บทที่ 12 นี้มันััอันคุ้นเคย…อะ!?
“อื้ม~~ ดูเหมือนจะเผลอหลับไป”
ก็ตื่นขึ้นมาพร้อมมองสภาพตัวเองที่ยังคงนอนฝังดินเหลือแต่หัวที่โผล่ออกมา ทามกลางแสงแดดยามสายร้อนนี้กลับมีเงาร่มเย็นหนึ่งบังหัวไว้พอดี พอมองข้างๆมีร่มหนึ่งกางทิ้งบังแดดหัวไว้ซึ่งไม่ต้องสงสัยก็ได้ว่าเป็ฮันนาที่เอามากางบังแดดให้ ขอบใจนะ
“เฮ้อ พอนึกถึงเื่ที่เรียนไปเมื่อวานแล้วเหนื่อยชะมัดเลย”
ได้ขอร้องต่ออาจารย์ทั้งสองที่มาเยี่ยมไข้ให้ช่วยสอนให้และอาจารย์ก็เต็มใจช่วย การเรียนเมื่อวานนี้ต้องเรียกหนักหนาทั้งเื่เวทธาตุดินและวงจรมานาต่างไม่ใช่เื่ง่ายเลย ถึงจะมีหลายเื่ที่ยังไม่เข้าใจและเนื้อหาที่ต้องจำอีกเยอะก็เถอะ แต่ว่า…
“มันก็สนุกดีละนะ”
แม้จะหนักหนาแต่ก็สนุกอยู่ดี
“คงเพราะเราเองก็บ้าอนิเมะใช่ย่อยหรือเปล่านะ?”
หนึ่งในข้อดีการเป็จูนิเบียวแล้วมาต่างโลกแฟนตาซี…มั้ง?
“แต่ก็เพราะได้ติววิชาตัวต่อตัวด้วยนี่นะ”
ถึงจะต้องเรียกว่าสองรุมหนึ่งก็เถอะ เล่นซะสมองเกือบน็อกเลย
พอนึกถึงเื่ที่เรียนเมื่อวานก็คงไม่พ้นหนังสือสองเล่มที่อาจารย์ทั้งสองเขียนให้กับมือให้อ่านเข้าใจง่าย เพราะถ้าให้ไปอ่านตำราเรียนเองก็คงไม่เข้าใจอยู่ดีไอ้หนังสือวิชาการเล่นหนาปกแข็งนั้นอะ
“เอาละกลับฝึกต่อดีกว่า”
พอคิดได้แล้วก็หลับตาตั้งสมาธิแบบไม่ให้เผลอหลับอีก
จากที่อาจารย์คามิโนว์แนะนำมาเื่วงจรมานาที่เสียหาย การจะรักษาวงจรได้อย่างหนึ่งก็คือการฝึกในมานาในร่างกายโดยการนั่งสมาธิ นึกแล้ววงจรมานาก็ไม่ต่างจากร่างกายเวลาาเ็มันจะรักษาด้วยตัวเองอัตโนมัติได้วงจรมานาก็เช่นกัน
แต่วงจรมานาของผมนี้ต้องเรียกว่าเสียหายอย่างหนักเกินจะฟื้นฟูเองไหว เลยต้องหมั่นฝึกฝนควบคุมมานาในร่างกาย อารมณ์เหมือนกายาภาคบำบัดเพื่อให้ร่างกายขยับและแข็งแรงดังเดิม อันนี้ก็เหมือนกันฝึกควบคุมมานาในร่ายกายให้ไหลเวียนดีขึ้นเรียกว่ามานาภาคบำบัดละกัน
“เอาละสมาธิ สมาธิ”
หลับตานั่งสมาธิตั้งจิตให้มั่นััถึงพลังมานา…มานาที่ไหลเวียนในร่างกาย…ดังสายน้ำที่ไหลตามทาง…ดังสายลมที่ล่องลอยไปทั่วนภา…ต้นไม้ใบหญ้าที่เติบใหญ่กลับคืนสู่ปฐี…แสงอันเจิดจ้าสู่รัตติกาลอันมืดมิด…ดวงไฟที่โชติ่สู่เถ้าธุลี…
