหมู่บ้าน แต่บ้านหลังเก่ายามนี้ยกให้เจิ้งฮุ่ยถง บุตรสาวคนโตของตาเฒ่าเจิ้งหลี่ อาผิง พี่สาวคนโตผู้นี้ เ้าต้องอยู่ให้ไกลนางสักหน่อย ครอบครัวเจิ้งให้ทรัพสินทั้งหมดที่มีแก่เจิ้งฮุ่ยถงไปหลายรอบแล้ว พวกเราไม่ติดค้างอะไรนาง"
เจิ้งฝูหลิงบิดมุมปากยิ้ม "เมื่อยามท่านแม่ท้องเ้าเป็เพราะพี่สาวคนโตอาละวาด้าทรัพย์สินไปเป็สินสมรส ถึงกับอ้างว่าบ้านเก่าหลังนั้นเป็ของที่แม่ของนางเหน็ดเหนื่อยช่วยสร้างมา บีบให้ท่านพ่อยกบ้านให้ และให้พวกเราต้องเก็บของออกมาอยู่กระท่อมกลางสวนเช่นนี้ เวลานั้นข้ายังเล็กแต่ก็จำได้ว่าอดมื้อกินมื้อ วันหนึ่งได้กินข้าวหนึ่งมื้อเท่านั้น"
นางเจียงหัวเราะและพูดว่า "เ้าจะจำได้อย่างไรยามนั้นเ้าเพิ่งมีอายุสามสี่ขวบเท่านั้น"
เจิ้งฝูหลิงจึงหันไปถามโจวจื่อหวายว่า "อาหวายเ้าจำได้หรือไม่เื่ของแคว้นอีกด้านของทะเล"
โจวจื่อหวายพยักหน้าและตอบว่า "จำได้ขอรับ"
เจิ้งฝูหลิงจึงยิ้มด้วยความเวทนา "ความลำบากทำให้เราจดจำและเติบโตได้เร็วกว่าคนทั่วไป ข้าจึงโตขึ้นมาเหมือนคนเห็นแก่ตัวแบบนี้"
ทุกคนจึงเงียบไป ไม่มีการสนทนากันอีก นางเจียงหันไปลูบหลังโจวจื่อหวายด้วยในใจคิดสงสาร
เมื่อเกวียนผ่านหมู่บ้านมีผู้คนหลายคนเดินตามเกวียนมา แต่ฝีเท้าวัวสองตัวเร็วกว่าฝีเท้าคน จึงทิ้งห่างผู้คนเหล่ามาไกลพอสมควร
บ้านเจิ้งอยู่กลางสวนมันเทศ และมีแบ่งเป็ปลูกอ้อยและปลูกผักหลายอย่าง ตัวบ้านเป็บ้านชั้นเดียวปลูกติดกับดิน พื้นบ้านเป็ดินโรยด้วยหินและมีโต๊ะเก้าอี้ไม้ให้นั่ง
เจิ้งหลี่ปีนี้อายุ55ปี แต่เนื่องจากป่วยและต้องทำงานหนักจึงดูแก่ชรากว่าอายุ นางเจียงมองหน้าสามีด้วยความสลดใจ เสื้อผ้าที่เจิ้งหลี่สวมใส่เป็ผ้าป่านเนื้อหยาบราคาถูกมี ผ้าผูกเอวเก่าๆ รัดเสื้อกับกางเกงไว้
เจิ้งหลี่มองใบหน้าบุตรสาวที่พบหน้าเพียงครั้งเดียวด้วยแววตาโหยหา ก่อนจะมองนางเจียงที่ปีนี้อายุ46 ปีแต่ยังคงมีเค้างดงามไม่เปลี่ยน
ถงลิ่วนีผู้เป็สะใภ้ใหญ่ก็สวมใส่ชุดที่มีรอยปะชุนอยู่เต็มตัวนางโพกผ้าเพื่อไม่ให้ผมตกลงมาเกะกะยามทำงาน ปีนี้นางถงซื่อมีอายุ27ปี ซึ่งอายุเท่ากับเจิ้งฝูไฉ แต่สภาพของถงซื่อยามนี้ทุกคนต่างคิดว่านางอายุมากกว่า30 ปีด้วยซ้ำ
ทุกคนต่างทักทายและแนะนำตัวกัน เจิ้งหลี่น้ำตาคลอยามที่เขาเดินมาประคองบุตรสาวและบุตรเขยที่ก้มตัวคำนับตน ก่อนจะใช้มือลูบหัวโจวจื่อหวาย และขออุ้มโจวจื่อหยา
"เด็กดี ข้าคือตาของเ้านะ ชื่อโจวจื่อหยาใช่ไหม "
"ใช่เ้าค่ะ ท่านพ่อจะเรียกว่าหยาหยาก็ได้"
"หยาหยา ดี ตั้งชื่อได้ดี มานั่งพักที่โต๊ะกันก่อน สะใภ้ใหญ่เ้ารีบเข้าครัวต้มน้ำชามาต้อนรับทุกคน เ้าใหญ่พาอาเจี้ยนและอาจิ้งลูกชายสองคนของเขาไปทำงานในนาเตรียมปลูกข้าวทางด้านโน้น เ้ารองเ้ารีบไปตามพี่ใหญ่ของเ้ากับหลานๆ กลับมาสิ"
