บทที่ 12
หมดแรงสู้
ทันทีที่รถม้าจอดสนิทร่างคุ้นเคยก็ปรากฏขึ้น ช่างเป็เื่น่ายินดีที่อันหยินผู้จัดการบ้านจอมทะนงสู้มายืนขาแข็งคอยต้อนรับการกลับมาของฮูหยินน้อยอยู่ที่หน้าประตู
“ฮูหยินใหญ่รอพบ ขอเชิญฮูหยินน้อยตามบ่าวมาด้วยเ้าค่ะ” ออกคำสั่งดังที่ตั้งใจแล้วหญิงอวบก็สะบัดหน้าหมุนตัวพาก้นกลมกลึงของตัวเองเดินนำไป
นางพาลูกสะใภ้มาหาแม่สามีตามคำสั่งที่ห้องรับรองที่เรือนปีกซ้าย โดยมีผู้ควบคุมจวนนั่งหน้าถมึงทึงอยู่กลางห้อง
ดวงตาเรียวซึ่งประกายไปด้วยความโกรธเกรี้ยวจ้องมองตามการเคลื่อนไหวของหญิงสาวไม่กะพริบ
“ท่านแม่...”
“คุกเข่าลง”
“เอ๊ะ”
“สั่งให้คุกเข่าลง!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงตวาดร่างระหงของซูเมิ่งก็ถูกเตะด้านหลังเข่าให้เสียหลักล้มเซไปกับพื้น
“นี่มันอะไรกันเ้าคะ!” หญิงสาวร้องถามด้วยอาการตระหนก
“บังอาจทำเื่บัดสีกลางงานเลี้ยงขององค์หญิงไท่ผิงยังไม่รู้ความผิดของตัวเองอีกงั้นรึ!”
“ข้าทำอะไรผิด”
“หากองค์หญิงทรงล่วงรู้เข้าจะทรงกริ้วขนาดไหนที่เ้าทำให้งานที่พระนางจัดขึ้นเป็งานคาวโลกีย์!”
“ข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลยท่านแม่”
“ท่านแม่งั้นรึ ข้าสะอิดสะเอียนทุกครั้งที่ได้ยินเ้าเอื้อนเอ่ยเรียกข้าด้วยสรรพนามที่ไม่คู่ควร...”
“...!”
“เหตุใดเ้าจะต้องสร้างความเดือดร้อนให้ตระกูลโต้วของเราไม่หยุดหย่อนด้วย” น้ำเสียงของฮูหยินใหญ่เต็มไปด้วยความระอา
เมื่อประติดประต่อเื่ราวได้พราวฝันก็ถึงกับอ้าปากค้าง
“ใครกันแน่...” เธอย้อน
“ว่ายังไงนะ ฮื้อ”
“ใครกันแน่ที่ทำเื่บัดสีอย่างที่ท่านแม่กล่าวหาข้า”
“เจินซูเมิ่ง!”
“นั่นเพราะบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านแม่นั่นแหละที่เพื่อจะทำประชดประชันสตรีที่ตัวเองมีใจก็ลากข้าเข้าไปจูบโดยไม่ทันตั้งตัว”
“...!”
“ท่านไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ใยจึงทำเป็รู้ดี ไม่รู้จักโทษคนของตัวเอง!”
“สามหาว! บังอาจเกินไปแล้ว!”
“คนที่บังอาจก็คือโต้วตงิมิใช่ข้า!”
“อันหยินตบปากนาง!”
“เ้าค่ะฮูหยิน”
เพี๊ยะ!
สิ้นเสียงก้องกังวานพราวฝันก็ตกอยู่ในภวังค์ เธอยกมืออันสั่นเทาขึ้นนาบข้างแก้มตัวเองที่เพิ่งถูกลงทัณฑ์
“หากไม่กำราบเ้าให้เลิกเหิมเกริม วันข้างหน้าก็คงทั้งปากดีและอวดดีจนไม่เห็นหัวใครในจวนนี้อีก!”
อาหว่านที่เพิ่งทราบว่าเ้านายตัวเองกลับมาถึงจวนแล้วก็รีบวิ่งเข้ามาประคองร่างบอบบางซึ่งกำลังสั่นเทิ้ม
พราวฝันขยับเท้าเพื่อลุกขึ้นยืนแล้วจ้องมองไปยังอันหยินตาเขม็งด้วยความโกรธจัด
“ไม่เคย... มีใครตบหน้าข้า” หญิงสาวกรอดเสียงในลำคอจนฟังดูน่าหวาดกลัว
เธอหมายถึงตัวเธอเองในภพปัจจุบัน แม่ของเธอเลี้ยงดูมาอย่างดี ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม แม้จะไม่ได้ร่ำรวยแต่เธอก็ได้รับความรักจากแม่มาเต็มเปี่ยม ถึงจะเลี้ยงด้วยตัวคนเดียวแต่แม่ก็ไม่เคยทำให้ลูกรู้สึกขาด
คนพวกนี้เป็ใครกัน...
