เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เล่มที่ 3 บทที่ 65 ทำตอนนี้ก็ยังไม่สาย

            ซูเจี่ยนอันใส่รองเท้าตามที่เขาบอกและจับมือเขาขึ้นมา

            “ไปกัน”

            เธอลากลู่เป๋าเหยียนเดินออกไปอย่างร่าเริงด้วยรอยยิ้มกว้างไม่รู้ตัวเลยว่าตนเป็นคนจับมือเขาก่อน

            ลู่เป๋าเหยียนมองมือขาวเนียนของเธอพลางคิด

            นี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการที่สุด

            ชื่อเสียงและเงินทองทั้งหลายเทียบไม่ได้เลยกับการกระทำอันใกล้ชิดของเธอในตอนนี้

            เมื่อจูงลู่เป๋าเหยียนเดินออกจากโรงแรมแล้วเรียบร้อยซูเจี่ยนอันก็หันกลับมาถามเขา

            “จะไม่ถามหน่อยเหรอว่าฉันจะพานายไปไหน”

            ลู่เป๋าเหยียนยิ้มตอบ“เธอน่าจะบอกฉันได้แล้วนะตอนนี้”

            “ที่จริงฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะหาเจอไหมนะ”ซูเจี่ยนอันยื่นมือมาหาลู่เป๋าเหยียน

            “มือถือ”

            ลู่เป๋าเหยียนส่งมือถือที่หยิบติดมือมาด้วยก่อนออกจากห้องให้ซูเจี่ยนอันเธอส่งข้อความหาซูอี้เฉิง ไม่ถึงหนึ่งนาทีเขาก็ตอบกลับมาเป็นที่อยู่ของสถานที่หนึ่ง

            “ที่นี่ผมรู้จักครับ”คนขับรถกล่าว “แต่ว่าค่อนข้างไกลหน่อยนะครับ คงใช้เวลาสักสี่สิบนาทีกว่าจะถึง”

            “ไม่เป็นไรค่ะ!”ซูเจี่ยนอันจึงมือลู่เป๋าเหยียนขึ้นรถอย่างดีใจ

            “ฉันไม่เคยเจอคุณตากับคุณยายส่วนคุณปู่กับคุณย่าก็เสียไปตั้งแต่ฉันยังเล็ก เท่าที่จำได้คนรุ่นเดียวกันกับพวกท่านที่โอ๋ฉันที่สุดน่าจะเป็นคุณย่าสวี่ซึ่งเป็นแม่นมของแม่ที่คอยดูแลแม่ฉันมาตลอดจนฉันอายุได้เจ็ดขวบคุณย่าสวี่ก็กลับบ้านเกิดไปแต่ทุกครั้งที่มีโอกาสคุณย่าก็มักจะมาเยี่ยมพวกเราที่เมือง A ตลอด และทุกครั้งที่มาก็จะเอาบ๊ะจ่างที่ลงมือทำเองมาฝากเยอะแยะเลยแต่พอแม่ฉันเสีย ฉันก็ไม่มีโอกาสได้เจอคุณย่าสวี่อีกเลย”

            “เขาเป็นคนเมืองนี้?” ลู่เป๋าเหยียนถาม

            “อืม”ซูเจี่ยนอันพยักหน้า “พี่เคยบอกกับฉันว่า คุณย่าสวี่กลับเมือง G มาเปิดร้านอาหารเล็กๆเวลาที่พี่มาทำงานที่นี่ ถ้าไม่ติดอะไรก็มักจะไปกินข้าวที่ร้านคุณย่าสวี่ตลอดเพราะอาหารที่คุณย่าสวี่ทำ รสชาติคล้ายที่แม่ทำที่สุดเลย!”

            สี่สิบนาทีให้หลังรถคันงามก็ได้จอดลงตรงหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง

            ร้านนี้เป็นร้านบะหมี่เล็กๆที่ตั้งอยู่ในซอยเก่าแก่ทั้งร้านมีโต๊ะเก้าอี้เพียงแค่สี่ชุด ดูสะอาดสะอ้าน

            ไฟในร้านมืดสลัวอาจจะปิดร้านแล้วก็เป็นได้ และเพราะได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในร้านเด็กสาวที่นั่งเคี้ยวเมล็ดแตงโมพลางดูหนังอยู่หลังเคาน์เตอร์จึงพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมามองว่า

            “ขอโทษด้วยค่ะร้านเราปิดแล้ว”

            ซูเจี่ยนอันจำได้ว่าคุณย่าสวี่มีหลานสาวอยู่คนหนึ่งน่าจะเป็นเธอคนนี้สินะ ว่าแล้วซูเจี่ยนอันจึงเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์

            “สวัสดีค่ะ”

            สวี่โย่วหนิงเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นซูเจี่ยนอันจากนั้นก็อ้าปากค้างพลางอุทานออกมาเมื่อเห็นลู่เป๋าเหยียน

            “ว้าว!หล่อกว่าในหนังสือพิมพ์อีกนะเนี่ย!”