ถงลิ่วนียิ้มและคำนับนางเจียง ก่อนจะเดินเข้าครัว นางเจียงไม่ไว้ใจคุณภาพของชาในบ้านนี้ จึงเดินตามลูกสะใภ้ใหญ่ของตนไปในครัว
"ชานี้ของดีนี่" นางเจียงเอ่ยชมแล้วมองข้าวของที่มีในครัว ของมีคุณภาพดีไม่แย่อย่างที่ตนคิด
"เป็น้องรองที่เตรียมไว้ให้ท่านพ่อดื่มเ้าค่ะ แต่ท่านพ่อมักตัดใจดื่มไม่ลง ท่านแม่กลางวันนี้ข้าจะเชือดไก่ เพื่อตุ๋นทำน้ำแกงไก่ กับผัดผักดีไหมเ้าคะ จะให้นึ่งหมั้นโถวหรืองหุงข้าวต้มดีเ้าคะ"
"อื้ม..เชือดไก่มาสักสองตัว หุงข้าวสวยดีกว่ามีข้าวสารหรือไม่"
ถงลิ่งนีชะงักไปพักใหญ่ก่อนจะฝืนยิ้ม "มีเ้าค่ะ เช่นนั้นก็หุงข้าวสวยนะเ้าคะ"
นางเจียงพยักหน้าและไม่พูดอะไร ก่อนจะเดินออกไปที่เกวียนรื้อหาข้าวสารที่ซื้อเตรียมมาไว้
"ท่ายยายให้ข้าช่วยยกถุงข้าวสารให้ท่านยายเถิด"
"ได้ ช่วยยกไปที่ครัวให้ยายหน่อย" นางเจียงพยักหน้า
"ท่านแม่ ใช้หลานชายให้ยกถุงข้าวสารได้อย่างไร จื่อหวายประเดี๋ยวลุงรองยกไปให้เ้าเอง ถุงข้าวสารมันหนัก..." เจิ้งฝูหลิงพูดได้แค่นั้นก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นโจวจื่อหวายอุ้มถุงผ้าที่มีข้าวสารอยู่เกือบหนึ่งถังด้วยใบหน้าเรียบเฉย ราวกับยกถุงผ้าเปล่าแทนที่จะเป็ถุงข้าวสาร
"เ้าวางใจเถิด หลานชายของเ้ามีพลังมากกว่าผู้อื่น ยกข้าวสารแค่นี้เขาไม่หนักหรอก จื่อหวายเขาแข็งแรเหมือนน้องเขยของเ้า" นางเจียงอธิบายก่อนจะเดินตามหลานชายเข้าไปในครัว
ถงลิ่วนีตักข้าวสารใส่หม้อที่มีทั้งหมด เพื่อเตรียมหุงข้าวสวย แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมือเห็นโจวจื่อหวายอุ้มถุงผ้า เดินนำหน้านางเจียงมา
"สะใภ้ใหญ่ เ้านำข้าวสารในถุงนี้ไปหุงเพิ่ม วันนี้ทุกคนเดินทางมาเหนื่อยทำกับข้าวให้หรูหราสักหน่อย" นางเจียงอธิบาย เพราะรู้ดีว่าในหมู่บ้านเถียนซี แทบจะไม่มีใครกินข้าวสวยเป็อาหาร เพราะความประหยัดส่วนใหญ่จะต้มเป็ข้าวต้มแทน
ถงลิ่วนีจึงยิ้มด้วยความโล่งใจ ก่อนจะเทถุงข้าวสารลงในถังข้าวที่ว่างเปล่า และยังตักใส่หม้อที่เตรียมหุงเพิ่มอีกหลายถ้วย
นางเจียงอยู่ช่วยลูกสะใภ้ใหญ่ทำกับข้าว ส่วนบรรยากาศในบ้านยามนี้ เจิ้งหลี่กำลังพูดคุยซักถามการเดินทางกับบุตรสาวคนเล็กและบุตรเขยอย่างห่วงใย
เจิ้งฝูหลิงเมื่อได้ดื่มน้ำชาดับกระหายเรียบร้อยแล้ว เขาจึงขอตัวเพื่อไปตามพี่ชายใหญ่ของตน เจิ้งฝูไฉ ที่กำลังใช้จอบขุดดินเพื่อเตรียมที่นาปลูกข้าวอยู่อีกด้านของไร่ซึ่งห่างจ่กตัวบ้านไปไม่ไกล
หมายเหตุ: * 1 ลี้ เท่ากับระยะทางประมาณ 0.5กิโลเมต 120 ลี้ ประมาณ 60 กิโลเมตร
** 1 ชัวยามคือเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 2 ชั่วยามคือเวลาประมาณ4 ชั่วโมง
*** 1 เค่อคือเวลาประมาณ 15 นาที 2 เค่อคือเวลาประมาณ 30 นาที