“ข้าขอโทษ” กลิ่นทิพย์ก้มหน้ายอมรับผิด
“ขอโทษรึ ข้ามิต้องการ ข้าต้องการกลับบ้าน”
“จักกลับได้เยี่ยงไร ข้าไม่มีอัดมาไถ่ตัวพี่”
“จักต้องใช้เบี้ย ใช้อัดไปไย เอ็งลืมไปแล้วรึ เอ็งกับข้าเราหน้าตาเหมือนกัน เพียงแค่เอ็งอยู่ที่นี่แทนข้า ทุกอย่างก็จบ” ดวงตากลมระริก จับจ้องไปยังผู้มาเยือน พยายามสะกดให้หล่อนเชื่อฟังในสิ่งที่พูด ทว่าหัวใจดวงน้อยของคนฟังกลับเจ็บแปลบเหมือนมีเข็มนับร้อยนับพันพุ่งเข้าใส่ นายหาญคือคนที่หญิงสาวรักและภักดี ใจนึกเสียดายรักนั้น ทว่าอีกใจกลับรู้สึกสงสารพี่สาวจับจิต ในตอนนี้แทบยืนไม่อยู่ ก่อนจักถอยหลังไปตั้งหลักหนึ่งก้าว
“ว่าอย่างไร” คำพูดกดดันพร้อมน้ำเสียงเข้มพ่นใส่น้องสาว พลางปรายตาจับจ้องไปยังกิ่งไม้แห้งบริเวณนั้น หากน้องทรยศไม่ทำตาม เป็นอันต้องใช้กำลัง เพราะจักไม่ยอมอยู่อย่างทุกข์ทรมานต่ออีก แม้เพียงวันเดียว
“ข้าจักยอมอยู่ที่นี่ เหตุทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแล้วมาแต่ข้า พี่จงกลับไปเถิด” กลิ่นจันทร์ยกยิ้มไม่ต้องเสียแรงทุบตีให้เหนื่อยกับน้องหน้าโง่ สองเท้าเบี่ยงตัวเพื่อเดินออกพลางแย่งคบไฟในมือน้องสาวมาถือ มุ่งหน้าตรงออกจากเรือนใหญ่
“เดี๋ยวพี่กลิ่นจันทร์” หญิงสาวหยุดเดิน หากแต่ไม่หันกลับไป เพียงยืนฟังนิ่งๆ
“ข้าฝากพี่หาญด้วยหนา รักพี่หาญให้มากที่สุด แลฝากพ่อกับแม่ ข้าจักได้วางใจ” กลิ่นทิพย์สะอื้นไห้ฝากฝังคนรักและบิดามารดาไว้กับพี่สาว ก่อนที่กลิ่นจันทร์จะโยนสมุดบางอย่างให้
“เอาไปฝึกตามท่วงท่าพวกนี้ หากเอ็งรำไม่ได้เหมือนเช่นข้า อีเอื้องฟ้ามันจักสงสัยแล้วข้าจักเดือดร้อนภายหลัง” กลิ่นทิพย์หยิบมาเปิด พบเป็นท่าทางการรำในบริบถต่างๆ สิ่งเดียวที่เธอจักต้องเร่งทำคือรีบฝึกให้ได้โดยเร็วที่สุด
อินทิรามองกลิ่นจันทร์ที่เดินลับไป พลางหันกลับมามองหน้ากลิ่นทิพย์พบแต่รอยน้ำตาที่กำลังไหลรินออกมา แสดงถึงความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด “กลิ่นทิพย์” อินทิราเดินเข้าไปหาร่างของหญิงสาวที่ก้มหน้าร้องไห้ ทว่าคว้าอย่างไรก็คว้าไม่ติดเช่นเดิม หญิงสาวมองร่างในชุดโบราณอย่างเห็นใจได้ไม่กี่วินาที ทุกอย่างรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไป
คุณเอื้องฟ้านั่งชมเครื่องเงินเครื่องทอง ที่กำลังส่องแสงวาววับ อยู่กับบ่าวที่นั่งขัดนั่งถูอีกสองสามคน มือเหี่ยวย่นควานหยิบสร้อยทองที่มีอยู่นับสิบ หยิบขึ้นมาชมความงามก่อนจะวางลงไป แล้วหันไปหาถาดผ้าสไบที่ไว้เพื่อใช้ไปงานพิธีต่างๆ หยิบคลี่ดูสองสามผืน ก่อนจะหันไปหาสไบผืนงามอีกฝืนหนึ่งหยิบยกดู สองคิ้วต้องขมวดติดกันพลันพลิกกลับไปมา หารอยขาดเดิมที่เคยเกี่ยวกับกิ่งไม้
“ผ้าผืนนี้ ใครซ่อม เอ็งรึอีแจ่ม” บ่าวหยุดขัดเครื่องเงิน แล้วมองดูผ้าผืนนั้นพลางส่ายหน้า เมื่อหนึ่งคนปฏิเสธ คนที่สองและสามก็ส่ายศีรษะปฏิเสธตามๆ กัน ก่อนที่อีนวลจะเข้ามาได้จังหวะ
“ผ้าผืนนี้เอ็งซ่อมรึ อีนวล ข้ามิเคยคิดว่าฝีมือเอ็งจะดีเยี่ยงนี้ ไม่เช่นนั้นจักวางใจให้ซ่อนนานแล้ว นี่ยังมีอีกสี่ห้าผืนที่ขาดอยู่” คุณเอื้องฟ้าหันไปหยิบดูผ้าที่ขาด กลับพบว่าทุกฝืนถูกซ่อมไว้อย่างดีหมดแล้ว
“เอ็งซ่อมหมดแล้วรึ” คุณเอื้องฟ้าหันมาถามด้วยสายตางุนงง ก่อนที่อีนวลจะส่ายศีรษะปฏิเสธ พลางยิ้มอ่อน
“บ่าวมิได้ซ่อมเจ้าค่ะ หากแต่เป็นฝีมือกลิ่นจันทร์เจ้าค่ะ” คุณเอื้องฟ้านิ่งเงียบพลันหันกลับไปมองกองผ้า ก่อนจะหยิบเก็บเข้าหีบผ้าไป อีนวลเห็นเป็นจังหวะจึงยกเครื่องอาหารกลางวันเข้าไปวาง
“กลิ่นหอมเชียว” หญิงเจ้าของเรือนหันความสนใจมายังอาหารที่วางพร้อมแล้วตรงหน้า ก่อนจะจุ่มมือในกะลังมังล้าง แล้วเริ่มลงมือทานอาหาร
“รสมือไม่ใช่แม่ครัวคนเดิมรึ”
“มีอันใดรึเจ้าคะ ไม่ถูกปากรึเจ้าคะ”
“ไม่เป็นเช่นนั้น รสนี้เลิศกว่า ใครทำรึ” อีนวลยิ้มอ่อนเป็นครั้งที่สอง
“แม่ครัวคนเดิมป่วยเจ้าค่ะ ส่วนรสมืออีสาก็เป็นที่กล่าวขานว่าไม่ได้เรื่อง ข้าจึงให้กลิ่นจันทร์ลงมือทำเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นรึ” คุณเอื้องฟ้าเงียบไม่พูดจา ทว่ามื้อนี้ดูเหมือนเจ้าของเรือนจะเจริญอาหารกว่าทุกวัน อินทิรายืนดูเหตุการณ์พลางมีน้ำตาเอ่อไหล อินทิรายกมือขึ้นจับที่แก้มนวลอันเปื้อนไปด้วยน้ำตา เธอมองดูมือของตัวเองอย่างแปลกใจ เหตุใดหัวใจจึงเต้นไหวระริก รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ไม่นานนักภาพสิ่งต่างๆ ก็พลันเปลี่ยนเป็นฉากใหม่สลับกันไป