“เจ้าพูดอะไร! ยังไม่รีบคุกเข่าคารวะท่านย่าอีก!” ฉู่ไฉเหลียงตวาดลั่น
ได้พักผ่อนก็ยากแล้ว พอได้พักก็ควรอยู่อย่างสงบสุขสักวัน แต่กลับเกิดเรื่องวุ่นวายตั้งแต่เช้าตรู่ ฉู่ไฉเหลียงโกรธจนอยากฆ่าฉู่จวินหลันให้ตาย
ฉู่จวินหลันที่สีหน้าเย็นชานั่งยองตรวจดูบาดแผลบนใบหน้าจื่อเยียน
รอยตบเต็มแรงฟาดซ้ำไปมาจนแก้มกลมๆ ที่เคยน่ารักน่าเอ็นดูของจื่อเยียนบวมช้ำเขียวคล้ำ
ในใจของฉู่จวินหลันราวกับถูกไฟเผา นางลุกพรวดขึ้นอย่างแรง แผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกราวคมดาบที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก
“ใครเป็นคนทำ!”
“ท่าทีอะไรของเจ้า!” ฮูหยินผู้เฒ่าตบที่เท้าเก้าอี้อย่างแรง ดวงตาเบิกกว้างร้องตะโกนด้วยความเหลือเชื่อ “ปกติเห็นเจ้าเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย กล้าพูดกับข้าเช่นนี้หรือ!”
อนุหวังขมวดคิ้วแน่น เอ่ยปลอบ “ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดใจเย็น คุณหนูสามหาได้เกี่ยวข้องไม่ สาวใช้ของนางลักขโมยก็ควรโทษที่คนทำ หาใช่คุณหนูสาม โปรดอย่าใส่ร้ายคุณหนูสามเลยเจ้าค่ะ”
ฉู่เพ่ยซานหัวเราะเย็น “เจ้านายเป็นอย่างไร สาวใช้ก็เป็นอย่างนั้น”
“เพ่ยซาน!” อนุซูส่งเสียงตำหนิ ทว่าสายตากลับเต็มไปด้วยความสนุกที่ได้ดูเรื่องวุ่นวาย
“กล่าวหาว่าคนของข้าลักขโมยหรือ นางขโมยสิ่งใดไปเล่า”
โทสะในอกฉู่จวินหลันปะทุขึ้น ลมปราณในตันเถียนเดือดพล่านแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง เส้นผมและอาภรณ์บางเบาพลันพลิ้วสะบัดโดยไร้ลมพัด
พลังอำนาจของนางท่วมท้น ไม่ใช่คุณหนูผู้สงบอ่อนหวานเช่นทุกวันอีกต่อไป ทุกคนตกตะลึงจนไม่ทันสังเกตความผิดแปลกนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธจนหน้าซีดเผือด ชี้ไปทางฉู่จวินหลันแต่กลับเอ่ยอะไรไม่ออก
อนุหวังกล่าว “คุณหนูสามไม่เชื่อพวกเราหรือ คิดว่าพวกเราจะเป็นเจ้านายที่ใส่ร้ายสาวใช้ตัวเล็กๆ อย่างนั้นหรือ ไช่มามา”
“เจ้าค่ะ”
ไช่มามาถือกล่องกำมะหยี่สีแดงก้าวมาข้างหน้าฉู่จวินหลันแล้วเปิดฝากล่องให้ดู
“จื่อเยียนขโมยสิ่งนี้! ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งมอบกำไลวงนี้ให้คุณหนูสาม แต่จื่อเยียนกลับขโมยไป วันนี้ข้าจับได้คาหนังคาเขา!”
“แค่นี้หรือ”
นิ้วเรียวงามของฉู่จวินหลันหยิบกำไลขึ้นมาถือไว้
“ใช่ กำไลวงนี้อยู่กับฮูหยินผู้เฒ่ามาครึ่งชีวิต มารดาของฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผู้มอบให้ ฮูหยินผู้เฒ่าเอ็นดูคุณหนูสามจึงยกกำไลวงนี้ให้ท่าน แต่กลับถูกจื่อเยียนขโมยไป เรื่องนี้หลิวซุ่นเป่า ลวี่ถี และลวี่หลัวเป็นพยานให้ได้!”