……ยังไงมันก็โคตรจูนิเบียวอยู่ดีนั้นและ งั้นต่อไปนี้เรียกว่า ‘บทร่ายโคตรจูนิเบียว’ไปก่อนละกันไว้ได้ชื่อดีๆไว้มาแก้ใหม่
ตอนนี้ััถึงมานาในร่างกายได้แล้ว ภาพวงจรมานาในร่างกายดังเส้นเืที่เสียหายหนักก็คงเห็นอยู่ พยายามควบคุมมานาที่ไหวเวียนในร่างกายให้ไหวเวียนไปมาตามกระแสมานา ก็หวังว่าจะได้ผลนะการรักษานี้
“งั้นขั้นต่อไป ฝึกใช้เวทธาตุดิน”
ที่ผมมานอนเหลือแต่หัวที่โผล่นี้ก็เพื่อฝึกเวทดินนั้นเอง
การจะฝึกเวทธาตุดินได้ดีก็ต้องรู้จักดินััพลังเวทที่อยู่ในดีได้ พอได้ยินอย่างนั้นเลยนึกถึงอนิเมะยัยลูกลิงที่ปลูกผักเพื่อฝึกใช้เวทดิน ก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็เอาตัวฝังดินมันซะเลยก็สิ้นเื่จะได้ััถึงพลังของดินได้ชัดเจน จีเนียสจริงๆตัวผม!
“เอาละที่นี่ก็ลองฝึกใช้เวทดินพร้อมกับฝึกใช้มานา”
ก็เห็นอาจารย์แนะนำวิธีรักษากับสอนใช้พลังเวทคล้ายๆกันเลยคิดว่าคงฝึกพร้อมกันได้
ทำการท่อง‘บทร่ายโคตรจูนิเบียว’ตั้งสมาธิััถึงธาตุต่างๆในร่างกาย
คราวนี้เน้นไปที่เวทธาตุดินที่จะให้เป็เวทธาตุหลักแทนเวทธาตุไฟที่เสียไป พอลองดูธาตุไฟก็ยังคงเป็เพลิงเล็กที่ใกล้ดับเห็นแล้วก็อดเศร้าไม่ได้ พอทำใจได้แล้วก็ไปต่อเวทธาตุดินถึงแม้จะยังดวงเล็กแต่ก็ส่องแสงอย่างมีความหวัง
เวทธาตุดินจะต่างจากเวทธาตุอื่นอยู่ เวทธาตุอื่นจะใช้มานาในร่างกายเปลี่ยนเป็พลังงานในรูปแบบธาตุต่างๆ แต่เวทธาตุดินนั้นจะใช้มานาในร่างกายเพื่อส่งไปยังดินหรือหินที่อยู่รอบๆตัวเพื่อควบคุมมาเป็พลังของตัวเอง
จากที่อาจารย์อิกลูบอกมาให้ส่งพลังมานาในร่างกายออกไปยังดินหรือหินที่อยู่รอบตัวเพื่อััถึงพลังของธาตุดินที่อยู่ในพื้นดินนี้
“เอาละทีนี้ก็ลองส่งพลังออกไป”
มานาที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายส่งออกไปรอบๆตัวไปยังดินและหินที่อยู่ใกล้ๆ
พอได้ลองอย่างนี้มันต่างกับตอนใช้เวทไฟเลย เวทไฟใช้พลังมานาในร่างกายเปลี่ยนให้มานาที่อยู่ในร่างกายกลายเวทไฟในมือเหมือนเปลี่ยนน้ำมันเป็เชื้อเพลิงเพื่อคับเคลื่อนรถยนต์
แต่ของเวทดินใช้พลังมานาในร่างกายให้คล้ายเป็สะพานเชื่อมต่อไปยังดินเพื่อขยับและควบคุมมันประมาณตะขอเชือกเกี่ยวดินขึ้นมาแต่มองไม่เห็นตัวตะขอเชือกละนะ
“…เริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างแล้ว!”
