ตอนที่ 6 Teasing ในเวลางาน
รอยยิ้มร้ายกาจของคุณรสที่ฉายชัดขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อครู่นี้ ยังคงสลักลึกอยู่ในโสตประสาทของผมราวกับรอยสักที่ไม่มีวันลบเลือน ผมพยายามกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่การประชุมใหญ่ถูกแบ่งออกเป็การประชุมกลุ่มย่อยตามแผนกเพื่อลงลึกในรายละเอียดของงานสัมมนาครั้งนี้
ห้องประชุมย่อยที่เราย้ายเข้ามานั้นมีขนาดเล็กลงกว่าห้องเดิมมาก โต๊ะประชุมไม้โอ๊คทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกลางถูกจัดวางไว้กลางห้อง บังคับให้ผู้เข้าร่วมประชุมต้องนั่งเบียดเสียดกันมากกว่าเดิม เครื่องปรับอากาศภายในห้องทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ พ่นไอเย็นเฉียบจนทำให้ผมต้องลูบแขนตัวเองเบาๆ ทว่าความเย็นเ่าั้กลับไม่ได้ช่วยดับความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอกของผมเลยแม้แต่น้อย
"ตง มึงมานั่งตรงนี้ มาช่วยพี่จดเรคคอร์ดการประชุมหน่อย" เสียงของพี่ฝ้าย Project Manager สาวรุ่นพี่เอ่ยเรียก พร้อมกับตบลงบนเก้าอี้ว่างข้างๆ เธอ
ผมพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ หอบเอาสมุดจดบันทึก แล็ปท็อป และปากกาสีดำคู่ใจเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่ง แต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมา ผมก็ต้องแทบหยุดหายใจ เมื่อพบว่าตำแหน่งที่ผมนั่งนั้นอยู่เยื้องกับตำแหน่งหัวโต๊ะของคุณรสเพียงแค่คืบเดียว ระยะห่างระหว่างเก้าอี้ของเราใกล้กันมากจนผมสามารถมองเห็นรายละเอียดบนใบหน้าของเธอได้อย่างชัดเจน ั้แ่แพขนตางอนยาว กรอบแว่นสายตาแบรนด์เนมที่สะท้อนแสงไฟนีออน ไปจนถึงริมฝีปากอิ่มสวยที่เคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูอมน้ำตาล... ริมฝีปากที่เพิ่งฝากฝังรอยจูบและดูดดึงตัวตนของผมเมื่อคืนนี้
กลิ่นน้ำหอม Chanel No.5 อันเป็เอกลักษณ์ประจำตัวของคุณรสลอยอวลมาปะทะจมูกผมระลอกแล้วระลอกเล่า มันเป็กลิ่นหอมหรูหราที่แฝงไปด้วยความเย้ายวนและอันตราย กลิ่นเดียวกับที่ตราตรึงอยู่บนผ้าปูที่นอนและเรือนร่างของผม ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามตั้งสติและเพ่งความสนใจไปที่หน้าจอแล็ปท็อป บังคับสายตาตัวเองไม่ให้เงยขึ้นไปมองหน้าเธออย่างเด็ดขาด
"เอาล่ะ เริ่มวาระแรกกันเลย ฝ้าย... สรุปงบประมาณของกิจกรรม่บ่ายให้ฉันฟังหน่อย" เสียงเยียบเย็นและทรงอำนาจของคุณรสดังขึ้น ทำลายความเงียบในห้องประชุม ทุกคนต่างยืดตัวตรงและเข้าสู่โหมดจริงจังในทันที
"ค่ะคุณรส สำหรับงบประมาณกิจกรรม่บ่าย เรามีการปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนของซุ้มอาหารว่างลงประมาณสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เพื่อโยกงบไปโปะในส่วนของรางวัล่ดึกค่ะ..." พี่ฝ้ายเริ่มอธิบายตัวเลขบนหน้าจอแท็บเล็ตอย่างฉะฉาน
ผมก้มหน้าก้มตาจดบันทึกยิกๆ พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แต่สมาธิของผมก็เริ่มแตกกระเจิงเมื่อรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างใต้โต๊ะประชุม
โต๊ะประชุมตัวนี้มีแผ่นไม้ปิดกั้นด้านหน้า ทำให้ไม่มีใครสามารถมองเห็น่ล่างของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้ ผมพยายามไม่ใส่ใจและพิมพ์รายงานต่อไป แต่แล้ว...