พราวฝันง้างมือขึ้นหมายจะตบอันหยันกลับไปให้รู้สำนึกว่าไม่ใช่จะทำรุนแรงกับใครก็ได้
“หยุดนะ!” หนิงอันลุกพรวดขึ้นพร้อมร้องห้ามได้ทันเวลา
แววตาของลูกสะใภ้แสนชังที่ตวัดเปลี่ยนเป้าหมายมาจ้องเขม็งที่นาง ทำให้ผู้เป็แม่สามีรู้สึกขนลุกยิ่งนัก
หญิงสาวข่มอารมณ์โกรธของตัวเองเอาไว้แล้วเลือกหมุนตัวออกจากบริเวณนี้ไปด้วยความฉุนเฉียว
อาหว่านรีบวิ่งตามเ้านายของตัวเองไปโดยไว จนเมื่อมาถึงสระน้ำนางก็ถูกสั่งห้ามและให้ถอยห่างออกไป
พราวฝันปล่อยก้อนสะอื้นออกมาเมื่อได้อยู่ตามลำพัง เธอทิ้งตัวลงนั่งกอดเข่าริมน้ำแล้วฟูมฟายด้วยความเ็ป
“ฮึก... ฮือ...”
ไม่เพียงแค่เ็ปจากการถูกตบด้วยเื่ที่ตนไม่ได้เป็ฝ่ายกระทำผิด แต่ยังเก็บรวมไปถึงความระทมและความเครียดสะสมที่เธอต้องทะลุมิติมาอยู่ในภพอดีตอันห่างไกลเป็พันปีนี้ด้วย ทั้งต่างบ้าน ต่างเมือง ต่างเวลา ไม่คุ้นเคยเลยสักนิด
มันเป็เื่บ้าอะไรก็ไม่รู้!
ชีวิตของเธอกำลังต้องเผชิญกับอะไร ทำไมมันถึงไม่ง่ายดายเหมือนคนอื่นเขาบ้าง
จะย้อนเวลาทั้งที ทำไมถึงไม่ย้อนไปแค่ตอนที่แม่ยังอยู่ล่ะ คนที่จะสวมกอดเธอและทำให้เธอคลายจากความทุกข์และความกังวลทั้งปวง
มาอยู่ที่นี่เพียงไม่กี่วันก็เหมือนตกนรกเป็ร้อยปี ต้องรับมือและต่อสู้กับใครต่อใครตั้งมากมาย อนาคตจะมีใครอีกบ้างและจะต้องพบเจอกับอะไรอีกก็ไม่รู้
“อยากกลับบ้านแล้วสิ... อย่างน้อยก็ต่อปากต่อคำกับแม่ของแทนคุณแค่คนเดียว... ไม่ใช่แห่มาทั้งโคตรอย่างนี้” พราวฝันพึมพำทั้งก้อนสะอื้นแล้วใช้หัวเข่าปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าของตัวเอง
แต่แล้วขณะที่ไม่ทันได้ระวังตัว...
ตู้ม!
ร่างของเธอถูกผลักตกลงไปในสระจนน้ำกระเซ็นเสียงดัง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กสาวที่ยืนเท้าสะเอวอย่างสาแก่ใจอยู่ริมจุดเกิดเหตุ
“ชุนฮวา!”
