การเปลี่ยนแปลง
หลายวันต่อมา หวังเฉินใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกับแม่ของเขาและเมิ่งฉิงซี ด้วยความที่ได้รับผลประโยชน์จำนวนมาก เขาจึงไม่ได้รีบร้อนที่จะไปฝึกตนยังโลกมหาชนเผ่าอีกต่อไป
เขาฝึกตนอยู่ที่หมู่บ้านซานเหอมาตลอด นับตั้งแต่วันที่เขาจัดการหวังเฉียน สมบัติที่เขาได้มาจากหวังไท่ฉิวกับเย่เสียนเวิ่น ส่วนมากเป็นสมุนไพร ส่วนน้อยเป็นสมบัติวิเศษและอาวุธ
ในส่วนของแหวนมิติที่เขาได้มาจากหลี่คุน จ้านผิ่ง จางเหว่ย ฟ่านผิงและฟ่านผวนนั้น แม้จะมีสมบัติอยู่หลายอย่าง แต่ก็เทียบกับสมบัติของหวังเฉียนกับเย่เสียนเวิ่นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสมบัติของผู้ฝึกตนระดับต่ำกว่าระดับเหนือสวรรค์ จะมาเทียบกับสมบัติของผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ได้ยังไง
อย่างไรก็ตาม ในด้านสมุนไพร หวังเฉินได้มามากที่สุดจากสำนักฌานสมุนไพรสาขาปักกิ่งของหลี่คุน แม้แต่สมุนไพรที่หวังไท่ฉิวกับเย่เสียนเวิ่นมีก็เทียบไม่ได้
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หวังเฉินได้ใช่สมุนไพรไปจนหมด รวมทั้งพวกอาวุธและสมบัติวิเศษด้วย สมุนไพรจำนวนมาก เขาเอามาหลอมเม็ดยาระดับห้าหลายเม็ด ซึ่งมันช่วยให้ฟื้นฐานฝึกตนของเขารุดหน้าขึ้นมาก
จากหลายวันก่อนที่อยู่เพียงระดับเทียบนภาขั้นกลาง มายังระดับเหนือสวรรค์ขั้นกลาง จะเรียกได้ว่าระดับพื้นฐานฝึกตนของเขาทะลวงขึ้นมาหนึ่งระดับใหญ่เลยทีเดียว
ส่วนพวกสมบัติวิเศษและอาวุธ เขาก็นำพวกมันมาหลอมใหม่ ได้สมบัติวิเศษที่มีพลังป้องกันมาสองชิ้นและอาวุธระดับหกมาอีกสองชิ้น เป็นหอกและดาบอย่างละหนึ่งชิ้น
ด้วยระดับพื้นฐานฝึกตนที่มี หวังเฉินกล้าพูดได้ว่า เขาสามารถท้าชนกับผู้ฝึกตนระดับเทวะขั้นกลางได้สบายๆ เพราะเขามีแก่นอมตะอยู่ภายในร่างกาย ทำให้ความแข็งแกร่งของเขามันเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับใหญ่จากธรรมดาได้
ถ้านับรวมอาวุธระดับหกสามชิ้น ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับเทวะขั้นสมบูรณ์ เขาก็สู้ด้วยได้ และโอกาสชนะยังมากด้วย
ในวันนี้ หวังเฉินกำลังยืนอยู่หน้าบ้าน จ้องมองสวนผักที่เขาช่วยกันปลูกกับแม่และเมิ่งฉิงซี พวกผักกำลังโตวันโตคืน ความสัมพันธ์ของเขากับเมิ่งฉิงซีนับว่าพัฒนาขึ้นมามากไม่น้อย ถึงจะพูดคุยกันน้อยก็ตาม
หวังเฉินพึงพอใจเป็นอย่างมากที่ทุกอย่างราบรื่นดี
“วันนี้เราคงต้องไปที่โลกมหาชนเผ่าเพื่อหาสมุนไพรและสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง” หวังเฉินพึมพำ เขาตั้งใจที่จะไปหาสมุนไพรและสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง เพื่อมาเพิ่มพื้นฐานการฝึกตนของตัวเอง
เป้าหมายของเขาคือการกลับไปยังโลกแห่งเซียน ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ความแข็งแกร่งของเขาไม่อาจหยุดอยู่แค่ระดับเหนือสวรรค์ขั้นกลางได้ หรือสรุปให้ง่ายดายก็คือ พื้นฐานฝึกตนของเขายังคงไม่พอนั่นเอง จะเรียกว่าเขาอ่อนแอเกินไปก็ไม่ผิดนัก
สมบัติวิเศษด้านการป้องกันระดับหกที่หลอมออกมาได้สองชิ้น หวังเฉินได้มอบให้แม่ของเขากับเมิ่งฉิงซีคนละชิ้น เพราะงั้นหายห่วงเรื่องความปลอดภัยของทั้งสองคนได้เลย เว้นแต่ว่าผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะขั้นกลางจะมาด้วยตัวเอง
“จะว่าไปแล้ว ปักกิ่งก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแท้จริง” หวังเฉินอดพูดออกมาไม่ได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่าล้วนมีสาเหตุมาจากเขาทั้งนั้น
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาทุกสำนักข่าวต่างก็เผยแพร่ข่าวการที่ผู้นำตระกูลหวังอย่างหวังเฉียนถูกฆ่าตายอย่างอนาถพร้อมกับคนในระดับสูงของตระกูลหลายคน
ข่าวนี้ทันทีที่ถูกเผยแพร่ก็สั่นสะเทือนไปทั่วปักกิ่ง สร้างความหวาดกลัวให้กับคนตระกูลใหญ่อีกสองสามตระกูล เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ก็เพิ่งจะมีข่าวผู้นำตระกูลเฟิงถูกฆ่าตายไปกับน้องชาย