กึก...
เสียงรองเท้าส้นสูงที่ถูกถอดออกและกระทบกับพื้นพรมดังขึ้นแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน หากไม่ใช่เพราะผมกำลังนั่งเกร็งและเงี่ยหูฟังทุกความเคลื่อนไหวของคุณรส ผมคงไม่มีทางสังเกตเห็น ผมชะงักนิ้วที่กำลังพิมพ์คีย์บอร์ด หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะ
วินาทีต่อมา ััแ่เบาแต่นุ่มนวลก็แตะลงบนหน้าแข้งของผม
ผมสะดุ้งเฮือก! ปากกาในมือร่วงหล่นลงบนโต๊ะเสียงดัง 'แป๊ก!'
ทุกคนในห้องประชุมรวมถึงพี่ฝ้ายหันขวับมามองผมเป็ตาเดียว ผมหน้าซีดเผือด รีบผงกหัวขอโทษปะหลกๆ ด้วยความลุกลี้ลุกลน
"ข... ขอโทษครับ พอดี... มดกัดครับ มดกัดที่ขา" ผมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ พยายามฝืนยิ้มแห้งๆ ให้กับทุกคน
"มดที่ไหนจะมากัดในห้องประชุมแอร์เย็นเจี๊ยบขนาดนี้ ตง... ถ้าเธอไม่มีสมาธิในการทำงาน ก็ออกไปล้างหน้าล้างตาซะ อย่ามาทำเสียงดังรบกวนคนอื่นในที่ประชุม" เสียงดุๆ ของคุณรสดังขึ้นตอกย้ำความผิดของผม
ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยความตกตะลึง ใบหน้าของคุณรสยังคงเรียบตึงและเ็า สายตาที่มองมาผ่านกรอบแว่นนั้นเต็มไปด้วยความตำหนิติเตียนอย่างมืออาชีพ ราวกับเ้านายที่กำลังเอือมระอาลูกน้องจอมซุ่มซ่าม แต่ทว่า... ภายใต้โต๊ะประชุมที่ไม่มีใครมองเห็น ปลายเท้าของเธอที่สวมถุงน่องสีดำบางเฉียบ กลับกำลังค่อยๆ ลูบไล้ขึ้นมาตามหน้าแข้งของผมอย่างจงใจ!
"ข... ขอโทษครับคุณรส ผมจะตั้งใจกว่านี้ครับ" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า รีบคว้าปากกาขึ้นมาถือไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
"งั้นก็เงียบ แล้วจดรายงานต่อไป ฝ้าย... อธิบายเื่งบของรางวัลต่อซิ" คุณรสสั่งการอย่างเฉียบขาด ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้พี่ฝ้ายดำเนินการต่อ
ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พยายามบังคับมือไม่ให้สั่นขณะพิมพ์คีย์บอร์ด แต่ััใต้โต๊ะกลับเริ่มทวีความรุกรานมากขึ้นเรื่อยๆ ปลายเท้าของคุณรสลากไล้ผ่านหน้าแข้ง ขึ้นมาที่หัวเข่าของผมอย่างเชื่องช้า ความสากละมุนของเนื้อผ้าถุงน่องที่เสียดสีกับกางเกงสแลกของผม สร้างกระแสไฟฟ้าสถิตที่แล่นปราดไปทั่วร่าง
เธอไม่ได้แค่แตะ แต่เธอกำลังใช้ปลายนิ้วเท้ากดและนวดคลึงเบาๆ ที่บริเวณหัวเข่าของผม ผมต้องกัดฟันกรอด เกร็งกล้ามเนื้อขาจนปวดหนึบเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอขยับตัวหนีหรือสะดุ้งขึ้นมาอีก ความขัดแย้งระหว่างภาพลักษณ์ผู้บริหารสาวสุดเนี้ยบที่กำลังซักไซ้ไล่เลียงเื่ตัวเลขกับพี่ฝ้ายอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน กับััอันแสนยั่วยวนที่กำลังกระทำย่ำยีผมอยู่ใต้โต๊ะ ทำให้สมองของผมแทบจะรวน
"แล้วเื่ซัพพลายเออร์ที่ดูแลเื่เครื่องเสียงล่ะ ติดต่อคอนเฟิร์มเวลาหรือยัง? ฉันไม่อยากให้เกิดปัญหาไมค์หอนเหมือนปีที่แล้วนะ" คุณรสตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงกังวานและทรงอำนาจ
"คอนเฟิร์มแล้วค่ะคุณรส ทางนั้นจะเข้ามาเซ็ตอัพระบบตอนบ่ายสามโมงตรงค่ะ" พี่ฝ้ายตอบกลับอย่างฉะฉาน
ในขณะที่บทสนทนาเื่งานดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด ปลายเท้าของคุณรสก็เริ่มเลื้อยสูงขึ้นมาอีก มันขยับล่วงล้ำเข้ามาที่ต้นขาด้านในของผมอย่างอาจหาญ!
