ริมฝีปากของลู่เหยียนชูเฉียดผ่านเส้นผมที่ปรกหน้าผากของเขาไปเพียงแผ่วเบาสัมผัสเพียงครู่เดียวก็ผละจากออกไป
จี้ทิงเพิ่งได้สติเขาก็พยายามจะดิ้นหนี ทว่ากลับถูกลู่เหยียนชูโอบเอวเอาไว้“อย่าขยับ มีอะไรติดผมนายน่ะ”
“งั้นคุณก็แค่บอกผมตรงๆ ก็ได้” น้ำเสียงของจี้ทิงฟังดูจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย
ลู่เหยียนชูยกปลายนิ้วขึ้นเขี่ยปอยผมของอีกฝ่ายพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจนใจ“ฉันเองก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอกแต่เมื่อกี้เผิงเจ๋อคุนเอาแต่ชำเลืองมองเราตลอด เขากำลังสงสัยน่ะ”
จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นจากอ้อมอกอีกฝ่าย “เขาสงสัยอะไร?”
ลู่เหยียนชูเอียงคอก้มลงมามองจากมุมด้านหลังดูราวกับเขากำลังจูบจี้ทิงอยู่ “เขาคงดูออกว่าเราไม่ได้สนิทกันจริงๆ”
จี้ทิงกะพริบตาปริบๆอย่างไม่ค่อยเข้าใจ “พวกเรายังดูใกล้ชิดกันไม่พออีกเหรอครับ?”
“ก็นายเล่นทำท่าเหมือนจะผลักไสฉันอยู่ตลอด สามคนนั้นน่ะฉลาดเป็นกรดกันทุกคนมีหรือจะดูไม่ออก”
จี้ทิงไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นตัวถ่วงเสียได้เขาจึงรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมา “ผมบอกแล้วไงว่าผมแสดงไม่เป็น”
ลู่เหยียนชูจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ข้างหู “ความผิดฉันเองที่ไม่ได้สอนให้นายรับมือกับเรื่องแบบนี้ให้ดีกว่านี้”
ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมากจี้ทิงจึงอดไม่ได้ที่จะเอนตัวไปข้างหลังทว่าเสียงของเหมียวเวยก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
“นี่ สองหนุ่ม เห็นใจคนวัยกลางคนที่กำลังหิวโซสามคนนี้หน่อยได้ไหม?”
ลู่เหยียนชูกดท้ายทอยของจี้ทิงให้ซบลงกับอกเขาก่อนจะหันกลับไป“ขอโทษครับ พอดีเสี่ยวทิงตกใจนิดหน่อย เดี๋ยวพวกเราตามไปครับ”
เหมียวเวยละสายตากลับมาพลางส่งยิ้มให้ประธานเฉิงอย่างรู้กัน “วัยรุ่นนี่นะ...ถ่านไฟแรงจริงๆ”
ตอนนี้ทุกคนยังไม่รู้จะไปที่ไหนกันต่อจึงรอให้ลู่เหยียนชูจองร้านอาหารแห่งใหม่ แต่หลังจากโทรไปสอบถามจนครบทุกที่ปรากฏว่าร้านที่พอจะไปได้ล้วนถูกจองเต็มหมดแล้วส่วนร้านอาหารทั่วไปพวกเขาก็ไม่สะดวกจะไปนักเพราะทั้งลู่เหยียนชูและเหมียวเวยต่างก็เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยไปจนจะสองทุ่มแล้วลู่เหยียนชูจึงเอ่ยอย่างรู้สึกผิด “ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นถ้าทุกคนสะดวก... จะไปที่บ้านผมไหมครับ?”
“เสี่ยวลู่ ที่พักของนายน่ะมันเกือบจะถึงภูเขาทางใต้แล้วไม่ใช่เหรอ?”เหมียวเวยรู้จักบ้านอีกหลังของลู่เหยียนชูดีว่าอยู่ไกลจากที่นี่มาก
“ถึงจะไกลไปบ้าง แต่พวกเราขับรถมากันเอง ขับไปชั่วโมงเดียวก็ถึงแล้วครับ”
ทั้งสามคนพอได้ยินแบบนั้นในใจก็เริ่มจะลังเลและไม่อยากไปเท่าไรนัก
“เอ๊ะ?” ทันใดนั้นประธานเฉิงก็นึกอะไรขึ้นมาได้เขาหันไปมองเผิงเจ๋อคุน “บ้านคุณอยู่แถวนี้ไม่ใช่เหรอ แถวๆถนนจิ่นซิ่ว ฉันจำไม่ผิดใช่ไหม?”