            ซูเจี่ยนอันยิ้มพลางพูดขึ้นอย่างมีมารยาท

            “ฉันมาหา...”

            “ฉันรู้ว่าคุณมาหายายฉัน!”สวี่โย่วหนิงลุกขึ้นพลางเช็ดมือ “ยายบ่นถึงคุณมาตลอดหลายปี คราวนี้คงดีใจแย่รอแป๊บนะคะ เดี๋ยวฉันไปตามยายให้”

            พูดจบเธอก็เปิดม่านประตูกลับเข้าหลังร้านไปอย่างรวดเร็วซูเจี่ยนอันมองม่านประตูสะอาดสะอ้านที่ถูกซักจนเริ่มขาวซีดไปตามกาลเวลาพลางคิดไปถึงภาพของแม่และคุณย่าสวี่ที่คอยดูแลเธอในยามเด็ก

            ลู่เป๋าเหยียนเห็นดังนั้นจึงเดินเข้ามากุมมือเธอไว้ ซูเจี่ยนอันยิ้มให้เขาทันใดนั้นก็ได้ยินคนสูงวัยที่ติดจะสั่นเครือดังขึ้น

            “เจี่ยนอัน”

            เธอมองไปทางม่านประตูขอบตาเริ่มร้อนขึ้นมา

            สิบปีแล้วกาลเวลาเปลี่ยนเธอจากเด็กน้อยไร้เดียงสาให้เป็นภรรยาของคนอื่นไปแล้วเฉกเช่นเดียวกับริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและหลังที่เริ่มค่อมของคุณย่าสวี่

            สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคือความเมตตาที่อยู่ในแววตาของคุณย่า ทุกครั้งที่คุณย่ามองมาที่เธอเธอรู้สึกราวกับโลกใบนี้กำลังปลอบโยนเธอ

            เมื่อเห็นเด็กสาวที่เติบโตกลายเป็นหญิงสาวผู้งดงามยืนอยู่ตรงหน้าหญิงชราก็เริ่มน้ำตาคลอ

            “เจี่ยนอันหนูโตขึ้นมาก เป็นคนเก่งเหมือนพี่ชายไม่มีผิดแม่หนูที่อยู่บนสวรรค์ก็คงวางใจได้สักที”

            ซูเจี่ยนอันกุมมือหญิงชราเอาไว้แน่นหลังจากนิ่งไปชั่วครู่จึงพูดขึ้น

            “คุณย่าสวี่ หนูแต่งงานแล้วค่ะ”

            เธอจูงมือลู่เป๋าเหยียนทำท่าจะแนะนำเขาแต่คุณย่าสวี่กลับยิ้มและพูดขึ้นก่อน

            “ย่ารู้แล้วล่ะหนึ่งเดือนก่อนพี่ชายเธอบอกย่าแล้วตอนที่เขามาทำงานที่นี่หลายวันก่อนย่ายังบ่นถึงหนูอยู่เลย หนิงหนิงเลยเอารูปของพวกหนูให้ย่าดู”

            คุณย่าที่เริ่มหลังค่อมแล้วเวลาเงยหน้ามองลู่เป๋าเหยียนจึงค่อนข้างลำบากซูเจี่ยนอันกำลังคิดจะเข้าไปประคองให้เธอนั่ง แต่ลู่เป๋าเหยียนกลับไวกว่าเขายื่นมือออกไปพลางพูดด้วยรอยยิ้มบาง

            “คุณย่าเชิญนะก่อนครับ”

            คุณย่าสวี่ยิ้มอย่างปลื้มใจและตีมือลู่เป๋าเหยียนเบาๆ

            “หนิงหนิงบอกย่าว่าเราเป็นคนเก่งเหมือนพี่ชายเจี่ยนอันเขาไม่มีผิด อี้เฉิงรักเจี่ยนอันมากรับปากกับย่า ว่าเราจะดูแลเจี่ยนอันให้ดีเหมือนที่อี้เฉิงทำได้ไหม ”