ผมเบิกตากว้าง หายใจสะดุดกึก มือทั้งสองข้างจิกแน่นลงบนหน้าขาของตัวเองเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ เหงื่อกาฬเริ่มแตกพลั่กซึมออกมาตามไรผมและแผ่นหลัง ความร้อนรุ่มที่พยายามดับไปเมื่อเช้าถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งอย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายเท้าของเธอัั
"อึก..." ผมเผลอหลุดเสียงครางในลำคอออกมาเบาๆ เมื่อนิ้วเท้าของเธอกดเน้นลงบนจุดอ่อนไหวที่ต้นขาด้านใน
พี่ฝ้ายที่นั่งอยู่ข้างๆ หันมามองผมด้วยความสงสัย "เป็อะไรตง? หน้าแดงเชียว แอร์เย็นไปเหรอ หรือว่าไม่สบาย?"
"ป... เปล่าครับพี่ฝ้าย ผม... ผมแค่รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวนิดหน่อยครับ ไม่เป็ไรครับ" ผมรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็พัลวัน พยายามปั้นหน้าให้ดูปกติที่สุด ทั้งที่ในใจกำลังกรีดร้องด้วยความเสียวซ่านและหวาดกลัว
ถ้าพี่ฝ้ายทำของตกแล้วก้มลงไปเก็บใต้โต๊ะตอนนี้ล่ะก็... ชีวิตการทำงานของผมคงจบสิ้นลงอย่างไม่ต้องสงสัย ความคิดนั้นทำให้ผมยิ่งเกร็งจนแทบจะเป็ตะคริว ผมพยายามขยับขาหนี แต่คุณรสกลับรู้ทัน เธอใช้ปลายเท้าอีกข้างมากั้นสกัดไว้ ไม่ให้ผมหลบหนีไปไหนได้ ทำให้ผมต้องยอมจำนนให้เธอรังแกอยู่ใต้โต๊ะอย่างสมบูรณ์แบบ
"ถ้าไม่สบายก็กินยาซะ อย่ามาเป็ภาระให้ทีม" คุณรสพูดแทรกขึ้นมาลอยๆ สายตาของเธอยังคงจดจ่ออยู่ที่หน้าจอแท็บเล็ตของพี่ฝ้าย แต่ผมรู้ดีว่าคำพูดนั้นจงใจกระแทกกระทั้นผมโดยเฉพาะ
ผมลอบมองใบหน้าของเธอ เห็นมุมปากที่เคลือบลิปสติกสีชมพูอมน้ำตาลกระตุกยิ้มขึ้นมาเพียงนิดเดียว เป็รอยยิ้มของผู้ชนะที่กำลังสนุกสนานกับการทรมานเหยื่อที่ดิ้นไม่หลุด
การหยอกล้อใต้โต๊ะเริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปลายเท้าของคุณรสขยับเข้ามาใกล้จุดศูนย์กลางกายของผมมากขึ้นทุกที เธอใช้ฝ่าเท้าลูบไล้ไปมาบนเนื้อผ้ากางเกงสแลกตรงบริเวณนั้นอย่างเชื่องช้า สลับกับการใช้ปลายนิ้วเท้าเขี่ยสะกิดเบาๆ ราวกับกำลังหยอกล้อกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด
ร่างกายท่อนล่างของผมตอบสนองต่อัันั้นอย่างซื่อสัตย์ ตัวตนของผมเริ่มตื่นตัวและขยายขนาดขึ้นจนดันเนื้อผ้ากางเกงสแลกให้ตึงเปรี๊ยะ ผมรู้สึกได้ถึงความคับแน่นและอึดอัดจนแทบจะะเิ ความเสียวซ่านแล่นริ้วขึ้นไปตามไขสันหลังจนผมต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเืเพื่อกลั้นเสียงคราง
"อ๊ะ..." ผมเผลอเกร็งหน้าท้องอย่างแรงเมื่อเธอจงใจกดปลายเท้าลงบนส่วนหัวของแก่นกายที่กำลังแข็งขึงผ่านร่มผ้า
"ตง... รายงานการประชุมถึงไหนแล้ว พิมพ์เสร็จหรือยัง?" คุณรสหันมาถามผมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ก... กำลังพิมพ์สรุป่สุดท้ายอยู่ครับ... ค... คุณรส" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นกระเส่าอย่างเห็นได้ชัด หน้าผากมีเหงื่อผุดพรายเต็มไปหมด มือที่พิมพ์คีย์บอร์ดสั่นระริกจนพิมพ์ผิดพิมพ์ถูก
