ตอนที่ 8: ช่วยเหลืออีกครั้ง
สองคนจากไปทั้งอย่างนั้น ทิ้งให้แสงจันทร์ที่ดูเยือกเย็นและเงียบเหงาเศร้าสร้อยสาดส่องลงบนร่างของเด็กชาย อากาศอันเย็นยะเยือกแห่งรัตติกาลแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเด็กน้อยจนถึงกระดูก ฉู่เฉิงรู้สึกเจ็บไปทั้งตัว แม้เขาจะพยายามลุกขึ้นหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ใบหน้าของเขาแนบติดอยู่กับพื้น หยดน้ำที่หางตาไหลอาบลงบนผืน เด็กชายเก็บซ่อนสีหน้าดุร้ายของเขาไว้พร้อมเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้น เมื่อหลินซีลุกจากเตียง เธอพลันรู้สึกกลุ้มอกกลุ้มใจ และในเวลาที่เธอกำลังจะออกไปทำงานพร้อมทุกคนผู้แทนฯถังก็เข้ามา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มทันทีที่ได้พบหลินซี “ยุวฯหลิน เรื่องของเธอจะได้รับอนุมัติการชดเชยแล้ว เมื่อครู่ฉันเพิ่งได้รับแจ้งมาว่าเธอสามารถรับเสบียงสนับสนุนได้อีก 3 เดือน รอให้แขนของเธอหายดีก่อนแล้วค่อยไปทำงาน เสบียงอาหารจะถูกส่งมาในอีกไม่กี่วัน ไว้มาถึงเมื่อไรฉันจะบอกเธออีกที ส่วนค่ารักษาพยาบาลของเธอ สำนักงานยุวปัญญาชนจะเป็นคนออกให้ หลังจากนี้ก็ยังต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกไม่ใช่เหรอ ถ้าไปตรวจแล้วเธอก็เก็บใบเสร็จไว้ด้วยล่ะ ถึงเวลาก็เอาไปขอเบิกเงินคืน” นี่ถือเป็นข่าวดีจริง ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้หลินซีก็สามารถพักผ่อนได้อย่างสบายใจแล้ว อวี่หลินหลินส่งสายตาร่วมดีใจมาด้วย ส่วนหานเหม่ยฟางก็ตบไหล่หลินซีเบา ๆ และพูดขึ้น “ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอก็พักผ่อนให้มาก ๆ ล่ะ” ผู้แทนฯถังคงจะหมายความว่าจากนี้จะไม่จัดภาระงานอะไรให้หลินซีแล้ว ขณะที่หลินซีส่งผู้แทนฯถังกลับ วังเสี่ยวเจินก็พลันมองหลินซีด้วยสายตาเหยียดหยาม ซึ่งหลินซีก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เมื่อเหล่ายุวปัญญาชนแยกย้ายกันออกไปข้างนอก ที่พักก็พลันสงบลง หลินซีเปิดกล่องในช่องเก็บของ ข้างในมีเสื้อผ้าหน้าหนาวและรองเท้าผ้าฝ้าย หลินซีลูบคลำเสื้อผ้าหน้าหนาวชุดนั้นแล้ววางกลับไปที่เดิม เสื้อผ้าแบบนี้ไม่มีใครต้องการหรอก แต่ชุดกันหนาวหนา ๆ ตัวนี้เป็นของที่ดีที่สุดของเธอแล้ว ที่จริงในกระเป๋าของเธอก็มีชุดกันหนาวอยู่ชุดหนึ่งซึ่งมันผ่านการซักมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง และยังดูไม่สวยงามเท่าตัวนี้สักนิด เธอนำเสื้อผ้าและรองเท้าออกมาก่อนจะพบว่าในกล่องยังมีอยู่อีกชุดหนึ่งเธอจึงหยิบมันขึ้นมาดู เห็นได้อย่างชัดเจนว่าชุดนี้เป็นชุดผู้ชาย และที่สำคัญคือเป็นไซส์สำหรับเด็ก หลินซีจึงกระจ่างใจว่าเสื้อผ้าชุดนี้เป็นของฉู่เฉิง