การเป็เด็กอัจฉริยะในสายตาคนอื่นนั้นว่ายากแล้ว แต่การเป็ "อาจารย์วัยกลางคน" ในร่างเด็กที่ระบบช่วยเหลือยังไม่ยอมตื่นขึ้นมานั้นยากกว่า...
วัย 1 ขวบ: ขีดจำกัดของร่างกายและความเงียบที่น่ากังวล
ใน่ขวบปีแรก ผมใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งนิ่งๆ ราวกับตุ๊กตาไม้ สังเกตการณ์ไหลเวียนของอากาศและพฤติกรรมของคนในหมู่บ้านดอนตะวันพราว จนพ่อเซนกับแม่เอลินเริ่มทำหน้าเครียด
“เซนคะ... ลูกเราไม่ร้องไห้เลยสักครั้งั้แ่เกิดมา แถมยังนั่งจ้องผนังบ้านได้เป็ชั่วโมงๆ แบบนี้มัน... ปกติเหรอคะ?” เอลินเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือขณะอุ้มผมไว้ในอ้อมอก
“นั่นสิ ขนาดผมเอาหน้ากากอสูรมาหลอก เขายังแค่เลิกคิ้วมองเหมือนเห็นขยะเลย” เซนขมวดคิ้ว “หรือว่าเราควรไปหาแม่เฒ่ารูน?”
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา แม่เฒ่ารูน หญิงชราเผ่ามนุษย์สัตว์หูกระต่ายที่มีริ้วรอยเต็มใบหน้าก็มาถึงบ้าน เธอวางมือเหี่ยวๆ ลงบนหัวของผม ลืมตาโพลงพลางพึมพำตรวจสอบกระแสมานาอยู่พักใหญ่
“ิญญาของเด็กคนนี้... สงบนิ่งราวกับผืนน้ำที่ไร้คลื่น” ยายเฒ่ากล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “เขาไม่ได้ป่วยหรอกเอลิน เขาแค่... ‘กำลังคิด’ มากกว่าเด็กทั่วไปเท่านั้นเอง”
‘ขอบคุณครับคุณยาย ที่ช่วยแก้ต่างให้ผม’ ผมคิดในใจพลางตัดสินใจว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อลดความกังวลของพ่อแม่ ผมจึงรวบรวมลมในปอด (ที่น้อยนิด) แล้วเปล่งเสียงออกมา
“ป้อ... แม่...”
เพียงคำสั้นๆ พยางค์เดียวสองคำนั้นมันทรงพลังพอจะทำให้เซนะโตัวลอยและเอลินร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ พ่อรีบเข้ามาฟัดแก้มผมจนช้ำไปหมด ส่วนผมก็ได้แต่ถอนหายใจ... การแสร้งเป็เด็กนี่มันเหนื่อยจริงๆ
วัย 2 ขวบ: ปริศนาแห่งละอองมานาและการล่าครั้งแรก
เมื่อเริ่มเดินเหินได้ ผมมักจะแฝงตัวเข้าไปในห้องยาของแม่ สถานที่ที่ผมใช้เป็ห้องแล็บสังเกตการณ์พฤติกรรมของสสารที่เรียกว่า "มานา"
ผมสังเกตเห็นผ่านสายตาที่พยายามเพ่งพินิจ (แม้ระบบจะยังขึ้นสถานะ [Syncing... 15%] กะพริบเป็สีเทาจางๆ ในมโนสำนึก) ว่าเวลาแม่ร่ายเวท [Heal] จะมีละอองแสงสองชนิดปรากฏขึ้น
ในตอนแรกผมเข้าใจว่าแม่รวบรวมแบบที่ 1 ให้เกิดแบบที่ 2 แล้วเอาไปใช้ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่มันแยกกัน พวกมันคล้ายกันแต่เป็คนละแบบ ผมจึงเรียกแบบแรกว่า "แบบแตกตัว" และแบบที่ 2 ว่า "แบบรวมตัว"
‘ทำไมแบบที่หนึ่งถึงเข้าสู่แผลไม่ได้? หรือเพราะมันไม่มีแรงยึดเหนี่ยวพอ?’ ผมพยายามแบมือแล้วนึกถึงภาพการควบแน่นของโมเลกุลในอากาศตามหลักอุณหพลศาสตร์ที่เคยสอนนักศึกษา
“มา... นา...” ผมพยายามเค้นเสียงเรียกมันออกมา แต่นอกจากเหงื่อที่ซึมตามไรผมแล้ว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ความรู้สึกพ่ายแพ้เริ่มเกาะกินใจ อดีตอาจารย์ที่เคยควบคุมการทดลองระดับประเทศ กลับทำไม่ได้แม้แต่การเรียกแสงสว่างดวงเล็กๆ ออกมา... ‘หรือว่าผมจะไม่มีพร์ด้านนี้เลยจริงๆ?’