            ซูเจี่ยนอันมองลู่เป๋าเหยียนอย่างอึดอัดเล็กน้อยแต่ก็พบว่ารอยยิ้มบางบนใบหน้าเขายังคงเดิม ไร้ซึ่งความเย็นชาและเย่อหยิ่งดั่งทุกที

            “วางใจเถอะครับผมจะดูแลเธอให้ดีที่สุด”

            ซูเจี่ยนอันรู้สึกโล่งใจความหวานเริ่มซึมแทรกเข้ามาในหัวใจอย่างประหลาด ทว่าหลังจากนั้นความกังวลก็เริ่มตามมา

            ลู่เป๋าเหยียนอาจจะสัญญาออกไปเพียงเพื่อให้คุณย่าสวี่สบายใจก็เป็นได้

            แล้วเธอจะดีใจไปทำไม?

            คุณย่าสวี่ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งดีใจจู่ๆ เธอก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

            “เจี่ยนอันพวกหนูกินข้าวมากินหรือยัง ทุกครั้งที่พี่ชายเรามาเมืองนี้ก็มักจะยุ่งอยู่กับงานปกติเขาก็มาหาย่าเวลานี้นี่แหละ มาทีไรต้องร้องหิวทุกทีแถมยังบอกว่ายอมทนหิวเพื่อมากินอาหารของย่าโดยเฉพาะด้วยนะ”

            ซูเจี่ยนอันยิ้มตอบ“พวกหนูก็เหมือนกันค่ะ คุณย่าสวี่คะ หนูอยากกินผัดมะเขือยาวฝีมือคุณย่าจัง”

            “ได้เลยเดี๋ยวย่าไปทำให้เดี๋ยวนี้แหละ”

            หญิงชรายิ้มพลางเดินเข้าครัวไปสวี่โยวหนิงเองก็เข้าไปช่วยด้วยอีกแรง ซูเจี่ยนอันนึกอะไรขึ้นมาได้จึงพูดกับลู่เป๋าเหยียน

            “พวกเราจะกลับเมือง A กันเมื่อไรเหรอ”

            “อยากกลับแล้ว?”

            ซูเจี่ยนอันส่ายหน้า“เปล่า ตอนกลางวันอยู่ห้องคนเดียวฉันเบื่อ ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่กลับล่ะก็ ฉันอยากจะมาที่นี่”

            “พวกเราจะกลับกันช่วงบ่ายวันมะรืนพรุ่งนี้ฉันจะให้คนขับรถมาส่ง” ลู่เป๋าเหยียนพูด

            ซูเจี่ยนอันมีหลายเรื่องที่อยากจะคุยกับคุณย่าสวี่จึงรีบพยักหน้าอย่างดีใจ

            “โอเค!”

            ถึงแม้ว่าคุณย่าสวี่จะอายุมากแล้วแต่เมื่ออยู่ในครัวเธอไม่ได้ดูเชื่องช้าเลยสักนิด ไม่ถึงสี่สิบนาที ผัดมะเขือยาวหมูเปรี้ยวหวาน และผัดคะน้าฮ่องกงก็เสร็จเรียบร้อยส่วนซุปเป็นซุปไก่ที่คุณย่าตุ๋นเอาไว้อยู่แล้วเธออุ่นมันให้ร้อนแล้วจึงให้สวี่โย่วหนิงยกออกมา คุณย่าสวี่พูดขึ้นว่า

            “ทำไมหนูถึงผอมขนาดนี้แถมยังทำงานหนักอีก กินเยอะๆ นะลูก”

            สวี่โย่วหนิงประคองให้คุณยายของเธอนั่งลง

            “ยายจ๊ะสมัยนี้ผู้หญิงเขานิยมผอมๆ ไว้ก่อน ถ้ากินเยอะแล้วจะรู้สึกผิดต่อตัวเองนะยาย”

            “ยังจะมาพูดอีก”หญิงชราอดหยิกหลานสาวตัวเองไม่ได้ “เราน่ะ หางานไปถึงไหนแล้วอี้เฉิงบอกให้ไปช่วยงานที่บริษัท ทำไมไม่ยอมไป”