พอใส่พลังมานาไปเพื่อฝึกใช้เวทดินก็เริ่มรู้สึกถึงบางอย่าง บางอย่างที่ปลายนิ้วกำลังขยับอยู่นี้สินะการใช้เวทดิน บางอย่างที่กำลังไหวเวียนผ่านปลายนิ้วมาจนรู้สึกเหมือนจะสามารถจับได้
ไม่ใช่แค่ที่ปลายนิ้วทั้งมือ แขน ตัว คอ ขาและเท้าต่างรู้ถึงมันเช่นกัน
พอลองขยับนิ้วััมันดูก็ต้องรู้สึกประหลาดใจกับััที่นุ่มลื่นที่ขยับไปมาพันอยู่รอบปลายนิ้วนี้ …นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยััอย่างนี้?
“นี้มันััอันคุ้นเคย…อะ!?”
ทันใดนั้นความทรงจำในอดีตก็ประดังเข้ามาในหัว
ภาพสมัยอดีตตอนยังเป็เด็กที่วิ่งเล่นอยู่ในสวน มันที่จับสิ่งที่นุ่มลื่นกำลังผันอยู่รอบปลายนิ้วสิ่งที่มีชีวิตอาศัยชอนไชที่พบได้ง่ายอยู่ในดิน
ไส้เดือน!
“อะ อะ…”
โดยปกติแล้วลูกผู้ชายอย่างผมกะอีแค่ไส้เดือนตัวเดียวไม่ได้เป็อะไรต่อผมไม่ได้กลัวอะไรหรอก
…แต่ว่านะ ถ้าที่ผมจับและกำลังดิ้นอยู่ในมือนี้เป็ไส้เดือนจริงแล้วละก็…แสดงว่าไอที่รู้สึกที่คิดเองว่าเป็พลังเวทดินที่กำลังขยับไปมาอยู่ตามร่างกายทั้งมือ แขน คอ ตัว ขาและเท้าทั้งตัวทั้งหมดนี้ว่ามันคือไส้เดือนแล้วละก็…
“อจ้ากกกกกกกกก~~”
ตูมมมม!
เจอเยอะขนาดนี้ก็ไม่ไหวววว—!
เสียงะเิดังสนั่นสวนหลังบ้าน ผมรีบกระโจนออกจากดินที่นอนฝังตัวเองก่อนจะรีบปัดบางสิ่งที่อยู่ตัวออกโดยด่วน เอาไส้เดือนออกไปให้หมดที!
“แฮกๆ หวังว่าคงหมดแล้ว”
หลังปัดอยู่พักใหญ่เสร็จก็นั่งพักมองหลุมที่ตัวเองออกมา
พอมองหลุมเห็นมีบางสิ่งเล็กๆกำลังขยับเลื่อยอยู่ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาทันทีทั้งที่ไม่รู้ใช้ไอนั้นหรือเปล่าก็ตามทำเอาหลอนไปหมด คงต้องหาวิธีฝึกอื่นถ้าให้ลงไปนอนกับดินที่เต็มไปด้วยไส้เดือนอีกละก็ขอผ่าน คิดไปแล้วพอลอกนึกภาพในตอนแรกที่นอนฝังตัวในดินก็ขนลุกอีกครั้ง สยอง!
“คงต้องไปอาบน้ำ”
พอดูสภาพตัวเองตอนนี้ดูเลอะเถอะมาก ตามตัวและเสื้อผ้าเต็มไปด้วยดินที่พึ่งนอนไปแม้แต่หน้ากับผมที่ไม่ได้ฝังดินยังเลอะดินเลย ว่าแต่ตอนนี้ขันตาจังฝุ่นดินเข้าตาอยากได้ผ้าอะไรมาเช็ดหน่อยลืมตาไม่ค่อยขึ้น…?
