วันรุ่งขึ้น
เช้าตรู่ เฉียวรุ่ยลืมตาขึ้นมา รู้สึกถึงแสงรัศมีอันน่าประหลาดที่อยู่ด้านนอกกระโจม พอหันไปมองทิศทางของผลโลหิตทอง เขาตะลึงระคนยินดีเมื่อพบว่าผลโลหิตทองผลิดอกแล้ว
“เทียนฉี รีบตื่นเร็ว ผลโลหิตทองผลิดอกแล้ว!” เฉียวรุ่ยเขย่าคนรักข้างกาย ร้องเรียกอย่างตื่นเต้น
“หืม?” หลิ่วเทียนฉีลืมตาขึ้น มองเขาอย่างสงสัย
“เทียนฉี ผลิดอกแล้ว ผลโลหิตทองไง รอดอกร่วงหล่น ผลก็สุกงอม”
“อ้อ?” ได้ยินเรื่องนี้ หลิ่วเทียนฉีก็ดีใจอย่างยิ่ง รีบลุกขึ้นมา “ต้องรออีกกี่วัน?”
“พรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้ผลน่าจะสุก แต่วันนี้กลิ่นหอมของดอกไม้อาจดึงดูดสัตว์อสูรกับผู้ฝึกตนที่ตามหาสมบัติเข้ามา” พูดจบ เฉียวรุ่ยก็ขมวดคิ้วอย่างเป็นกังวล
“ไม่ต้องห่วงหรอก ค่ายกลสังหารยันต์อสนีบาตอัคคีสวรรค์ไม่กระจอกนะ ค่ายกลนี้ปรับปรุงมาจากค่ายกลสังหารขั้นสามระดับสูง พลังสังหารแข็งแกร่งยิ่งนัก ไม่เป็นรองค่ายกลขั้นสี่แน่ ขอเพียงเข้ามาในค่าย แม้เป็นยอดฝีมือระดับดวงปราณ อยากมีชีวิตรอดออกไปก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก” หลิ่วเทียนฉีมั่นใจในค่ายกลสังหารที่ตนวิจัยกับจงหลิงเป็นอย่างมาก!
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยได้ยินคนรักบอกถึงวางใจขึ้น
เมื่อผลโลหิตทองผลิดอก กลิ่นหอมละมุนอบอวลในอากาศทันที ไม่นานนัก ก็ดึงดูดสัตว์อสูรมากมายให้เข้ามา สัตว์อสูรทั้งหลายจึงตั้งใจฝ่าเข้ามาในค่ายกลสังหารของหลิ่วเทียนฉีทีละตัวประหนึ่งลงเกี๊ยว
“เปรี้ยง เปรี้ยง...”
“เอ๋ง เอ๋ง...”
“บรู๊ว บรู๊ว...”
เมื่อสัตว์อสูรฝ่าเข้ามา ค่ายกลสังหารก็ระเบิดอสนีบาตกับอัคคีระลอกแล้วระลอกเล่าในทันที สัตว์อสูรที่ถูกโจมตีส่งเสียงร้องอย่างทุกข์ทรมาน วิ่งพล่านอยู่ในค่ายกล เริ่มหลบหลีกและโจมตีสวนคืนอย่างบ้าคลั่ง ผ่านไปไม่นาน ด้านในค่ายกลสังหารกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ไม่มีเสียงคำรามเอะอะของสัตว์อสูรตัวใดอีก
.........
หนึ่งชั่วยามให้หลัง
ผู้ฝึกตนที่ขึ้นเขามาหาสมบัติไม่น้อยล้วนถูกแสงรัศมีสีทองกับสีแดงจากทางนี้ดึงดูด
“หอมนักเชียว หรือจะเป็นกลิ่นหอมของผลไม้ทิพย์?” อวี๋ชิงโยวหันมองหลันอวี่หมิงที่อยู่ข้างกาย
“น่าจะใช่!” พระเอกพยักหน้า คิดว่าผลไม้ทิพย์คงสุกงอม
“ฮ่าๆๆ ล้วนพูดกันว่าเขาแสงงามมีสมบัติวิเศษปรากฏ ดูท่าคงไม่ลวงหลอกกันนะ!”
“เฮอะ อยากกินคนเดียวหรือ ไม่ง่ายปานนั้นหรอก!” ผู้ฝึกตนอีกสามคนพูดขึ้นก่อนบุกเข้าไปในค่ายกลสังหาร
อวี๋ชิงโยวเห็นผู้ฝึกตนแปดคนที่อยู่ด้านข้างทยอยวิ่งเข้าไปในทุ่งหญ้าเพื่อตามหาผลไม้ทิพย์ เริ่มร้อนใจขึ้นมา “ศิษย์พี่ พวกเราลองไปดูบ้างไหม?”
“อย่ารีบร้อนนัก!” พระเอกส่ายศีรษะบอก
“แต่ ผู้อื่นเข้าไปหาผลไม้ทิพย์กันนะ!” อวี๋ชิงโยวเห็นพระเอกนิ่งเฉย สีหน้าพลันกลัดกลุ้มขึ้นไปอีก
ตามหาผลไม้ทิพย์จะไม่รีบร้อนได้อย่างไรเล่า? หากยังไม่ไปอีก ต้องถูกใครสักคนแย่งไปแน่!
“ผลไม้ทิพย์ไม่ได้มาง่ายดายเช่นนั้นหรอก!” พระเอกหรี่ตามองพื้นของทุ่งหญ้าแถบหนึ่ง ไม่รู้เพราะอะไร เขาสัมผัสได้ว่าทุ่งหญ้าแห่งนี้แฝงไปด้วยความตายซุกซ่อนอยู่รอบด้าน ไม่ธรรมดาเชียวล่ะ
“แต่...” อวี๋ชิงโยวเห็นท่าทางสบายๆ ไม่เคร่งเครียดของพระเอกยิ่งร้อนรนหนัก
“รออีกนิด!” พระเอกไม่สนใจเขา ยังคงไร้การเคลื่อนไหว
“ก็ได้!” ในเมื่อศิษย์พี่บอกให้รอ อวี๋ชิงโยวก็ได้แต่รอเท่านั้น!
ผู้ฝึกตนที่ยืนอยู่ด้านข้างมองอวี๋ชิงโยวกับพระเอกทีหนึ่ง อีกหลายคนพุ่งเข้าไปในทุ่งหญ้าผืนนั้น
.........
หนึ่งวันให้หลัง
เวลาเคลื่อนคล้อย กลิ่นหอมของดอกไม้ในอากาศค่อยๆ จางลง แต่แสงสีทองกับสีแดงบนท้องนภากลับยิ่งเข้มขึ้น!
“สุกแล้ว ผลโลหิตทองสุกแล้ว!” ผู้ฝึกตนอีกหลายคนมองท้องฟ้าที่มีแสงสีทองกับแสงสีแดงประสานกันอยู่ พวกเขาวิ่งเข้าไปในดงวัชพืชสูงด้วยความตื่นเต้น
“ศิษย์พี่ ผลไม้สุกแล้ว!” อวี๋ชิงโยวมองพระเอกที่ยังคงยืนเฝ้าดูอยู่ด้านข้าง เขาเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนอีกครั้ง
“รออีกประเดี๋ยวเถอะ ผู้ฝึกตนกับสัตว์อสูรที่เข้าไปไม่ได้ออกมาสักคนเลยนะ!”