            “หนูอยากอยู่เป็นเพื่อนยายนี่นาเลยไม่อยากจากเมืองนี้ไป แถมเครือเฉิงอันใหญ่โตขนาดนั้นหนูกลัวว่าความสามารถจะไม่ถึงเอาน่ะยาย” สวี่โย่วหนิงพูดยิ้มๆ“เรื่องงานหนูคิดไว้แล้วล่ะหนูกะว่าจะลองไปสมัครเป็นพนักงานร้านหม้อไฟที่อยู่ตรงเขตเมืองเก่าที่นั่นทำงานวันละเจ็ดชั่วโมง เงินเดือนเดือนละสามพันหยวน พอให้หนูใช้จ่ายพอดีแถมเป็นแค่พนักงานเสิร์ฟไม่มีแรงกดดันอะไรมากด้วย”

            ซูเจี่ยนอันชักแปลกใจว่าทำไมมันถึงบังเอิญขนาดนี้จึงถามออกไป

            “ที่พูดถึงนี่ใช่ร้านหม้อไฟไม่มีชื่อที่อยู่ริมแม่น้ำหรือเปล่าเธออยากจะไปทำงานที่นั่นงั้นเหรอ”

            “ใช่เลย!” สวี่โย่วหนิงพยักหน้างึกงัก“พวกเธอเคยไปกินหม้อไฟที่นั่นเหรอ? ฉันได้ยินมาว่าร้านนั้นรับเฉพาะแขกของเจ้าของเท่านั้นในหนึ่งเดือนจะมีสักหกถึงเจ็ดวันที่พนักงานแทบไม่ต้องทำอะไรเพราะอย่างนี้ฉันเลยอยากไปทำงานที่นั่นไง พวกเธอกับเจ้าของ...?”

            “พวกเราเป็นเพื่อนกับเขา”ลู่เป๋าเหยียนพูด “เดี๋ยวฉันจะคุยกับมู่ซือเจวี๋ยให้ เธอสะดวกเริ่มงานเมื่อไรก็ไปที่นั่นได้เลย”

            เนื่องจากมู่ซือเจวี๋ยมักจะไปกินข้าวที่ร้านทำให้พนักงานส่วนใหญ่มักจะเป็นคนรู้จักที่ไว้ใจได้ครั้งนี้เนื่องจากคุณน้าคนหนึ่งเกิดอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ จึงประกาศรับคนเดิมทีสวี่โย่วหนิงเองยังกังวลอยู่เลยว่า ตนจะสามารถเข้าทำงานที่นั่นได้หรือไม่

            แต่ตอนนี้...ดูเหมือนเธอจะได้งานแล้ว?

            ว่าแต่ภูมิหลังของมู่ซือเจวี๋ยออกจะซับซ้อนขนาดนั้น ลู่เป๋าเหยียนเป็นเพื่อนกับเขาได้อย่างไรกัน?

            ถึงแม้ความคิดหลายอย่างจะผ่านเข้ามาในสมองแต่สวี่โย่วหนิงก็ยังคงรักษารอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ได้พลางพูดอย่างดีใจ

            “โอเค! ขอบคุณมากค่ะ!”

            คุณย่าสวี่ถึงกับถอนหายใจ“เด็กผู้หญิงสมัยนี้เขาอยากจะก้าวหน้าในหน้าที่การงานกันทั้งนั้น สวี่โย่วหนิงทำไมเราไม่เป็นอย่างคนอื่นเขาบ้าง”

            สวี่โย่วหนิงกอดยายของเธออย่างออดอ้อน“คนพวกนั้นเขาก็อยากทำตามความฝันตัวเอง ส่วนหนูแค่อยากอยู่กับยายตลอดไปนี่นา”

            หญิงชรายิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ทว่าแววตากับเต็มไปด้วยความสุข

            เธอเหลือคนในครอบครัวแค่คนเดียวก็คือหลานสาวคนนี้แล้วจะไม่อยากให้หลานอยู่กับเธอทุกวันได้อย่างไร

            หลังกินข้าวเสร็จซูเจี่ยนอันก็บอกลาคุณย่าสวี่ และบอกว่าพรุ่งนี้เธอจะแวะมาใหม่ นี่ก็ดึกมากแล้วคุณย่าสวี่จึงเร่งให้พวกเธอรีบกลับไปพักผ่อน

            เมื่อขึ้นรถซูเจี่ยนอันจึงถามลู่เป๋าเหยียน

            “นายบอกว่าเพื่อนนายจะเปิดร้านสาขาที่เมือง A? ถ้าที่ร้านต้อนรับเฉพาะคนสนิทแล้วทำไมถึงคิดจะไปเปิดร้านสาขาได้ล่ะ”