"ดูเธอไม่มีสมาธิเลยนะตง... ถ้าทำงานแค่นี้ยังพลาด ก็เตรียมตัวรับการพิจารณาผลงานปลายปีได้เลย" เธอขู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่สายตาที่มองมากลับเต็มไปด้วยความท้าทายและยั่วยวน
เธอกำลังใช้บทบาทของเ้านายบังหน้า เพื่อลวนลามผมในที่สาธารณะ! มันเป็ความตื่นเต้นที่บ้าบิ่นที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเจอ ความกลัวที่จะถูกจับได้ผสมผสานกับความกระสันเสียวจนทำให้สติสัมปชัญญะของผมแทบจะหลุดลอย
คุณรสจงใจใช้ส้นเท้ากดคลึงเบาๆ ที่บริเวณฐานของตัวตนผม สลับกับการลากไล้ฝ่าเท้าไปตามความยาวของท่อนลำที่กำลังชูชันท้าทายสายตาผู้คน (หากพวกเขาสามารถมองทะลุโต๊ะได้) ผมหลับตาปี๋ มือข้างหนึ่งเลื่อนลงไปจิกหน้าขาตัวเองอย่างแรงเพื่อเรียกสติ ส่วนอีกข้างก็พยายามพิมพ์รายงานต่อไปด้วยความเร็วที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เวลาสิบห้านาทีของการประชุมย่อย่สุดท้ายผ่านไปอย่างเชื่องช้าและทรมานราวกับเป็สิบห้าชั่วโมง ผมต้องนั่งทนรับการปรนเปรอและหยอกล้ออย่างหนักหน่วงจากใต้โต๊ะ โดยที่ไม่สามารถส่งเสียงหรือแสดงอาการใดๆ ออกมาได้เลย
ในที่สุด เมื่อพี่ฝ้ายสรุปรายงานวาระสุดท้ายจบ คุณรสก็ค่อยๆ ดึงเท้ากลับไปอย่างเงียบเชียบ ผมได้ยินเสียงกุกกักเบาๆ ใต้โต๊ะ เป็สัญญาณว่าเธอกำลังสวมรองเท้าส้นสูงกลับเข้าไปดังเดิม
ความกดดันที่บริเวณจุดอ่อนไหวหายไปแล้ว แต่ความปวดหนึบและความ้าที่ถูกจุดติดจนลุกโชนยังคงค้างคาอยู่เต็มเปี่ยม ร่างกายของผมยังคงร้อนผ่าวและแข็งขึงจนเ็ปไปหมด ผมลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ผสมกับความเสียดายลึกๆ ที่ััอันแสนเร้าใจนั้นจบลง
"เอาล่ะ สรุปการประชุมย่อยแค่นี้... ทุกคนแยกย้ายไปเตรียมตัวสำหรับงาน่บ่ายได้" คุณรสประกาศปิดการประชุม ก่อนจะพับหน้าจอแล็ปท็อปของตัวเองลง
ทุกคนในห้องต่างลุกขึ้นยืนและทยอยเดินออกจากห้องประชุม ผมรีบก้มหน้าก้มตาเก็บของของตัวเอง พยายามจะรีบหนีออกไปจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อไปจัดการกับร่างกายที่กำลังประท้วงอย่างหนักของตัวเองในห้องน้ำ
"เดี๋ยว... ตง"
เสียงเรียกเย็นๆ ของคุณรสทำให้ผมชะงักกึก ผมค่อยๆ หันกลับไปมองเธอที่กำลังยืนเต็มความสูง จัดเสื้อสูทให้เข้าที่ด้วยท่าทีสง่างาม
"ค... ครับ คุณรส"
"หลังจบงาน่บ่ายตอนสี่โมงเย็น... ไปเตรียมค็อกเทล 'มาร์การิต้า' มาเสิร์ฟฉันที่ห้องสปาส่วนตัวด้านหลังวิลล่าด้วย ฉัน้าพักผ่อน" เธอออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาที่มองมากลับเปล่งประกายความหมายบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น