อยู่ดีๆก็มีผ้าเช็ดหน้ายืนมาตรงหน้าให้เช็ดพอดี
“โอ้ ขอบใจนะฮันนา…?”
พอจะหันไปขอบคุณฮันนาที่ส่งผ้าเช็ดหน้ามา แต่พอได้ััมือเ้าของผ้าเช็ดหน้าที่ยืนมาให้ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็มือของหญิงสาวแต่ไม่ใช่มือฮันนา แม้ขนาดมือจะเท่าฮันนาแต่ัักับต่างกันมือที่เนียนนุ่มที่ได้รับการบำรุงดูแลด้วยสมุนไพรมาอย่างดีไม่มีทางที่จะเป็มือของคนใช้ได้
“นี้มันััอันคุ้นเคย…อะ!?”
ความทรงของเอมเบรสประดังเข้ามาในหัวอีกครั้ง เมื่อตอนสมัยเด็กมือของเขาได้จับมืออีกข้างหนึ่งเดินเล่นอยู่ในสวนใหญ่คฤหาสน์เก่าอย่างสนิทสนม พวกเขาทั้งเล่น เรียนและทำกิจกรรมต่างๆด้วยกันสองคนด้วยรอยยิ้มตลอดเป็ภาพที่ชวนอบอุ่น มือที่เอมเบรสเคยเกี่ยวก้อยสัญญาคนสำคัญไว้ว่าจะดูแลอยู่เคียงข้างไม่ทิ้งกัน
เด็กสาวคุณหนูผมสั้นสีบลอนด์อมชมพูผิวขาวอมชมพูดูนุ่มนวลเหมือนเด็กแรกเกิด ดวงตากลมโตั์ตาสีชมพูอ่อนรูปร่างตัวเล็กผอมบางโดยรวมแล้วดูน่ารักน่ากอดดังตุ๊กตา อยู่ในชุดเสื้อแขนยาวสีขาวทับด้วยเสื้อกันหนาวให้ความอบอุ่นสีชมพูสดใสและกระโปรงสั้นสีแดงเข้มลายตารางหมากรุกและถุงเท้าสีขาวที่เกือบถึงเข่ากับรองเท้าบูตหนังสีน้ำตาลอ่อน
หนึ่งในครอบครัวคนสำคัญเพียงไม่กี่คนสำหรับเอมเบรสที่นอกจากฮันนาแล้วยังคงดีกับเขาเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
และตอนนี้เธอกำลังยืนมองมาทางนี้ด้วยรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“ทีน่า!?”
“ไม่ได้เจอกันนานนะคะ ท่านพี่”
“ดีจริงๆ ที่ท่านพี่ฟื้นขึ้นหลังหลับไปนานแถมยังดูแข็งแรงเช่นนี้”
“คงเป็ความโชคดีของพี่ที่ยังแข็งแรงดีละนะ ต้องขอโทษน้องด้วยนะทีน่าที่ต้องทำให้ต้องเป็ห่วง”
“ไม่หรอกคะ แค่เห็นท่านพี่สบายดีหนูก็ดีใจแล้ว”
“งั้นเหรอ”
ผมตอบทีน่าที่ดูดีใจมากจริงๆที่เห็นเอมเบรสหรือตัวผมเองในตอนนี้กลับพรางหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบแก้กระหายทีน่าเองก็เช่นกัน
พวกเราอยู่ในห้องรับประทานอาหารกำลังนั่งรอฮันนาเอาอาหารเช้ามาเสิร์ฟ ตรงข้ามโต๊ะยาวสำหรับ 8 ที่นั่งทำจากไม้อย่างดีคือทีน่า คัดเดิล ซี วอร์มหรือน้องสาวของเอมเบรสที่กำลังนั่งดื่มชาด้วยท่าทางเรียบร้อยดูสมเป็คุณหนูผู้ดี
ภาพในความทรงจำของเอมเบรสแล้ว ทีน่าเป็คนสวยและน่ารักมีความรู้และความสามารถทั้งวิชาดาบและเวทระดับสูงที่หาตัวจับได้ยาก อีกทั้งกิริยาท่าทางที่นิ่งสงบเรียบร้อยดูงดงามไร้ที่ติเป็น้องสาวที่น่าภาคภูมิใจคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
หลังจากที่ผมไปอาบน้ำล้างดินที่ติดตามตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะฝึกใช้เวทเสร็จก็สายแล้วและเราก็ยังไม่ได้ทานข้าวเช้ากันทั้งคู่เลยตัดสินใจมานั่งเล่นรอคุยกันที่ห้องทานข้าวให้ฮันนามาเสิร์ฟอาหารเช้านั้นเอง
“ว่าแต่ท่านพี่ไปทำอะไรที่สวนเหรอคะ เห็นฮันนาจะบอกว่าฝึกอยู่?”