            ลู่เป๋าเหยียนเลิกคิ้ว“ก็เพื่อต้อนรับคนสนิทที่เมือง A ไง”

            เขาพูดราวกับการเปิดร้านอาหารเป็นเรื่องง่ายๆนี่สินะโลกของคนรวย! ซูเจี่ยนอันคิดในใจ

            ลู่เป๋าเหยียนโทรศัพท์บอกเรื่องสวี่โย่วหนิงกับมู่ซือเจวี๋ยเขาหัวเราะขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ

            “นายสนใจเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไรตอนแรกฉันกะจะย้ายคนในแก๊งเข้าไปทำงาน แต่ถ้านายมีคนมาแนะนำแบบนี้ฉันจะให้คนลองสืบความเป็นมาของเธอคนนั้นดูละกัน”

            ไม่นานมู่ซือเจวี๋ยก็โทรกลับมา“เกิดที่เมือง G ไม่มีอุดมการณ์อะไร ไม่รักเรียนเท่าไร เข้ามหาวิทยาลัยเกรด C หลังเรียนจบก็หลอกยายตัวเองว่าจะไปเรียนเมืองนอกแต่ที่แท้กลับหนีไปเที่ยวรอบโลก ความสามารถพิเศษเพียงอย่างเดียวคือพูดได้หลายภาษา ฮึเธอคนนี้น่าสนใจนะ งั้นตกลงตามนี้ บอกให้เธอมาเริ่มงานได้เลย”

            หลังลู่เป๋าเหยียนวางสายไปได้ไม่นานเสิ่นเยว่ชวนก็โทรเข้ามาเรื่องงาน เขาเอนพิงพนักเก้าอี้ มือหนึ่งถือโทรศัพท์ส่วนอีกมือจับผมยาวสลวยของซูเจี่ยนอันขึ้นมาม้วนเล่นน้ำเสียงดูเคร่งเครียดขัดกับท่าทางสบายๆ อย่างสิ้นเชิง

            ซูเจี่ยนอันจ้องหน้าเขาเชิงบอกให้เขาเอามือออกไปแต่คนบางคนกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ยังคงเล่นผมเธออย่างเอาแต่ใจเธอจึงจับมือเขาออกเอง

            ลู่เป๋าเหยียนขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์จากนั้นจับมือเธอรั้งเข้าสู่อ้อมกอด มือแกร่งโอบรัดไหล่มนเอาไว้แน่น

            คนที่ไม่ทันตั้งตัวอย่างซูเจี่ยนอันถึงกับอุทานอย่างตกใจ

            “อ๊ะ...”

            เสิ่นเยว่ชวนที่อยู่ในสายถึงกับนิ่งไป“เอ๋ คุณผอ.ลู่ นายกับอาซ้อกำลังยุ่งอยู่งั้นสินะ ขอโทษทีที่มาขัดจังหวะถ้างั้นแค่นี้ก่อนละกัน เรื่องงานเอาไว้คุยต่อพรุ่งนี้ ส่วนพวกนาย...เชิญสานต่อกันตามสบาย”

            เพราะถูกลู่เป๋าเหยียนกอดเอาไว้แถมในรถก็ยังเงียบเชียบ ทำให้ซูเจี่ยนอันได้ยินทุกคำพูดของเสิ่นเยว่ชวนอย่างชัดเจนหน้าเธอร้อนขึ้นมาในทันที เธอเริ่มดิ้นให้หลุดจากวงแขนของเขา

            ลู่เป๋าเหยียนยังคงโอบเธอไว้แน่นและพูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า

            “เสิ่นเยว่ชวนบอกให้พวกเราสานต่อเธอจะหนีไปไหน”

            “ตาบ้า!”ซูเจี่ยนอันเชิดหน้าขึ้นพลางยืนยันความบริสุทธิ์ใจ“พวกเราไม่ได้ทำอะไรกันสักหน่อย!”

            นัยน์ตาดำขลับของเธอเปี่ยมไปด้วยความจริงจังและดื้อรั้น

            ลู่เป๋าเหยียนยิ้มมุมปาก

            “เริ่มทำตอนนี้ก็ยังไม่สาย”

    คล้ายกับเรื่องเจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่ ที่คุณอ่าน

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891