เธอเก็บรางวัลไปทั้งที่มันดูจะไม่ใช่ของตัวเองเสียทั้งหมด เจ้าระบบนี่เป็นพ่อของฉู่เฉิงหรือไงนะ หลังจากเก็บเสื้อผ้าเหล่านั้นเข้าที่ หลินซีจึงตัดสินใจไปหาฉู่เฉิง สภาพด้านในกระท่อมยังคงเหมือนตอนที่เธอกลับออกไปเมื่อวานไม่มีผิด และเมื่อหลินซีได้เห็นหม้อดินเผาที่เย็นเฉียบ อยู่ ๆ เธอก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หลินซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธออยากไปตามหาฉู่เฉิง แต่เธอไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ไปที่ไหน และไม่รู้ว่าจะไปถามหาจากใคร ทันใดนั้นที่ข้างหูของเธอก็มีเสียงกระดิ่งดังขึ้น ทันทีที่หันกลับไปมองสหายบุรุษไปรษณีย์ก็ขี่จักรยานผ่านหลินซีไปแล้ว เธอจึงรีบเรียกให้เขาหยุดก่อน “สหาย รอเดี๋ยว” “มีอะไรงั้นเหรอ” เมื่อได้ยินเสียงร้องเรียก บุรุษไปรษณีย์จึงหยุดรถและหันกลับมาหาหลินซี “ขอโทษนะคะ มีจดหมายถึงฉันบ้างไหม ฉันชื่อหลินซี เป็นยุวปัญญาชนที่เพิ่งมาใหม่” “อ๋อ เดี๋ยวฉันดูก่อนนะ” บุรุษไปรษณีย์หยิบจดหมายออกมาพลิกหาทีละฉบับทีละฉบับ “เธอลองดูซิ ฉบับนี้ใช่ของเธอหรือเปล่า” บนหน้าซองจดหมายมีชื่อของหลินซีเขียนอยู่ ที่จริงแล้วหลินซีเพียงถามออกไปโดยไม่ได้คิดอะไร เธอจึงคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีจดหมายของเธออยู่ด้วย บุรุษไปรษณีย์มองไปยังสาวน้อยก่อนจะฉีกยิ้มและพูดขึ้น “เธอรอจดหมายมาหลายวันแล้วใช่ไหม ยุวปัญญาชนที่เพิ่งมาใหม่ต่างก็เป็นแบบนี้กันทุกคนแหละ เธอเองก็คิดถึงบ้านมากล่ะสิ งั้นรีบกลับไปอ่านจดหมายเถอะ” บุรุษไปรษณีย์ท่าทางใจดีเป็นอย่างมาก เห็นเช่นนั้นแล้วหลินซีก็เรียกเขาอีกครั้ง “สหาย ฉันขอถามอะไรสักเรื่องได้ไหม” “ว่ามาเลย” บุรุษไปรษณีย์กำลังทำท่าจะจากไป แต่ก็หยุดคุยอีกครั้ง หลินซีนึกคำครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกไป “ฉันเพิ่งจะมาที่นี่ ยังไม่คุ้นเคยกับคนในหมู่บ้านนัก ฉันอยากสอบถามนิดหน่อยว่าบ้านฉู่ซานซูอยู่ทางไหนเหรอ” บุรุษไปรษณีย์รู้สึกแปลกใจเพราะหลินซีถามเรื่องคนในหมู่บ้านจากเขาที่เป็นคนนอก และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่กระนั้นเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับอะไร เขาจึงบอกทางให้หลินซี “เดินไปทางนั้น เห็นต้นประดู่ต้นนั้นแล้วใช่ไหม เธอเดินตรงไปอีกหน่อยจะมีบ้านอยู่หลังหนึ่ง นั่นแหละบ้านฉู่ซานซู แต่ถ้าจะพูดให้ถูกนั่นเป็นบ้านลูกคนเล็กของเขา ส่วนบ้านลูกคนโตอยู่ถัดไปด้านหลัง” บุรุษไปรษณีย์อธิบายอย่างชัดเจน หลินซีกล่าวขอบคุณเขา จากนั้นเธอจึงเก็บจดหมายใส่กระเป๋าและเดินตรงไปที่บ้านของฉู่เฉิง ลานบ้านเล็ก ๆ ดูเงียบสงบ ประตูรั้วปิดอยู่แต่ไม่ได้ใส่กุญแจ หลินซีเปล่งเสียงเรียกอยู่ที่ประตูรั้วแต่ก็ไม่มีใครตอบกลับ เธอจึงผลักประตูเข้าไป ในลานบ้านมีม้านั่งเก่า ๆ ที่หักพังลงกับพื้น ที่มุมของลานบ้านก็มีของรกรุงรังกองอยู่ ใบไม้แห้งในลานหมุนปลิวไปตามลม ดูยังไงก็เป็นบ้านที่น่าสยดสยอง หลินซีเดินไปที่ตัวบ้านอย่างกล้าหาญ แต่ยังไม่ถึงประตูบ้านเธอก็ได้กลิ่นแปลก ๆ ลอยมา นั่นคือกลิ่นเหล้าปนกับกลิ่นเหม็นของเหงื่อ หลินซีขมวดคิ้วปิดจมูก ประตูบ้านเปิดอยู่และมีเด็กคนหนึ่งนอนขดตัวอยู่บนพื้น หลินซีเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าไปพยุงฉู่เฉิง บนหัวของเด็กชายปูดบวม เขาหายใจถี่ ๆ เหมือนยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ หลินซีพยายามแบกฉู่เฉิงขึ้นหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ หลินซีรู้สึกกระวนกระวายเป็นอย่างมาก เธอตบหน้าของฉู่เฉิงเบา ๆ หวังจะทำให้เขาได้สติ เด็กชายจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พิจารณาว่าคนตรงหน้าเป็นใครก่อนจะมองเห็นชัดเจนว่าคือหลินซี เด็กชายยกยิ้มมุมปากเปล่งเสียงออกมาเบา ๆ “พี่” หลินซีรู้สึกสงสารจับใจจนเธอไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้ “อดทนไว้นะ ฉันจะแบกนายไปหาหมอเอง” แต่ฉู่เฉิงกลับส่ายหน้า “พี่รีบหนีไป ถ้าพ่อผมกลับมา พี่จะโดนด่าโดนตีไปด้วยนะ” หลินซีตั้งใจจะพาฉู่เฉิงไปหาหมอจริง ๆ เธอพยายามออกแรงดึงแขนของเขา ก่อนจะพูดขึ้นด้วยอารมณ์ที่ไม่สู้ดีนัก “เพราะนายอืดอาดยืดยาดแบบนี้ไง พวกเราถึงจะถูกเจอเข้าน่ะ รีบเร็ว อย่ามัวพูดพล่าม” ฉู่เฉิงไม่สามารถเปลี่ยนใจหลินซีได้ เขาจึงปีนขึ้นหลังหลินซีไปด้วยความยากลำบาก หลินซีแบกฉู่เฉิงไว้ข้างหลังและมุ่งตรงไปที่ศูนย์อนามัย หนุ่มน้อยอ่อนแรงมาก หลินซีโน้มตัวไปข้างหน้าแบกฉู่เฉิงอย่างไม่รู้สึกเหนื่อย ในใจมีเพียงความกระวนกระวายรีบร้อน จังหวะการก้าวเท้าของเธอจึงเร็วขึ้นมาก เมื่อมาถึงศูนย์อนามัยพวกเธอก็ทำให้หมอซ่งตกใจมากทีเดียว “เด็กคนนี้เป็นอะไรไปน่ะ” หมอซ่งรับตัวฉู่เฉิงมาและวางลงบนเตียงผู้ป่วย เขามองไปที่หน้าผากม่วง ๆ ของฉู่เฉิงแล้วพลันคิ้วขมวด หลินซีไม่ได้บอกว่าเธอแอบเข้าไปในบ้านของฉู่เฉิง บอกแต่เพียงบังเอิญเดินผ่านแล้วเห็นฉู่เฉิงล้มอยู่ที่หน้าประตู ตนจึงแบกเขามาที่นี่ หมอซ่งเห็นเหงื่อที่ไหลซึมทั่วหน้าผากของหลินซี เขาจึงให้ลูกชายไปรินน้ำมาให้เธอก่อนจะเอ่ยชม “เธอเป็นเด็กใจดีจริง ๆ พักผ่อนก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวฉันดูฉู่เฉิงเอง” หมอซ่งอายุใกล้จะห้าสิบแล้ว เขาทำงานที่ศูนย์อนามัยในหมู่บ้านแห่งนี้มาโดยตลอด ตอนนี้ลูกชายของเขาก็กำลังเรียนวิชาการแพทย์กับเขาอยู่ คุณหมอทั้งสองคนต่างเป็นคนอ่อนโยน