“ก็ตามที่ฮันนาบอกนั้นและพี่กำลังฝึกใช้เวทอยู่นะ”
“ฝึกเวท…งั้นเหรอคะ… ยะ–ยังไงก็พยายามเข้านะคะท่านพี่”
เธอพยายามให้กำลังใจผมพร้อมรอยยิ้มน่ารักที่แม้จะดูจะฝืนๆหน่อยก็ตาม
ก็ว่าไม่ได้แฮะ ขนาดฮันนายังคิดว่าการฝึกของผมมันประหลาดเกินไปอย่างกับคนบ้าไม่มีผิดทีน่าที่รู้เื่ก็คงคิดไม่ต่างกันเท่าไร พอมาคิดดูเองอีกที…มันดูเป็คนบ้าจริงๆนั้นและ! เปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นดีกว่าแถมไม่อยากเจอไส้เดือนพวกนั้นอีก คิดแล้วยังสยองอยู่เลย
“ว่าแต่ทำไมถึงมาแต่เช้าอย่างนี้ละ แถมไม่มีจดหมายบอกก่อนเหมือนทุกที?”
ผมถามไปอย่างสงสัย จากความทรงจำของเอมเบรสปกติแล้วทุกครั้งทีน่าจะมาหาเอมเบรสทีไรมักจะมีจดหมายเขียนมาบอกก่อนร่วงหน้าให้รู้ว่าจะมาหาที่บ้านนี้
บ้านที่ทีน่าอาศัยอยู่ปัจจุบันคือบ้านหลักของตระกูลที่อยู่ในใจกลางของเมืองหลวงไม่ได้ไกลจากเมืองนี้สักเท่าไรจะเดินทางไปมาก็ไม่ลำบากสักเท่าไร แต่ครั้งนี้กลับไม่มีจดหมายบอกก่อนซึ่งนับว่าแปลก
“ก็หนูพึ่งได้รู้ข่าวเมื่อวานนี้ว่าท่านพี่ฟื้นแล้วเลยไม่มีเวลาเขียนจดหมายเลยรีบนั่งรถม้าออกหาทันทีแต่เช้ามืด…”
“…อย่างนั้นเหรอ”
เธอตอบมาด้วยรอยยิ้มแบบปกติก่อนมองมาทางผม
ทีน่าคงเป็ห่วงมากเลยรีบมาทันทีที่รู้เื่ คงเป็ห่วงเอมเบรสมากสินะ
“ทะ-ท่านพี่ค่ะ!!!?”
ทีน่าเรียกเสียงหลงใมากที่อยู่ดีๆผมโค้งตัวไปข้างหน้าลูบหัวน้องสาวอย่างอ่อนโยนจากอีกฝั่งโต๊ะทานข้าวอย่างลำบาก
“ไม่ต้องพยายามฝืนยิ้มก็ได้ ตอนนี้เราอยู่กันแค่สองคนพี่น้องทีนี้คือบ้านพี่เองไม่ใช้บ้านหลังนั้น!”
“!!?”