สิ้นคำนั้นทั้งลู่เหยียนชูและจี้ทิงต่างใจกระตุกพร้อมกัน เดิมทีพวกเขากำลังคิดหาวิธีอื่นอยู่เช่น แกล้งทำเป็นรถเสียกะทันหันบนถนนจิ่นซิ่วหรือชักจูงให้เหมียวเวยรู้ว่าบ้านของเผิงเจ๋อคุนอยู่แถวนี้
แต่ไม่คิดเลยว่าประธานเฉิงจะชิงตัดหน้าพูดขึ้นมาก่อนซึ่งนับว่าช่วยแก้ปัญหาความยุ่งยากนี้ไปได้พอดี
สีหน้าของเผิงเจ๋อคุนหน้าเสียไปแวบหนึ่งก่อนจะรีบยิ้มกลบเกลื่อน “บ้านผมเหรอ...เปลี่ยนที่เถอะครับ ในบ้านยังไม่ได้จัดของเลย”
ประธานเฉิงโบกมือปัด“โธ่ คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องพิธีรีตองหรอก”
จี้ทิงและลู่เหยียนชูต่างมองออกว่าอีกฝ่ายไม่เต็มใจวินาทีต่อมาเผิงเจ๋อคุนก็เอ่ยปฏิเสธซ้ำ “เปลี่ยนที่เถอะครับเดี๋ยวผม...”
“ทำไมล่ะ หรือว่าคุณใช้ช่วงที่ภรรยาไปดูแลลูกสาวที่เรียนต่อต่างประเทศ...”ประธานเฉิงเลิกคิ้วเย้าแหย่ “แอบซ่อนใครไว้ในบ้านหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นคนอื่นๆต่างจ้องมองมา เผิงเจ๋อคุนก็รู้ดีว่าถ้าเขายังไม่ยอมตกลงคงได้ถูกสงสัยเข้าจริงๆ“ไปกันใหญ่แล้วครับ... เอาล่ะๆ ถ้าพวกคุณไม่รังเกียจก็ไปกัน”
ลู่เหยียนชูหันไปมองคนข้างกายจี้ทิงจึงพยักหน้ารับอย่างรู้ความหมายกันในทันที
ก่อนจะจากไปเพื่อเป็นการแสดงความขอโทษผู้จัดการไม่เพียงแต่มอบไวน์แดงที่มีมูลค่าเท่ากันให้หนึ่งขวดยังจัดเตรียมอาหารที่เข้ากับไวน์ให้อีกหลายอย่างก่อนจะค้อมศีรษะส่งพวกเขาขึ้นรถด้วยตัวเอง
ทันทีที่รถของลู่เหยียนชูเลี้ยวออกมาจากทางเดินเล็กๆจี้ทิงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “ผมจะพยายามแสดงให้ดีครับ”
ลู่เหยียนชูชะงักไปครู่หนึ่งพอเข้าใจความหมายเขาก็เกือบจะกลั้นขำไม่อยู่ “นายแค่พยายามผ่อนคลายก็พอแล้วก็ลอง... เปิดใจยอมรับฉันดู”
นิ้วมือบนตักของจี้ทิงขดเกร็งเข้าหากันเล็กน้อยเขาพร่ำบอกตัวเองในใจว่า [ต้องยอมรับลู่เหยียนชู ห้ามแสดงท่าทีต่อต้านแค่ครั้งเดียวเท่านั้น]
หลังจากท่องซ้ำไปสามรอบเขาก็สูดหายใจเข้าลึกแล้วเงยหน้าขึ้น “อืมผมจำไว้แล้วครับ”
ลู่เหยียนชูไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะดีที่ต้องร้องไห้ก็เพราะมีคนต้องเตรียมใจอย่างหนักเพื่อที่จะเข้าใกล้เขาส่วนที่อยากหัวเราะก็คือ...
ลู่เหยียนชูยกยิ้มสมเพชตัวเองแวบหนึ่งเมื่อครู่ จู่ๆ เขาก็เริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของจี้เยี่ยนจื๋อขึ้นมา
อีกฝ่ายมักจะคอยระแวดระวังเขาอย่างกับเป็นศัตรูและหวงจี้ทิงราวกับแก้วตาดวงใจ เมื่อก่อนเขาคิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อใจแคบแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะมีความจำเป็นจริงๆ
เพราะจี้ทิงใสซื่อเกินไปในการเข้าสังคมราวกับว่าช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอยู่ในหอคอยงาช้างมาโดยตลอดจนไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจี้เยี่ยนจื๋อทำใจไล่เขาออกมาได้อย่างไรกันไม่กลัวว่าจี้ทิงจะถูกใครหลอกไปงั้นเหรอ
หัวคิ้วของลู่เหยียนชูขยับเล็กน้อยนิ้วที่กุมพวงมาลัยพลันกระชับแน่นขึ้น เขาคิดว่า ก่อนที่จี้ทิงจะกลับบ้านไปเขาต้องหาทางรวบตัวคนคนนี้มาไว้ใกล้ตัว ในจุดที่เขาจะปกป้องได้ถนัดที่สุดแล้ว
...