"มาร์การิต้า... ห้องสปา... ได้ครับคุณรส" ผมรับคำสั่งด้วยความมึนงงและใจสั่น
"อย่าช้า... และอย่าทำพลาดอีกล่ะตง ไม่อย่างนั้น... 'บทลงโทษ' ของเธอในรอบหน้า จะไม่จบแค่การตักเตือนเบาๆ เหมือนที่ผ่านมาแน่" เธอทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้ผมขนลุกซู่ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องประชุมไป ทิ้งให้ผมยืนขาสั่นอยู่เพียงลำพัง
ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้งอย่างหมดแรง ร่างกายท่อนล่างยังคงปวดหนึบและเรียกร้องหาการปลดปล่อย ผมยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติสัมปชัญญะที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา
การเดินออกจากห้องประชุมเป็ไปด้วยความยากลำบาก ผมต้องพยายามเดินหนีบขาและห่อไหล่เพื่อปกปิดความผิดปกติของร่างกาย ผมรีบตรงดิ่งไปยังห้องน้ำชาย จัดการล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำเย็นจัด หวังจะดับความร้อนรุ่มในอก แต่ภาพปลายเท้าที่สวมถุงน่องสีดำบางเฉียบของคุณรสยังคงตามมาหลอกหลอนในความคิด
เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง งานสัมมนา่บ่ายใกล้จะจบลง ผมรีบปลีกตัวออกมาที่บาร์เครื่องดื่มของวิลล่า เพื่อเตรียมมาร์การิต้าตามคำสั่งของคุณรส แต่ความสับสนและอารมณ์ที่ยังคงค้างคาจากการถูกหยอกล้ออย่างหนักหน่วงเมื่อ่เช้า ทำให้ผมไม่มีสมาธิเลยแม้แต่น้อย
มือของผมสั่นระริกขณะหยิบขวดเตกีล่า น้ำมะนาว และทริปเปิลเซค ผมพยายามนึกสูตรมาร์การิต้าที่เคยเรียนรู้มาผ่านๆ แต่ในหัวกลับมีแต่ภาพรอยยิ้มร้ายกาจและััเสียวซ่านที่โคนขา ผมเผลอเทเตกีล่ามากเกินไป และลืมทาเกลือที่ขอบแก้ว ความประหม่าและความรีบร้อนกลัวว่าจะไปเสิร์ฟช้า ทำให้ผมทำทุกอย่างผิดพลาดไปหมด
เมื่อเทเครื่องดื่มสีเหลืองอ่อนลงในแก้วทรงสวยเสร็จ ผมก็ยกแก้วขึ้นมาดูด้วยความกังวลใจ ผมรู้ดีว่ารสชาติของมันคงไม่ใกล้เคียงกับมาร์การิต้าที่สมบูรณ์แบบเลยสักนิด และคุณรสที่เป็คนเนี้ยบในทุกๆ เื่ จะต้องรู้ทันทีที่จิบเพียงอึกแรก
ผมยืนมองแก้วเครื่องดื่มในมือด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังถือะเิเวลา เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นตามหน้าผาก หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ผมรู้ดีว่าความผิดพลาดในครั้งนี้... จะนำไปสู่ "บทลงโทษ" ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน
และที่น่ากลัวที่สุดคือ... ลึกๆ แล้วในใจผมกลับกำลังรอคอยบทลงโทษนั้นอย่างใจจดใจจ่อ
ผมยกถาดเครื่องดื่มขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังห้องสปาส่วนตัวด้านหลังวิลล่า... สู่แดนปะาที่ผมเต็มใจเดินเข้าไปรับคำพิพากษาด้วยตัวเอง
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*