เวลาผ่านไปหนึ่งวัน แต่ผู้คนที่เข้าไปหาสมบัติกลับไม่ออกมา ทำให้พระเอกคิดว่าด้านในทุ่งหญ้านั้นต้องอันตรายเป็นอย่างมาก
“ไม่ออกมาก็ปกตินะ! อาจแย่งชิงผลไม้กันอยู่ก็เป็นได้?” อวี๋ชิงโยวบอกอย่างมีเหตุผล
“ไม่ ไม่ถูก หากมีการต่อสู้ก็น่าจะมีเสียง ทว่าตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้เสียงสักนิดกลับไม่มี นี่มันไม่ปกติ!” พระเอกมองทุ่งหญ้าตรงหน้า มีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่กลับไม่รู้ว่าผิดที่ตรงไหน
“เฮอะ ยศศักดิ์ความมั่งคั่งได้จากอันตราย ขี้ขลาดหัวหดจะคว้าโชควาสนามาได้อย่างไร!” ผู้ฝึกตนชายสองคนเหล่ตามองอวี๋ชิงโยวกับพระเอกก่อนเข้าไปในทุ่งหญ้า
อวี๋ชิงโยวหันไปมอง พบว่าผู้ฝึกตนยี่สิบกว่าคนที่ล้อมอยู่ก่อนหน้านี้ ตอนนี้เหลือเพียงห้าคน นอกจากเขากับศิษย์พี่ ยังมีผู้ฝึกตนหญิงสองคนกับผู้ฝึกตนชายคนหนึ่งไม่ได้เข้าไปในทุ่งหญ้าผืนนั้น
“สหายผู้ฝึกตนทั้งสาม ไม่ไปเก็บผลไม้ทิพย์หรือ?” อวี๋ชิงโยวมองทั้งสามคนพลางเอ่ยถามเหมือนคุ้นเคยกัน
เมื่อได้ยินเข้า ผู้ฝึกตนชายก็หัวเราะเสียงเบา “ทุ่งหญ้าผืนนี้เข้าได้ออกไม่ได้ ดูสิ คนที่เข้าไปยังไม่ออกมาสักคน”
“อ๋า? ออกไม่ได้? หรือว่าทุ่งหญ้าแห่งนี้มีเล่ห์กลอันใดอยู่หรือ?” อวี๋ชิงโยวตื่นตะลึงขึ้นมา
“ค่ายกลสังหาร ค่ายกลสังหารซุกซ่อนอยู่รอบด้าน!” พระเอกหรี่ตามองทุ่งหญ้าแล้วโพล่งออกมา
“ค่ายกลสังหาร?” ได้ยินคำนี้ อวี๋ชิงโยวนิ่งไป
“ฮ่าๆๆ ที่แท้สหายผู้ฝึกตนเป็นผู้ใช้ค่ายกลหรือ?” ผู้ฝึกตนชายมองพระเอกก่อนหัวเราะถาม
“ไม่ใช่ ข้าน้อยเป็นผู้ฝึกกระบี่ หาใช่ผู้ใช้ค่ายกลไม่!”
“พูดเช่นนี้ ท่านไม่ได้มองเห็นค่ายกลสังหาร แต่เพียงรู้สึกถึงมันได้อย่างนั้นหรือ?” ผู้ฝึกตนชายมองพระเอก ถามอย่างคาดไม่ถึง
“ใช่ ข้ารู้สึกได้!” พระเอกพยักหน้ารับ ไม่ปฏิเสธ
“ศิษย์พี่ เจ้าหมอนี่มีความสามารถอยู่นะ! ถึงกับสัมผัสค่ายกลสังหารนี้ได้!” ผู้ฝึกตนหญิงกระโปรงเขียวคนหนึ่งมองผู้ฝึกตนชายพลางเอ่ยขึ้น
“ใช่ น้อยนักจะมีคนที่ไม่ใช่ผู้ใช้ค่ายกลสัมผัสถึงการมีอยู่!” ผู้ฝึกตนหญิงกระโปรงเหลืองอีกคนเห็นด้วย
“คิดว่าทั้งสามท่านคงเป็นผู้ใช้ค่ายกลสินะ?” พระเอกมองทั้งสามคนทีหนึ่งก็คาดเดาได้ทันที
“ไม่ผิด พวกเราสามคนล้วนเป็นผู้ใช้ค่ายกล ดังนั้น พวกเราถึงมองออกอยู่แล้วว่าที่แห่งนี้มีค่ายกลสังหารที่ร้ายกาจยิ่งอันหนึ่งอยู่!”
“สหายผู้ฝึกตนท่านนี้ ค่ายกลสังหารนี่เป็นค่ายกลโบราณหรือ?” อวี๋ชิงโยวมองผู้ฝึกตนชาย ถามอย่างสงสัยใคร่รู้
แปลกนัก ที่แห่งนี้ไม่มีต้นสายปลายเหตุจะมีค่ายกลสังหารได้อย่างไรเล่า? หรือเพราะผลโลหิตทองลูกนั้น?
“ไม่ ไม่ใช่ค่ายกลโบราณ เป็นค่ายกลสังหารใหม่ที่วางได้ไม่นานนัก คิดว่าคงมีผู้ใช้ค่ายกลสักคนเห็นผลโลหิตทองนั่นเข้าจึงวางมันเอาไว้ อยากนั่งสบายรอให้ศัตรูเหน็ดเหนื่อย ค่อยคว้าผลไม้ทิพย์ไป!”