ไม่ถึงสิบนาทีรถทั้งสามคันก็ทยอยขับมาถึงถนนจิ่นซิ่ว
เหมียวเวยและคนอื่นๆลงจากรถก่อน ลู่เหยียนชูจงใจอ้อมไปยังประตูฝั่งผู้โดยสารเพื่อกุมมือจี้ทิง
ครั้งนี้ฝ่ามือของคนทั้งสองสัมผัสกันอย่างเป็นธรรมชาติจี้ทิงไม่ได้เกร็งเหมือนครั้งที่แล้ว
ไม่รู้ทำไมลู่เหยียนชูถึงได้เอ่ยถามขึ้นมาว่า “นายเคยจูงมือกับพี่ชายของนายไหม?”
ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อพลันผุดขึ้นมาในหัวจี้ทิงคิ้วของเขาขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความอึดอัด [จูงมือเหรอ?แค่เข้าใกล้ แทสเมเนียนนั่นก็แทบจะงับหัวคนอยู่แล้ว]
“ไม่เคยครับ”
แทสเมเนียน?ลู่เหยียนชูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วสูงหรือว่านี่จะเป็นชื่อเล่นของจี้เยี่ยนจื๋อกันนะ
ระหว่างที่คุยกันจี้ทิงก็ย่อตัวลงกะทันหัน แอบติดกล่องสีดำเล็กๆ ไว้ใต้ท้องรถของเผิงเจ๋อคุน
เมื่อเขาลุกขึ้นทั้งคู่ก็เดินต่อไปด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ
“เครื่องติดตามเหรอ?”
จี้ทิงส่ายหน้า“ไม่ใช่ครับมันคืออุปกรณ์สำหรับเจาะเข้าสู่ระบบควบคุมหลักภายในรถของเขา”
ลู่เหยียนชูไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อและเพื่อไม่ให้เผิงเจ๋อคุนสงสัย เขาจึงจูงมือจี้ทิงเร่งฝีเท้าตามทั้งสามคนไป
หลังจากเข้าไปในคฤหาสน์ของเผิงเจ๋อคุนไฟตรงโถงทางเข้าและห้องนั่งเล่นก็สว่างขึ้นโดยอัตโนมัติ
เหมียวเวยถอดเสื้อโค้ทออกพลางมองสำรวจรอบๆ “รองประธานเผิงถ่อมตัวเกินไปแล้วนะคะนี่เรียกว่ารกตรงไหนกัน สะอาดกว่าบ้านฉันเสียอีก”
เผิงเจ๋อคุนยิ้มรับ“เชิญนั่งกันตามสบายก่อนครับ ไม่ต้องเกรงใจ”
ลู่เหยียนชูปล่อยมือจี้ทิงแล้วหยิบไวน์แดงออกมาจากกล่อง “เอาไวน์ออกมาพักไว้ก่อนดีกว่าครับพี่เผิง ในบ้านมีโถพักไวน์ไหมครับ?”
“มีครับ เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้”
พอทั้งสองลับตาไปทางห้องครัวจี้ทิงก็กวาดสายตาสำรวจผังชั้นหนึ่งอย่างรวดเร็วก่อนจะก้าวขาเดินไปยังห้องห้องหนึ่ง
“เอ้อ เสี่ยวจี้” ประธานเฉิงร้องเรียกขึ้นมาพร้อมกวักมือ“มาๆ มานั่งนี่มา”
จี้ทิงพยายามจะปฏิเสธ“ผม...”
“ไม่ต้องเขินหรอก มาคุยกันเถอะ” เหมียวเวยคิดว่าจี้ทิงกำลังจะเซ็นสัญญากับซั่งหย่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์จึงหวังดีช่วยสร้างโอกาสให้เขา
เสียงของทั้งคู่ไม่ได้เบานักเผิงเจ๋อคุนย่อมต้องได้ยินแน่นอนจี้ทิงจึงจำต้องเดินไปนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับทั้งสองคน
“เสี่ยวจี้ คุณกับเหยียนชูรู้จักกันมานานแค่ไหนแล้วเหรอ?”
จี้ทิงรู้สึกว่าคำถามนี้มันแปลกๆน้องชายของญาติสนิทไม่ใช่ว่าควรจะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กหรอกเหรอ
“รู้จักมาตั้งแต่ผมเกิดเลยครับ”
ประธานเฉิงถึงกับอึ้งไปส่วนเหมียวเวยเอ่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ฮะ?”