และยังได้รับคำชื่นชมจากคนในหมู่บ้านเสมอ ผ้าม่านถูกดึงปิด หมอซ่งทำการตรวจร่างกายของฉู่เฉิง หลินซีก็ค่อย ๆ จิบน้ำทีละนิด ทันใดนั้นลูกชายหมอก็ถามขึ้น “เด็กคนนี้ถูกซ้อมอีกแล้วใช่ไหม ฉู่ต้าเกินทำเกินไปจริง ๆ ปีนี้ก็หลายหนแล้ว จะตีเด็กให้ตายแบบนี้มันแย่มาก” มือข้างที่ยกน้ำดื่มของหลินซีชะงักไป โดนมาหลายครั้งแล้ว ฉู่เฉิงจะยังทนกับการโดนซ้อมแบบนี้ไปได้อีกกี่ครั้งกัน หลินซีรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันใด เธออยากจะช่วยชีวิตเด็กคนนี้ ไม่อย่างนั้นไม่ช้าก็เร็วยังไงก็ต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ สังคมสมัยใหม่ก็ยังมีเรื่องที่พ่อแม่พลั้งมือตีลูกตัวเองจนตายอยู่บ้าง แต่ในสังคมสมัยใหม่พวกผู้ปกครองเหล่านั้นจะถูกลงโทษตามกฎหมาย แต่ถ้าเป็นในชนบทแห่งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่เรื่องจะเงียบหายไป อย่างไรเสียทุกคนต่างยังคิดว่าการสั่งสอนลูกแบบนี้เป็นเรื่องปกติ กฎหมายไม่อาจนำมาแก้ไขสถานการณ์อันน่ารันทดของฉู่เฉิงในตอนนี้ได้เลย หลังจากที่หมอซ่งตรวจเสร็จเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ บนร่างของเด็กชายเต็มไปด้วยรอยช้ำม่วง ๆ เขียว ๆ โชคดีที่อวัยวะภายในไม่ได้รับความเสียหาย หมอซ่งหันมองลูกชายที่กำลังคุยกับหลินซีก่อนจะสั่งเขา “ไปตามผู้แทนฯถังมา แล้วบอกเรื่องนี้กับเขาด้วย” ทันทีที่ลูกชายหมอซ่งเห็นสีหน้าของพ่อ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าพ่อจะเข้าไปจัดการเรื่องนี้แล้ว เมื่อลูกชายหมอซ่งเดินออกไป หลินซีก็รีบถามขึ้นอย่างร้อนรน “หมอซ่งคะ เป็นยังไงบ้างคะ อาการหนักมากไหมคะ” หมอซ่งถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง “โชคดีที่บาดเจ็บแค่ส่วนผิวหนัง จะต้องรักษาให้ดี อีกอย่างสุขภาพของเขาก็ไม่ค่อยดีนัก ร่างกายก็อ่อนแอ ทางที่ดีก็ต้องเสริมสร้างสุขภาพให้สมบูรณ์ขึ้นมาสักหน่อย” ฟังดูเหมือนง่าย แต่จะเสริมสร้างอย่างไรเล่า หมอซ่งก็รู้สถาณการณ์ของครอบครัวฉู่ดีว่าเป็นอย่างไร ฉู่ต้าเกินไม่ได้มีใจจะทำงาน ค่าตอบแทนที่หามาได้จึงพอยาไส้ตัวเองไปวัน ๆ ส่วนฉู่เฉิงก็ตกอยู่ในสภาวะที่ไม่เคยได้กินจนอิ่มท้องเลย ฉู่ซานซูทำงานหนักไม่ไหว ค่าตอบแทนที่ได้รับก็แทบไม่พอกิน การที่เขาอาศัยอยู่ที่บ้านลูกชายคนเล็กอย่างทุกวันนี้ก็เป็นการพึ่งพาความช่วยเหลือจากลูกชายคนเล็ก ดังนั้นฐานะภายในบ้านของเขาจึงไม่ได้ใหญ่โตเท่าเมื่อก่อน เมื่อผู้แทนถังได้มาเห็นฉู่เฉิงที่นอนอยู่บนเตียง เขาก็หันกลับไปพูดกับฉู่ต้าเกินที่ตามเข้ามาด้วยความโกรธ “ต้าเกิน นายนี่จริง ๆ เลยนะ ฉันนี่นับถือนายเลยจริง ๆ ซ้อมเด็กแบบนี้เรียกว่าเก่งตรงไหนงั้นเหรอ อารมณ์เสียมาก็เอามาลงกับเด็กแบบนี้เรียกว่าเป็นลูกผู้ชายเหรอ?! ถ้านายเก่งจริงก็ไปตามเมียกลับมาสิ จะตีจะด่าก็เป็นเรื่องของนาย แต่เจ้านี่เด็กขนาดนี้ ถ้าถูกซ้อมจนตายนายก็คงหมดศักดิ์ศรีเหมือนกัน” สีหน้าของฉู่ต้าเกินไม่สู้ดีนัก เขากำหมัดแน่น หมอซ่งมองฉู่ต้าเกินครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ต้าเกิน พวกเราก็รู้จักนายมาหลายปีแล้ว ฉันขอพูดอะไรหน่อยนะ เมื่อก่อนนายก็เป็นคนอารมณ์ร้อน แต่ก็สามารถทำงานได้ เลี้ยงดูครอบครัวได้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครในหมู่บ้านเลย นายดูนายตอนนี้สิ นอกจากซ้อมลูกก็ไม่ทำอะไรสักอย่าง ตอนนี้นายตัวคนเดียว ถ้าขยันทำมาหากิน การจะหาเมียใหม่สักคนก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย นายลองคิดดูนะ ใกล้จะสี่สิบแล้ว นายคิดจะเป็นแบบนี้ตลอดไปงั้นเหรอ” ฉู่ต้าเกินยังคงก้มหน้าก้มตาและไม่พูดไม่จาอะไรเลย ทางด้านนอกมีเสียงตะโกนของจินชุ่ยดังขึ้น “นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมต้องมาหาหมอ แกนี่เป็นคนที่มีค่าจังเลยนะ ตอนหาเงินไม่เห็นหัว ทีจะใช้เงินกลับกล้าใช้ไม่เสียดาย หมอซ่ง ฉันจะบอกอะไรให้นะ บ้านฉันไม่มีเงิน ใครจะจ่ายเงินหมอก็หาเอาเองนะ” สีหน้าของหมอซ่งกับถังเจี้ยนกั๋วนิ่งไป เมื่อฉู่ซานซูรู้ว่าลูกสะใภ้คนนี้กำลังจะสร้างปัญหาอีก เขาจึงเอ่ยปากห้ามปราม “นี่มันเรื่องครอบครัวเขา ถ้าจะพูดอะไรมั่วซั่วเธอก็กลับไปก่อนเถอะ อย่าอยู่ที่นี่ให้ฉันขายหน้าไปมากกว่านี้เลย” “อะไรนะ ขายหน้าเหรอ” ขณะที่พูดอยู่ จินชุ่ยก็เข้ามาในอาคาร เมื่อได้ยินเสียงพ่อสามีสั่งสอนเธอ จากเดิมที่เธอโมโหอยู่แล้วเธอก็ยิ่งไม่หายโกรธ เธอจึงตะโกนกลับไป "โอ้โห ไม่ยุติธรรมเลยนี่ ฉันพูดอะไรงั้นเหรอ ลูกที่บ้านฉันหกล้มมือแตกเป็นแผล ฉันยังไม่กล้าให้เขามาหาหมอเลย ลูกฉันคงเทียบกับไอ้คนที่แสนมีค่านั่นไม่ได้สินะ มีเรื่องอะไรก็วิ่งมาหาหมอ ไม่ใช่ว่าต้องจ่ายเงินเองหรือไง ลูกฉันช่างน่าสงสารจริงๆ แม่ขอโทษจริงๆนะลูก แม่ไปตายเสียยังดีกว่า แบบนั้นถึงจะไม่รกหูรกตาคนอื่นเขา...” หลินซีเห็นผู้หญิงคนนี้เอะอะโวยวายเป็นครั้งแรก ทั้งตะโกนทั้งร้องไห้ ราวกับเป็นการแสดงอันยิ่งใหญ่ ในศูนย์อนามัยเล็ก ๆ มีแต่เสียงของผู้หญิงคนนี้ ช่างเป็นเสียงที่ทำลายโสตประสาทจริงๆ ลูกชายหมอซ่งทนไม่ไหวเขาจึงตะโกนกลับไป “ตะโกนอะไรนักหนา ถ้ายังจะโหวกเหวกโวยวายอีกก็ออกไปเลย นี่มันศูนย์อนามัยนะไม่ใช่บ้านเธอ” “......” หญิงสาวตกใจและเงียบไป ลูกชายหมอซ่งเริ่มโมโหขึ้นมา บวกกับดวงตากลมโตที่เขาถลึงตามองใส่ทำเอาบรรยากาศสงบขึ้นมาทันที จากนั้นถังเจี้ยนกั๋วจึงพูดกับจินชุ่ยอย่างอารมณ์ไม่ดีสักเท่าไร “กลับไปเรียกผู้ชายที่บ้านเธอมา อย่าเอาแต่เอะอะโวยวายอยู่ที่นี่”