“ถึงกับวางขึ้นมาเลยหรือ? เจ้าหมอนี่ทำเกินไปแล้วกระมัง?” พูดถึงตรงนี้ อวี๋ชิงโยวกัดฟันอย่างไม่รู้ตัว ในใจคิด ‘ต้องทำเช่นนี้ไหม หาผลไม้ทิพย์พบ ยังวางค่ายกลสังหารดักทำร้ายผู้อื่นอีก น่าชังเกินไปแล้ว!’
“ไม่นับว่าเกินไปหรอก เดิมที ผลไม้ทิพย์ต้องเป็นผู้มีวาสนาถึงจะได้ครอง อีกฝ่ายหาผลไม้ทิพย์พบก่อน ย่อมเป็นลิขิตจากสวรรค์” ผู้ฝึกตนชายบอกเหมือนเป็นเรื่องสมควร
“ใช่แล้ว วางค่ายกลถือเป็นความสามารถแบบหนึ่ง เจ้าไม่มีความสามารถทำลายค่ายกลก็อย่ามาพูดว่าผู้อื่นทำเกินไปเชียว!” ผู้ฝึกตนหญิงชุดเหลืองพูดเสริมขึ้น
“ใช่ ผู้ใช้ค่ายกลคนนี้เป็นถึงผู้ใช้ค่ายกลขั้นสี่ ยอดคนระดับดวงปราณ เจ้ามีระดับแค่นี้กลับไปว่าผู้อื่นหรือ?” ผู้ฝึกตนหญิงชุดเขียวเบ้ปาก เอ่ยอย่างดูแคลน
“ดวงปราณ ไม่ถึงขั้นนั้นกระมัง?” ผู้ฝึกตนระดับดวงปราณจะมาแย่งชิงผลไม้ทิพย์ระดับสร้างรากฐานเหล่านี้กับพวกเราหรือ?
“ค่ายกลพลังขั้นสี่ก็จริง แต่ไม่ใช่ค่ายกลขั้นสี่ เป็นค่ายกลขั้นสามที่เพิ่มลูกเล่นโจมตีอื่นบางอย่างมันถึงยกระดับขึ้น ด้วยเหตุนี้ ไม่แน่หรอกว่าผู้ที่วางค่ายกลจะเป็นผู้ใช้ค่ายกลขั้นสี่หรือเป็นระดับดวงปราณ!” ผู้ฝึกตนชายจ้องค่ายกลสังหารยันต์อสนีบาตอัคคีสวรรค์ที่แผ่ไอสังหารท่วมท้นตรงหน้า เหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“ศิษย์พี่คิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ระดับดวงปราณงั้นหรือ?”
“ไม่ว่าจะเป็นระดับดวงปราณหรือไม่ คุณค่าของคนผู้นี้ไม่นับว่าเป็นรองคุณค่าของผลไม้ทิพย์หรอก!” หากอีกฝ่ายเป็นเพียงผู้ใช้ค่ายกลขั้นสามแต่กลับวางค่ายกลสังหารเช่นนี้ได้ ย่อมบอกได้ว่าเป็นอัจฉริยะ ควรค่าให้เขาผูกมิตร แต่หากอีกฝ่ายเป็นผู้อาวุโสระดับดวงปราณ ยิ่งต้องคารวะให้เป็นครูเพื่อขอร่ำเรียนวิชา
“ศิษย์พี่พูดไม่ผิด! ข้าเองก็รู้สึกว่าค่ายกลนี่ยอดเยี่ยมและประหลาดนัก ดูมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร!”
“ใช่แล้ว ลองคิดดูสิ เป็นค่ายกลอสนีบาตอัคคีชัดๆ แต่พลังกลับมากปานนี้ ใช่ว่าค่ายกลอสนีบาตอัคคีของจริงจะสำแดงพลังออกมาได้มากเช่นนี้นะ เป็นวิชานอกรีตจริงเชียว!”
ได้ยินทั้งสามคนถกประเด็นเรื่องค่ายกล ในใจของอวี๋ชิงโยวนึกพรั่นพรึงขึ้นมาเชียวหรือ?
“ยังดีที่ศิษย์พี่มองความไม่ชอบมาพากลออก ไม่เช่นนั้น เกรงว่าพวกเราสองคนคงไม่ได้ออกมาเสียแล้ว!”