ซึ่งเหตุการณ์ทั้งสองเกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน จึงช่วยไม่ได้ที่ตระกูลใหญ่อีกสองสามตระกูลถึงได้รู้สึกหวาดกลัว คิดไปในทางเดียวกันว่าตระกูลใหญ่ทั้งสี่ของปักกิ่งกำลังถูกเพ่งเล็งจากฆาตกรที่ยังคงลอยนวลอยู่
แม่ของเขาที่ได้รับรู้ข่าวนี้เมื่อหลายวันก่อน ได้แต่ถอนหายใจออกมา คิดว่าเวรกรรมคงจะตามทันหวังเฉียนและตระกูลหวังที่ร่วมมือกันใส่ร้ายเธอกับเขาออกมา เธอไม่ได้มีความรู้สึกมากนักกับเรื่องนี้ จะมีบ้างก็เพียงแค่รู้สึกสงสารพวกเขาเท่านั้น
“หือ?” หวังเฉินพลันเงยหน้าขึ้น เมื่อสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง สิ่งที่เขาสัมผัสได้คือมีผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์มาเยือน
บนท้องฟ้าห่างจากพื้นหลายร้อยเมตร มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ ซึ่งเขาไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเล่ยต้า เจ้าสำนักตำหนักเลือด เขามาที่นี่เพราะต้องการมาตรวจสอบดูผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่ฆ่านักฆ่าในสังกัดไปสองคนว่าแข็งแกร่งระดับไหน
ใช่แข็งแกร่งกว่าเขาหรือไม่ ถ้าไม่แข็งแกร่งกว่า เขาแน่นอนว่าจะไปฆ่าทิ้งซะ เนื่องจากการสูญเสียนักฆ่าไปสองคน ก็นับว่าเป็นการสูญเสียที่มากเอาเรื่องไม่น้อยสำหรับเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหนึ่งในนักฆ่าเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาขั้นต้น
เห็นได้ชัดว่า ถึงแม้เล่ยต้าจะบอกให้ยกเลิกการว่าจ้าง เพราะไม่อยากตอแยปัญหา หากว่าทางนี้มีผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่มาตรวจสอบ และที่เขามาในวันนี้ล้วนเป็นเพราะว่าเขาเพิ่งจะหาเวลาว่างได้
เล่ยต้าที่มองลงไปยังบ้านของหวังเฉิน พลันชะงัก เมื่อเขาเห็นว่าหวังเฉินมองขึ้นมาที่เขา
‘หรือว่ามันจะมองเห็นเรา?’ เล่ยต้าคิดในใจ แต่เขาก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะว่าเขาไม่อาจรับรู้ถึงคลื่นพลังปราณใดๆ ได้จากหวังเฉิน น่าจะเพียงมองท้องฟ้าเท่านั้น
ถ้าจะให้เขาเชื่อว่าคนธรรมดาสามารถมองเห็นเขาได้ ทั้งๆ ที่อำพรางกายอยู่ เขาไม่มีทางเชื่อโดยเด็ดขาด
หวังเฉินที่มองเล่ยต้าอยู่ สัมผัสได้ถึงกลิ่นเลือดจำนวนมากจากร่างกายของอีกฝ่าย พร้อมทั้งจิตสังหารจางๆ แค่นี้ก็เพียงพอที่จะบอกได้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ตัวดี และไม่น่าจะมาดีด้วย
หวังเฉินไม่อยากยุ่งเกี่ยวให้เสียเวลา เขาดีดนิ้วครั้งหนึ่ง
ทันใดนั้น ใบหน้าของเล่ยต้าก็เปลี่ยนสี กลายเป็นซีดขาวอย่างรวดเร็ว
“ระ...ราชันย์เทวะ?!” เขาเปิดปากร้องตะโกนออกมาด้วยความกลัว ร่างกายของเขาอยู่ๆ ก็บวมพองขึ้น จนแตกระเบิดออกกลายเป็นละอองโลหิต!
สาเหตุที่เล่ยต้าร้องออกมาด้วยความกลัวเมื่อครู่นั้น เป็นเพราะว่าเขารับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของตัวเอง ว่าร่างกายของเขากำลังจะระเบิดออก และคนที่ทำแบบนี้กับเขาได้ ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ นอกจากผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะแล้ว ก็ไม่มีผู้อื่นอีก
ช่างเป็นชีวิตการตายที่น่าสมเพชอย่างแท้จริงสำหรับเล่ยต้า ใครจะคาดเดาได้ว่าเขามาเพื่อตรวจสอบ และตั้งใจจะฆ่าหากพบว่าคนที่เขาตรวจสอบอ่อนแอกว่าตน จะมาถูกฆ่าตายไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ หนำซ้ำยังไม่อาจที่จะตอบโต้ใดๆ ได้เลยแม้แต่กระบวนท่าเดียว
หวังเฉินที่ดีดนิ้วทีเดียวก็ฆ่าผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ได้ ไม่มีความรู้สึกใดเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อมารนหาที่ตายกับเขา คิดหรือว่าเขาจะไม่ฆ่าแล้วปล่อยให้รอดกลับไป!
จบบทที่ 47