เย็นวันหนึ่ง บรรยากาศในบ้านเปลี่ยนไป ดาบเคลย์มอร์เล่มั์ที่เคยแขวนไว้หายไปจากผนัง ผมคลานไปเกาะขอบประตู มองออกไปในความมืดที่เริ่มปกคลุมหมู่บ้าน
“พ่อ..ไป..ไหน...?” ผมหันไปถามแม่ด้วยคำสั้นๆ
“พ่อไปปฏิบัติหน้าที่น่ะลูก วันนี้เป็เวรของพ่อที่ต้องออกไป ‘ล่ามอนสเตอร์’ กับลุงกัลป์และลุงราล์ฟ” เอลินอุ้มผมขึ้น ลูบหลังเบาๆ “ไม่ต้องกลัวนะ ไค... พ่อของลูกเคยเป็ถึงอดีตนักผจญภัย Rank A แห่งปาร์ตี้รุ่งอรุณนิรันดร์เชียวนะ”
‘นักผจญภัย... มอนสเตอร์...’ ผมตาโตขึ้นมาทันที คำศัพท์ที่เหมือนหลุดออกมาจากไลท์โนเวลพวกนี้ทำให้หัวใจที่เคยเฉยชาของอดีตชายวัยกลางคนเต้นแรงขึ้นมาอย่างประหลาด
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีก็ดังมาแต่ไกล ประตูบ้านเปิดออกพร้อมกับเซนที่เหงื่อชุ่มตัว บารอนและชายฉกรรจ์อีกหลายคนช่วยกันลาก "คัลเลอร์ฟาง" (หมูป่าั์) ขนาดเท่ารถคันเล็กๆ เข้ามาที่ลานหน้าบ้าน
“ฮ่ะๆ! ดูสิเอลิน เ้าตัวนี้หนังหนาชะมัด ต้องใช้ Power Boost ถึงสามรอบกว่าจะล้มมันได้!” เซนหัวเราะร่าพลางเช็ดเืบนใบหน้า
ขณะที่ชาวบ้านกำลังช่วยกันชำแหละ บารอนก็ใช้มีดเล่มใหญ่คว้านเข้าไปที่อกของมันแล้วดึง "ผลึกสีม่วงใส" ขนาดเท่ากำปั้นออกมา แสงจากคบไฟสะท้อนกับผลึกนั้นจนดูงดงามแต่แฝงด้วยพลังที่หนาแน่น
‘หินเวท...??? รู้สึกเหมือนก้อนพลังงานเลย มันจะเหมือนในไลท์โนเวลที่เคยอ่านไหมนะ แต่ก็สวยดี ต้องตรวจสอบหน่อยแล้ว’ ผมจ้องมองผลึกนั้นตาไม่กะพริบ กลิ่นอายของมานาที่แผ่ออกมาทำให้ผมรู้ว่า โลกนี้มีแหล่งพลังงานมหาศาลรอให้ผมไป "จัดการ"
วัย 3 ขวบ: การทดลองที่เกือบจะเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็เตาปฏิกรณ์
ความสงสัยคือตัวจุดชนวนหายนะของนักวิทยาศาสตร์เสมอ...
วันหนึ่งขณะที่บ้านเงียบสงัด ผมแอบเข้าไปในมุมมืดของห้องเก็บของ นั่งขัดสมาธิและหลับตาลง ผมจะไม่ใช้ "คำร่าย" เพื่ออ้อนวอนเทพองค์ไหน แต่ผมจะใช้ทฤษฎี "การควบแน่นมานา Fission" โดยตรง
‘ในชั้นบรรยากาศมี Fission อยู่ 10 ส่วน... ถ้าผมบีบอัดมันด้วยเจตจำนงให้หนาแน่นขึ้นจนกลายเป็ 1 ส่วนของ Fusion...’
ผมเริ่มจินตนาการถึงแรงโน้มถ่วงจำลองที่ปลายนิ้ว ดึงเอาละอองแสงที่คนทั่วไปมองไม่เห็นให้ไหลมารวมกันที่จุดเดียว
วูบ!
อากาศรอบตัวเย็นลงอย่างเฉียบพลัน (Endothermic Reaction) ความร้อนถูกดึงไปใช้ในการเปลี่ยนสถานะพลังงาน ประกายไฟสีฟ้าอ่อนเริ่มแลกเปลี่ยนประจุที่ปลายนิ้วเล็กๆ ของผม มันไม่ใช่เวทมนตร์ แต่มันคือการสร้าง "สภาวะวิกฤต" (Critical Mass) ของมานา!
“อึก...!” แรงสะท้อนกลับกระแทกเข้าที่ระบบประสาททันที เจ็บ...ความเจ็บที่ทำให้สติที่เกือบหลุดทันทีพอประคองได้เล็กน้อย หน้าจอสีแดงฉานเด้งขึ้นมาในมโนสำนึกเป็ครั้งแรก:
[WARNING: CRITICAL OVERLOAD - Biological limits exceeded!]
[System Protection: Forced Shutdown in 3... 2...]
“ไค! ลูกไปทำอะไรตรงนั้นน่ะ!” เสียงประตูเปิดออกพร้อมเสียงกรีดร้องของเอลิน
ในวินาทีที่สติของผมกำลังจะดับลง ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจ ‘ขอโทษครับแม่... ผมแค่... อยากรู้...’ ผมเห็นน้ำตาของแม่คลอเบ้าขณะที่เธอวิ่งเข้ามาอุ้มร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของผม
แต่ท่ามกลางความมืดมิดที่กำลังเข้าครอบงำ ผมกลับเห็นภาพบางอย่างชัดเจนขึ้น... มานาไม่ใช่แค่แสงสว่าง แต่มันคือ "แรงสั่นะเืของโมเลกุล" ที่ผมสามารถจับต้องได้ด้วยตรรกะ รอยไหม้รูปวงกลมบนพื้นไม้คือหลักฐานว่าทฤษฎีของผมถูกต้อง มานา Fission สามารถถูกบังคับให้ควบแน่นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคำร่ายอ้อนวอนใดๆ
‘ผมเริ่มเห็นมันแล้ว... ความลับของโลกใบนี้...’ แล้วโลกของผมก็ดับวูบไป พร้อมกับเสียงสะอื้นของแม่ที่ดังสะท้อนอยู่ในหู