ทั้งยังมีหงเอ๋อร์ยืนทำหน้าภาคภูมิใจที่ทำตามคำสั่งของเ้านายได้สำเร็จเป็อย่างดี
“ข้ามาเอาคืนที่เ้าดีดหน้าผากข้าจนปูด ถือว่าหายกันแล้วนะ” พูดเสียงเล็กแหลมจบนางก็หมุนตัวจากไปพร้อมสาวรับใช้ด้วยความเริงร่า
ขณะที่อาหว่านเดินเหรอหราเข้ามาแล้วรีบช่วยเ้านายตัวเองขึ้นจากน้ำ
“ฮูหยินน้อยไม่ควรให้บ่าวอยู่ไกลตัวเลยนะเ้าคะ”
เมื่อขึ้นมาได้พราวฝันก็ได้แต่ถอนหายใจกับสิ่งที่ตัวเองพบเจอ
หญิงสาวพาร่างอันเปียกโชกกลับมาที่หอนอน แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อมีใครบางคนนั่งจิบน้ำชาพร้อมอ่านตำราอยู่ที่โต๊ะทรงกลมกลางห้อง
“เหตุใดเ้าจึงอยู่ที่นี่”
“แล้วเหตุใดข้าจะอยู่หอนอนตัวเองไม่ได้”
“นั่นก็ใช่ แต่เ้าไม่ได้นอนที่นี่ั้แ่เราเข้าหอกัน”
“เพราะข้าคิดว่าเ้าจะไม่กลับมาอีกแล้ว ก็เลยกลับมาน่ะสิ”
นั่น... ปากหรือนั่นน่ะ
ถ้าซูเมิ่งตายไปจริง ๆ ทุกคนในจวนนี้คงเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากงานชมดอกเบญจมาศขององค์หญิงไท่ผิงแน่
แต่เื่อะไรจะต้องทำให้คนพวกนี้สมหวัง
พราวฝันี้เีจะต่อล้อต่อเถียง วันนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะรับมือกับใครอีกแล้ว เธออยากนอนพักหลังอ่อนเพลียกับภารกิจต่าง ๆ รวมถึงรับมือกับคนในจวนมาทั้งวัน
ร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปที่เตียงเพื่อขวางภรรยาเอาไว้
“ข้าจะนอนบนเตียง” เขาบอก
“เชิญ อยากนอนเบียดกันก็เชิญ ข้าจะไปเปลี่ยนชุดละ”
โดยไม่ตอบอะไรแต่ผู้เป็สามีหันไปคว้าเอาฟูกนอนพร้อมหมอนและผ้าห่มมากองลงบนพื้นด้วยท่าทางราวกับโยนให้ผู้อนาถาก็มิปาน
“ข้าไม่อยากร่วมเตียงกับเ้า ไม่ใช่แค่คืนนี้ แต่จะเป็อย่างนี้ตลอดไปทุกคืน”
“จะเอาอย่างนั้นรึ”
ตงิยกคิ้วข้างหนึ่งตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“เอาเลย!”
“...!”
“อยากทำอะไรกับสตรีไม่มีทางสู้ก็เอาเลย พวกเ้ามันหมาหมู่อยู่แล้วนี่ มีความสุขที่ได้รังแกผู้หญิงตัวเล็ก ๆอย่างข้าให้ได้รับความทุกข์ทรมานที่สุด พวกตระกูลโรคจิต!”
“ว่าไงนะ!” ร่างสูงตวาดกลับด้วยความโกรธขึ้ง
“ทำไม ไม่อยากให้ข้าอยู่ร่วมห้องแล้วล่ะสิ”
“ใช่!”
“...!”
“อยากจะไปไหนก็รีบไปซะ ข้าไม่อยากแม้แต่จะหายใจรับอากาศในพื้นที่เดียวกันกับเ้า”
“...!”
แรงมาก!
พราวฝันข่มอารมณ์โกรธของตัวเองไว้ฮึบสุดท้ายก่อนที่ความอดทนจะถึงขีดสุดในอีกไม่ช้า
“อาหว่าน... ไม่ต้องปูที่นอนแล้ว ข้าจะไปนอนข้างนอก”
“ฮูหยินน้อยจะไปนอนที่ใดเ้าคะ” สาวรับใช้ถามกลับด้วยความเป็ห่วง
หากแต่คนเป็เ้านายไม่ตอบแล้วหุนหันออกจากห้องไป
หญิงสาวทิ้งตัวอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่ศาลาในสวนดอกไม้ อากาศข้างนอกหนาวเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับชุดเปียก ๆที่สวมอยู่ยิ่งทำให้เย็นะเืเข้าไปอีก
“ฮูหยินน้อยจะนอนตรงนี้จริง ๆหรือเ้าคะ”
“ข้าเหนื่อยมากแล้วอาหว่าน...”
เธอพิงศีรษะที่เสาด้านหนึ่งอย่างหมดแรงพร้อมคุดคู้ตัวเองเพื่อหลบจากลมหนาวก่อนจะหลับไหลไม่ได้สติไปด้วยสภาพน่าเวทนา... โดยมีสาวรับใช้นั่งกกกอดเพื่อเพิ่มความอบอุ่นอยู่ข้างๆ ไม่ห่างไปไหนเพื่อร่วมชะตากรรม