“ใช่!” ได้ยินคำพูดของอวี๋ชิงโยว พระเอกก็หวาดกลัวอยู่เล็กน้อย ยังดีที่พวกเขาไม่เข้าไป! ไม่อย่างนั้น ค่ายกลสังหารขั้นสี่คงทำให้พวกเขาไม่ได้กลับมาอีก!
.........
รอบรั้วป้องกันด้านใน หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยขุดดินออก เริ่มขุดผลโลหิตทองที่สุกงอมขึ้นมา
ผลโลหิตทองมีขนาดประมาณลูกผิงกั่ว1 ครึ่งหนึ่งเป็นสีทอง อีกครึ่งหนึ่งเป็นสีแดงจึงได้ชื่อนี้
หลิ่วเทียนฉีช่วยเฉียวรุ่ยขุดผลโลหิตทองออกมาสี่ผล เห็นผลไม้ทั้งสี่มีผลกลมเกลี้ยง เฉียวรุ่ยดีใจที่สุด
“เทียนฉี นี่เป็นของดีมากเชียวนะ ถ้ากินพวกมัน พลังของพวกเราต้องก้าวหน้าขึ้นมากแน่!”
“อืม เจ้าเก็บไว้ก่อนเถอะ!” ประโยชน์ของผลโลหิตทอง ไม่ต้องให้เฉียวรุ่ยบอก หลิ่วเทียนฉีย่อมรู้
“ได้!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า เก็บผลไม้สี่ลูกไว้
แมลงผายลมส่ายก้น ป่ายปีนบนใบของต้นโลหิตทองก่อนเริ่มกัดกิน
เฉียวรุ่ยมองแมลงผายลมกินอย่างเบิกบานก็ยิ้มอ่อนโยน “ข้าว่า แมลงผายลมใกล้เลื่อนระดับแล้วล่ะ”
“เหมือนจะใช่ กินใบไม้เหล่านี้ก็น่าจะเลื่อนระดับเป็นขั้นสาม!” แมลงผายลมมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านแล้ว ครั้งนี้มันคงเลื่อนระดับได้
“เทียนฉี เช่นนั้นพวกเรารอแมลงผายลมกินเสร็จค่อยไปนะ?” อย่างไร เลื่อนระดับก็เป็นเรื่องใหญ่
“ข้าไม่รีบหรอก รออีกสักสองวันค่อยเดินทาง จะได้ไม่ถูกผู้ฝึกตนคนอื่นรังควานด้วย!” ออกไปตอนนี้ ถูกล้อมโจมตีได้ง่ายยิ่งนัก ไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดเลย
“ได้!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย
.........
สามวันให้หลัง
หลิ่วเทียนฉีเห็นแมลงผายลมที่รักของตนกินแล้วกินอีกจนเลื่อนระดับ เขาดีใจเป็นอย่างมาก
เฉียวรุ่ยเดินออกจากรั้วป้องกัน เห็นสัตว์อสูรกับผู้ฝึกตนตายในค่ายกลสังหารพลันตกตะลึง “เทียนฉี ผู้ฝึกตนกับสัตว์อสูรตายมากมายเชียว!”
“เจ้ามาเก็บศพกับผลึกอสูรเถอะ เดี๋ยวข้าจัดการศพพวกนั้นเอง!” หลิ่วเทียนฉีเห็นผู้ฝึกตนกับสัตว์อสูรรวมเจ็ดถึงแปดสิบศพกองระเกะระกะอยู่ เขาก็ถอนหายใจไปกับเสน่ห์ของค่ายกลสังหาร
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า วิ่งไปเก็บศพสัตว์อสูรเหล่านั้นทันที
หลิ่วเทียนฉีก้าวมาถึงตรงหน้าผู้ฝึกตนที่ตายไป เอาของในแหวนมิติของพวกเขาออกมา แต่ไม่ได้เอาแหวนมิติไปด้วย
เมื่อกวาดทรัพย์สินของผู้ฝึกตนทั้งสามสิบสองคนจนเกลี้ยง หลิ่วเทียนฉีถึงเอายันต์อัคคีออกมาเผาศพกับแหวนมิติจนหมด
--------------------------------------------------------------
1 ผิงกั่ว (苹果) แอปเปิ้ล