แสงแดดแรกของวัน
ลอดผ่านยอดไม้ไอหมอกบางปกคลุมพื้นป่าที่ชื้นเย็น เสียงนกเริ่มร้อง และสายลมเบาๆ
“ตื่นได้แล้วคุณเลขาฯ”
เสียงสดใสของจินดังขึ้น พร้อมรอยยิ้มที่มั่นใจเต็มใบหน้า เพราะแสงตะวันที่กำลังสาดส่องบอกทางขึ้น ซึ่งต่างจากเมื่อวาน ที่ท้องฟ้าถูกบดบังไปด้วยเมฆหนาๆ จนทำให้เขาเดินหลงป่า
ขณะนั้นธัณลืมตาขึ้นช้า ๆ เขาเห็นแผ่นหลังของคนตรงหน้า กำลังมัดกิ่งไม้เข้าด้วยกัน เพื่อใช้เป็ไม้เท้า พยุงให้เขาเดินได้ง่ายขึ้น
“เมื่อคืนคุณฝันร้ายไหม?”
จินถามขึ้น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ขณะช่วยพยุงร่างสูงให้ลุกขึ้นยืน เพื่อทำให้ธัณไม่สนใจเท้าที่เจ็บ
“เปล่า…ทำไมเหรอ?”
จินแกล้งหัวเราะเบา ๆ พลางพยุงธัณให้ก้าวช้า ๆ ขณะที่ธัณปฏิเสธ
“ผะ..ผมเดินเองได้”
“อ่า..งั้นก็ค่อยๆ แล้วกัน”
“ว่าแต่..” ธัณถามขึ้น
“ชิ! รับรองเช้านี้ผมไม่พาคุณเดินจงกรมกลับมานอนที่เดิมแน่ ูเาลูกนี้อยู่ทิศเหนือของหมู่บ้าน เพราะงั้น แค่เดินสวนทางกลับไป โดยยึดดวงอาทิตย์ให้อยู่ทางซ้ายเป็หลัก ก็จะออกไปได้แล้ว”
“อื้ม..?”ธัณแกล้งลังเล ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่จินพูดนั้นมันถูกต้อง
“นี่..คุณเลขา..ไม่ต้องเชื่อก็ได้นะ.. ผมโตที่นี่! แค่เมื่อวานมันมองไม่เห็นแสงตะวันก็เท่านั้น”
จินส่งเสียงงอน แต่มันทำให้คนที่แกล้งถามอย่างธัณเผลอยิ้มกว้าง แม้อีกคนจะสะบัดหน้างอนเดินนำทาง
รองเท้าหนังของธัณชุ่มน้ำจนส่งเสียง “เฉาะ ๆ” ทุกย่างก้าว บนพื้นป่าที่แฉะและลื่นไม่เอื้อต่อการเดินด้วยท่าทางสง่างามแบบคนเมืองเลยสักนิด
กิ่งไม้เกี่ยวขา บาง่โคลนลึกถึงข้อเท้า สัตว์เลื้อยคลานเล็ก ๆ โผล่ให้เห็นเป็ระยะ แต่ไม่มีใครปริปาก
จินเดินนำหน้าอย่างคล่องแคล่ว แม้จะไม่ได้แข็งแรงนัก แต่ความคุ้นชินกับป่าและความตั้งใจ ที่จะต้องนำพาใครบางคนออกไปให้ได้อย่างปลอดภัย นั้นทำให้เขามีแรงมากกว่าที่คิด
ส่วนธัณก็พยายามฝืนเท้าที่เจ็บ ก้าวตามอย่างเงียบ ๆ แม้บาง่ที่มีความชัน หรือแฉะมาก จินก็จะยื่นมือมาช่วยพยุงอย่างไม่รีรอ
ฝ่ามือที่เคยเย็นชืดเมื่อคืน…กลับอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด หรือว่าเป็หัวใจเขากันแน่ที่มันเริ่มรู้สึก?