“ใช่ จื่อเยียนเป็นคนขโมย” ลวี่ถีกับลวี่หลัวพูดพร้อมกัน
จื่อเยียนคุกเข่าร้องไห้ นางส่ายหน้ารัว น้ำตาไหลอาบแก้มแดงบวมจนดวงตาแทบลืมไม่ขึ้น กล่าวด้วยเสียงสั่นพร่า “ไม่จริง บ่าวถูกใส่ร้าย บ่าวไม่ได้ขโมย คุณหนูสาม บ่าวไม่ได้ขโมยนะเจ้าคะ…”
“พวกเจ้าลงโทษบ่าวของข้าจนปางตายเพียงเพราะของไร้ค่าชิ้นหนึ่งหรือ”
ฉู่จวินหลันหัวเราะเย็น คีบกำไลเบาๆ แล้วค่อยๆ ยกแขนขึ้น
ฉู่เมิ่งอิ๋งตำหนิทันที “น้องสาวสามพูดอะไร ของสิ่งนี้คือสิ่งที่ท่านย่ามอบให้เจ้านะ เจ้าเรียกว่าแค่ของไร้ค่าได้อย่างไร”
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้ว มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน แล้วปล่อยมือทันใด
เพล้ง!
กำไลหยกซึ่งตกกระแทกพื้นแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทันที
“นี่!”
“เกินไปแล้ว!”
“เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร! นี่คือของที่ฮูหยินผู้เฒ่ามอบให้ด้วยความเมตตานะ เหตุใดถึงกล้าทำลาย!”
“ชั่วช้า! สารเลวยิ่งนัก!”
ทุกคนต่างลุกฮืออย่างเดือดดาล และพากันกล่าวตำหนิ
ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธจนแทบจะเป็นลม
อนุหวัง อนุซุน และอนุซูรีบเข้ามาประคองพลางช่วยลูบอกผ่อนลมหายใจ
ฉู่ไฉเหลียงตวาดลั่น “สารเลว!” เขาลุกพรวดยกมือหมายจะตบหน้าฉู่จวินหลัน
ฉู่หวาถิงฟังความวุ่นวายมานาน ครั้นได้ยินเป่าเล่อร้องว่าฉู่ไฉเหลียงจะลงมือตบฉู่จวินหลัน ก็ไม่สนใจว่าตนตาบอด รีบพุ่งตามเสียงไปชนร่างฉู่ไฉเหลียงเต็มแรง
ฉู่ไฉเหลียงถูกบุตรชายคนโตชนจนทั้งคู่เซเกือบล้ม
“สารเลว เจ้าทำอะไร!” ฉู่ไฉเหลียงทรงตัวได้ แต่หมวกกลับเอียงไปข้างหนึ่ง
ฉู่หวาถิงซึ่งดวงตาไร้จุดหมายคว้ามือให้เป่าเล่อประคองตนไว้
“ท่านพ่อจะอบรมน้องสาวอย่างไรก็ย่อมได้ เหตุใดต้องลงมือด้วย นางเป็นสตรี จะทนรับฝ่ามือของท่านได้หรือ อีกอย่างงานแต่งกับจวนกงติ้งอ๋องยังไม่กำหนด หากท่านทำร้ายนางขึ้นมา จวนกงติ้งอ๋องจะไม่หัวเราะเยาะเอาหรือขอรับ”
“เจ้า!” ฉู่ไฉเหลียงจ้องบุตรชายคนโตเขม็ง แต่แล้วก็ค่อยๆ สงบอารมณ์ลง
ใช่ หากตบตีฉู่จวินหลันจนเป็นอะไรขึ้นมา เกรงว่าจะกลายเป็นเรื่องให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะ
แต่เด็กสารเลวผู้นี้ช่างเกินไปจริงๆ!
ต้องรู้ว่ากำไลหักๆ วงนั้น นางได้มาด้วยการเอาชุดเครื่องประดับหยกทั้งชุดไปแลกกลับมา!