เธอดูมีอาการกับคำพูดผมพึ่งพูดออกไป
ก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไรสำหรับทีน่าแล้วสถานะตัวตนของเธอในตระกูลเรียกได้ว่าลำบากอยู่เหมือนกัน จะเรียกว่าลำบากกว่าผมก็ที่อยู่สภาพตัวร้ายตกกระป๋องก็คงไม่ผิดนักไม่ว่าจากที่ดูอนิเมะหรือความทรงจำของเอมเบรสก็ตาม
รอยยิ้มแบบปกติคือข้อพิสูจน์ หน้ากากที่สร้างขึ้นเพื่อไม่ให้ใครรู้ภายใต้รอยยิ้มนั้นเธอรู้สึกอย่างไร คิดแล้วก็นึกถึงmemeที่สวมหน้ากากรอยยิ้มแต่ใบหน้าจริงๆกำลังร้องไห้อยู่
เป็มุกตลกร้ายขำๆที่ทำเอาขำไม่ออกเลยพอมาเจออยู่ตรงหน้านี้
ท่าทางที่เคยนั่งเรียบร้อยดูนิ่งสงบเริ่มเปลี่ยนไป แววตาที่สั่นไหวเต็มไปด้วยอารมณ์ต่างๆมากมายอัดแน่นอยู่ภายในร่างกายเล็กๆ แม้จะซ้อนคนอื่นได้แต่ไม่อาจซ้อนความรู้สึกจริงๆต่อเอมเบรสได้ คงมีเื่หลายเื่เกิดขึ้นในบ้านหลังนั้นโดยที่เอมเบรสไม่อยู่แน่ๆถึงจะไม่รู้ว่าเื่อะไรก็ตาม แต่อย่างน้อย… เพราะอย่างนั้น…
“เพราะอย่างนั้น จะร้องก็ได้นะไม่ว่าจะเื่ของพี่หรือเื่อะไรก็ตาม ถ้าเป็เื่พอจะช่วยได้พี่ก็พร้อมจะรับฟัง…!!!?”
ไม่ทันตั้งตัวทีน่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามกลับกระโจนข้ามโต๊ะเข้ามาหาผมอย่างกะทันหันจนทำเอาผมหงายหลังกับพื้น
“ทะ–ทีน่า?”
ผมที่ใเรียกน้องสาวของเอมเบรสกำลังนั่งคร่อมร่างผมที่นอนอยู่กับพื้น จากที่เคยดูอนิเมะมาไม่เคยคิดมาก่อนว่าทีน่าจะกระโจนข้ามโต๊ะอย่างนี้! คิดว่าตัวเอมเบรสเองก็ไม่ต่างกัน
“ท่านพี่ ขี้โกงนี้หนา”
“!?”
เสียงของเธอที่สั่นพร้อมกำเสื้อผมด้วยมือเรียวบางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรนั้นบางสิ่งใสๆหยดลงมาบนเสื้อของผม
“หนูนะ…คิดว่าจะไม่ได้เจอกับท่านพี่อีกแล้ว ั้แ่ท่านพี่จากไปหนูรู้สึกโดดเดี่ยวมาโดยตลอด …ทั้งทีเมื่อก่อนสมัยเด็กๆพวกเราสนิทกันมากแท้ๆ ทั้งเล่นด้วย ทานข้าวด้วยกัน นอนหลับด้วยกัน ทำหลายอย่างด้วยกันตลอด ความทรงจำในตอนนั้นนับว่าเป็ชั่วเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตหนูเลย”
ใบหน้ามีความสุขยิ้มแย้มที่ได้เล่าเื่ราวสมัยตอนพวกเรายังเด็กๆออกมาจากรอยยิ้มบอกได้เลยว่าสำหรับทีน่าแล้ว ความทรงจำนั้นมันสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิตเธอ
“ทีน่า…”
“แต่แล้วท่านพี่ก็เปลี่ยนไป”
รอยยิ้มได้หายไปเหลือเพียงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเ็ป
“พอโตขึ้นท่านพี่กลับไม่อยู่ด้วยกันเหมือนแต่ก่อน ไม่เล่นด้วยกัน ไม่ทานข้าวด้วยหรือนอนหลับด้วยกันเหมือนแต่ก่อน ตอนแรกหนูก็คิดว่าพอโตขึ้นก็ต้องมีเปลี่ยนแปลกกันบ้างแล้วไม่ได้คิดอะไรแต่หนูก็รู้สึกตัวว่ามันไม่ใช้!”