ทั้งสองหยุดพักใต้เงาไม้ใหญ่ สายลมเย็นพัดผ่าน เหงื่อไหลตามแนวกรามของธัณ เขาใช้ชายเสื้อซับหน้าเงียบ ๆ
ขณะที่จินเดินไปยังแอ่งน้ำตื้นๆ ที่เกิดจากโขดหินรวมตัวกัน จนกลายบ่อ เขาจับใบไม้มาซ้อนทับกัน จนกลายภาชนะเล็กๆ คล้ายถ้วย ที่พอจะตักน้ำขึ้นมาดื่มได้ ก่อนตักมาส่งให้อีกฝ่าย
“ลองดื่มดูสิ สดชื่นกว่าน้ำขวดในเมืองอีกนะ”
จินยิ้มบาง ๆ อย่างภูมิใจ ขณะที่ธัณมองมือที่ยื่นมา พลางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มือเรียวที่ยื่นน้ำมานั้น เลอะโคลนและมีรอยขีดข่วนบาง ๆ แต่กลับดูสะอาดกว่ามือที่ยืนมาจับเขา พร้อมคำพูดมากมาย ที่คุยกันในวงประชุม
เขารับน้ำมาดื่มเงียบ ๆ ความเหนื่อยอ่อนค่อย ๆ ผ่อนคลายลง และเสียงลมหายใจหอบของใครบางคน ที่ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ
แม้จะไม่ได้พูดอะไรกันมาก แต่การเดินทางออกจากป่าครั้งนี้ กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้
การจับมือที่ไม่ได้บอกเหตุผล การพยุงที่ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน และเสียงหัวใจ…ที่ไม่เคยเต้นแรง เพราะใครมานานแล้ว
แม้ธัณเองจะเจ็บข้อเท้าอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ปริปาก เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเป็ห่วง และต้องคอยมาดูแลเขา
การเดินออกป่าไม่รู้ว่าใช้เวลานานแค่ไหน เพราะธัณเอาแต่เคลิบเคลิ้มมองตามหลังคนเดินข้างหน้า จนลืมเวลา ความเหนื่อยและความเจ็บ แต่แล้ว เสียงมือถือในกระเป๋าเสื้อของเขาก็สั่นและมีเสียงขึ้นมา จนธัณต้องรีบล้วงขึ้นมารับ
“มีสัญญาณแล้วเหรอ?”จินรีบหันกลับมาถาม
“อื้ม ..ผมติดอยู่ในป่า..คุณช่วยเช็กพิกัดตามสัญญาณแล้วกัน”
ธัณพยักหน้าตอบจิน พลางยกโทรศัพท์แนบหู และตอบลูกน้องของเขา ที่พยายามติดต่อ และเสียงของผู้ช่วยส่วนตัวดังมาทันที
“ครับคุณธัณ..ผมกำลังเข้าไปในพิกัด คุณปลอดภัยใช่ไหมครับ?”
“ปลอดภัย…ไม่ต้องกังวล”
เขาวางสาย แล้วหันมามองอีกคน ด้วยสายตาที่เปล่งประกาย
“อีกไม่นาน คนของผม ก็คงพาคนมาช่วยแล้วละ…”
จินได้ยินนิ่งเขาไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นรองเท้าข้างหนึ่งของธัณ ที่จินช่วยถือคืนให้เ้าของ
“ถ้างั้น…คุณนั่งรอที่ใต้ต้นไม้นี้แล้วกัน”
“แล้ว.คุณจะไปไหน?…”
ธัณรีบคว้าแขนของจิน ขณะที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินหนี
“รอด้วยกันสิ!”
จินชะงัก สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความขี้เล่น เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน…กลายเป็แววตาที่เรียบเฉย เขาไม่ได้ตอบ แค่ดึงแขนตัวเองกลับเบา ๆ แล้วก้าวเท้าเดินหายเข้าไปในแนวป่า
“นี่คุณ! ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย...แล้วผมจะขอบคุณยังไง?”
ธัณส่งเสียงจริงจัง แม้ว่าจินจะไม่สนใจเสียงของเขา และเอาแต่เดินหนีหายไป ส่วนธัณยังคงยืนอยู่ตรงนั้น มือยังจับไม้เท้า มองไปยังป่าเบื้องหน้าอย่างรู้สึกแปลกประหลาดกับการจากลาครั้งนี้
ชื่อของเขา…ถูกเรียกครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อคืน แต่ชื่อของอีกฝ่าย…กลับยังไม่มีอยู่ในความทรงจำของเขาเลย
....................