ฉู่จวินหลันมองความโกลาหลเบื้องหน้า ก่อนจะรีบพยุงฉู่หวาถิงไปด้านข้าง “เป่าเล่อ เจ้าดูแลคุณชายใหญ่”
“ขอรับ!” เป่าเล่อพยักหน้ารับ
ฉู่จวินหลันจึงหันกลับมาหาจื่อเยียน
จื่อเยียนที่ร้องไห้จนใบหน้าชุ่มน้ำตาคว้าแขนเสื้อฉู่จวินหลันแน่น “คุณหนูสาม บ่าวไม่ได้ขโมยกำไล บ่าวไม่ได้ขโมยจริงๆ เจ้าค่ะ!”
“ข้ารู้”
ฉู่จวินหลันตรวจดูบาดแผลด้วยความสงสาร ควักกล่องยาไม้ใบเล็กจากแขนเสื้อออกมา ก่อนตักผงยาสีขาวมาทาลงบนใบหน้าอีกฝ่าย
เมื่อรับรู้ถึงความเย็นบนใบหน้า จื่อเยียนพลันสะท้านวูบ ไม่นานความปวดแสบปวดร้อนก็ทุเลาลง
“ใครเป็นคนตบเจ้า” ฉู่จวินหลันเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
ใจจื่อเยียนสะดุ้งวาบ เพราะแววตาของฉู่จวินหลันประหนึ่งเพลิงร้อนที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง ทำให้นางนึกถึงเปลวเพลิงคืนนั้น ก่อนที่ภาพฉู่จวินหลันโยนหม่าฉางหมิงกับจื่อหลันเข้ากองไฟผุดขึ้นมา
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่จื่อเยียนรู้ดี หากคุณหนูสามโกรธ ผลลัพธ์ร้ายแรงนัก ถึงกับฆ่าคนได้เลยทีเดียว!
จื่อเยียนรีบส่ายหน้า “คุณหนูสาม ช่างเถิดเจ้าค่ะ บ่าวไม่เป็นไรจริงๆ!”
“ใครเป็นคนตบเจ้า” ฉู่จวินหลันยังคงถามต่อ
“บ่าวไม่เป็นไรจริงๆ ขอเพียงคุณหนูสามเชื่อใจบ่าว บ่าวเจ็บแค่นี้ไม่นับเป็นอะไรเจ้าค่ะ”
“ใครเป็นคนตบเจ้า” ฉู่จวินหลันทายาเสร็จก็ยัดกล่องยาใส่มือจื่อเยียน
จื่อเยียนที่น้ำตานองหน้าส่ายหน้ารัว “คุณหนู พวกเรากลับเถิด บ่าวไม่เป็นไรจริงๆ”
ทุกคนได้ยินคำพูดของทั้งคู่ชัดเจน
ฮูหยินผู้เฒ่ากดนิ้วใต้จมูกตัวเอง สะบัดเท้าด่า “ไฉเหลียง เจ้าเลี้ยงลูกสาวได้ดีจริงๆ”
ไช่มามามองท่าทางอวดดีของฉู่จวินหลันก็ยิ่งหมั่นไส้ นางรอโอกาสแก้แค้นมานาน ในที่สุดก็มีวันนี้!
นางไม่เชื่อ! ฮูหยินผู้เฒ่า นายท่าน และบรรดาอนุต่างอยู่กันพร้อมหน้า นางไม่เชื่อว่าฉู่จวินหลันจะกล้าก่อเรื่อง!
“ข้าเป็นคนตบเอง” ไช่มามาหัวเราะเย็นพลางก้าวออกมา “จื่อเยียนทำชั่ว ทำลายกฎ สมควรโดนตีจนตาย! คุณหนูสาม…”
เพียะ!
“โอ๊ย!”
ฉู่จวินหลันฟาดฝ่ามือลงบนแก้มของไช่มามาเต็มแรง
ไช่มามาหมุนคว้างสองรอบก่อนทรุดลงกองกับพื้น เลือดปนฟันสองซี่กระเด็นออกมา
ทั้งเรือนตกตะลึง!
ใครจะคิดว่าฉู่จวินหลันจะกล้าลงมือต่อหน้าทุกคนเช่นนี้!
“สวะชั้นต่ำ เป็นแค่คนรับใช้แค่กลับไม่เคารพเจ้านาย ต่อให้วันนี้ข้าตบเจ้าจนตายก็นับว่าสมควรแล้ว!”
ฉู่จวินหลันคว้าคอเสื้อไช่มามาก่อนจะดึงขึ้นมา จากนั้นฟาดฝ่ามือลงไปเต็มแรงอีกครั้ง