มือที่กำเสื้อผมอยู่เธอได้กำแรงขึ้นจนรู้สึกได้ น้ำตาที่ไหลหยดบนเสื้ออีกครั้งพร้อมใบหน้าที่เศร้าของทีน่า
“ท่านพี่กลับทิ้งระยะห่างออกไปพยายามหลบหน้าหนูขึ้นเรื่อยๆจนแถบได้คุยกัน แม้จะพยายามจะเข้าใกล้ท่านพี่ก็หนีหนูตลอดจนสุดท้ายแล้วท่านพี่ก็จากหนูไปทิ้งให้หนูอยู่ในบ้านหลังนั้นเพียงคนเดียว”
“……”
ผมไม่ได้พูดอะไรออกไป ไม่รู้จะอะไรออกไปดีในหัวมันว่างเปล่า
แม้ภาพจะไม่ชัดแต่ทุกคำพูดที่ทีน่าพูดออกมาทำให้ความทรงจำของเอมเบรสประดังเข้ามาในหัวไม่หยุด ทั้งภาพดีๆของทีน่าที่วิ่งเล่นด้วยกันในสวนจนเสื้อผ้าเลอะเทอะไปหมด ภาพตอนกินไปคุยไปจนเกือนทำจานอาหารตก ภาพที่นอนอ่านนิทานด้วยใต้แสงจันทร์จนหลับ และภาพเื่แย่ๆที่เอมเบรสที่เริ่มถอยห่างเธอออกมา แม้ทีน่าจะพยายามจะเข้า พยายามจะคุยด้วย พยายามที่จะสนิทกันดังเช่นเมื่อก่อน…
แต่เอมเบรสกลับสลัดมันทิ้งอย่างไม่ไยดี
“ท่านพี่?”
มือผมยืนไปลูบหัวทีน่าที่กำลังร้องไห้อย่างอ่อนโยนอีกครั้ง ผมก็ไม่รู้รายละเอียดเื่ในอดีตระหว่างเอมเบรสกับทีน่ามากน้อยแค่ไหนจากที่พอรู้ได้คือความทรงจำเอมเบรสบางส่วนและจากที่เคยดูอนิเมะมาเท่านั้น… แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้ว
ตอนนี้ผมอยู่ในร่างกายของเอมเบรสแล้ว…ไม่สิ ผมคือเอมเบรสแล้วต่างหาก!
เพราะอย่างนั้นถือว่าทีน่าเป็น้องสาวของผมแล้ว ‘คงจะถืออย่างนั้นได้สินะ’ ผมถามในใจตัวเองแม้จะรู้ไม่มีใครตอบและไม่จำเป็ต้องตอบ
“ถึงพี่จะเปลี่ยนอดีตที่ผ่านมาไม่ได้แล้วก็ตาม แต่พี่ขอสัญญานะว่าพี่จะปรับปรุงตัวใหม่อีกครั้งจะไม่ทิ้งน้องไว้อีกครั้ง ให้โอกาสพี่อีกสักครั้งได้ไหม?”
มือที่หยุดลูบหัวลงอยู่หน้าทีน่านิ้วที่เรียงกำมือสี่นิ้วมีเพียงนิ้วก้อยเดียวที่ยืนชี้ไปหาทีน่าอย่างคาดหวัง
“!?”
ทีน่าใมากที่ผมทำอย่างนั้น ใช้มันคือสัญญาเกี่ยวก้อยนั้นเอง เหมือนในสวนหลังคฤหาสน์ใหญ่ตอนนั้นเกี่ยวก้อยนั้นเอง เธอเองก็เข้าใจว่าอยากขอโอกาสอีกครั้ง
“……”
เธอไม่พูดอะไรแล้วมองมันอย่างลังเล
ผมเองก็ไม่ได้พูดอะไรสิ่งที่ทำได้คือมองเข้าไปในดวงตาที่สั่นเทานั้นด้วยแววตาที่มั่นใจและซื่อตรงที่สุดแค่นั้นที่เหลือขึ้นอยู่กับตัวทีน่าเอง
สัญญาที่เอมเบรสเคยทำพลาดไปตอนนั้น วันนี้ผมอย่างขอสัญญามันใหม่อีกด้วยตัวผมเองและสัญญากับตัวเองจะต้องไม่พลาดอีกครั้งเหมือนเอมเบรสเด็ดขาด!
เธอหลับตาลงเหมือนตัดสินใจได้ก่อนจะตอบบางอย่างด้วยสีหน้าอย่างมั่นใจ
“ว่าแล้วท่านพี่ เป็คนที่ขี้โกงจริงๆนะคะ”
เธอเกี่ยวก้อยสัญญาผมตอบกลับอีกครั้งเหมือนเช่นเดียวกันในวันนั้นสวนหลังคฤหาสน์ใหญ่สมัยเด็กๆ
“รักษาสัญญาให้ได้ด้วยนะคะท่านพี่!”
“อา พี่ขอสัญญา!”
แม้มีน้ำตาที่ขอบตาอยู่เพราะพึ่งร้องไปแต่เธอยิ้มออกมาอย่างมั่นใจและมีความสุขใจโดยแท้จริงเหมือนย้อนกลับที่สวนวันนั้น ผมเองก็ยิ้มตอบเช่นกันนิ้วก้อยที่เกี่ยวสัญญาอย่างแน่นของพวกเราสองพี่น้องครั้งนี้จะต้องไม่แยกจากกันอีกเป็อันคาด
“ฮึก ท่านพี่~~~~”
“เหวอ~!?”
หลังทีน่าแสดงสีหน้ามั่นใจได้สักพักก็เรียกผมก่อนเข้ามาซบอกกลับมาร้องไห้อีกครั้งทำเอาผมใได้แต่ลูบหัวให้สงบลง แม้จะร้องไห้ออกแต่ไม่ได้มาจากความเศร้ามันเป็ความสุขที่ได้กลับมาเป็พี่น้องสนิทกันอีกครั้งดังเช่นอดีตผมรู้สึกได้เลย
“แงๆๆ~~~”
เพราะคุณเธอร้องไห้เป็เด็กหนักมากเล่นเอาเสื้อที่ถูกซบเปียกแฉะเลยผมก็ยังลูบหัวปลอบต่อไป
นับเป็ประสบการณ์แปลกและแบบใหม่เลยเพราะชาติที่แล้วตัวเองก็ไม่เคยมีน้องสาวเหมือนกัน ก็เคยอยากมีน้องสาวเหมือนชาตินี้ก็เลยสมหวังแถมยังน่ารักน่ากอดอย่างกับตุ๊กตาขนาดนี้ด้วยน่า~
อย่างมือที่ลูบหัวทีน่าััผมสีบรอนด์ชมพูเงางามนุ่มลื่นหน้าัั ว่าแต่เหมือนเคยัันี้ที่ไหน? นี้มันััอันคุ้นเคย…อะ!?
คำตอบมาพร้อมปัญหาใหม่ ระหว่างนึกอยู่ก็พึ่งเหลือบไปเห็นฮันนาที่ไม่รู้เปิดประตูครึ่งหนึ่งั้แ่เมื่อไรกำลังยืนจ้องผมที่กำลังลูบหัวน้องสาวตนเองอย่างเคลิบเคลิ้มด้วยสายตาที่ว่างเปล่า