(จบ)เทพมังกรน้อยแสนซน

    บทที่ 21 ลงชื่อสำนักศึกษา

    บทที่ 21 ลงชื่อสำนักศึกษา


    ชายคนนั้นหัวเราะเยาะและพูดเน้นทีละคำ “ร้านค้าอายุนับร้อยปีทำกันเช่นนี้หรือ? ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว!”


    เ๽้าของร้าน “ก็เอาสิ!”


    ชายคนนั้นหยิบตราออกมาแล้วโยนมันให้เด็กที่อยู่ข้างหลัง “ถงเอ๋อร์ ไปเรียกคนมาให้ข้าหน่อย”


    จู่ ๆ เซียวหยวนหลางก็ชี้ไปที่ชายคนนั้น “ท่าน ท่านคือคนซื้อเห็ดเมื่อตอนนั้น!”


    ชายคนนั้นหัวเราะเมื่อได้ยิน “ไงน้องชาย เ๽้าเพิ่งจะจำกันได้หรือ!”


    เซียวหยวนหลางจัดเสื้อให้เข้าที่เข้าทาง เดินตรงไปหาชายคนนั้นอย่างจริงจัง โค้งคำนับพร้อมหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกจากอกเสื้อแล้วยื่นให้อีกฝ่ายด้วยสองมือ


    “พี่ชาย แม้ว่าครั้งที่แล้วเห็ดจะสดใหม่ แต่กลับไม่จำเป็๲ต้องจ่ายเงินมากขนาดนั้น นี่คือเงินที่เกินมา”


    เซียวหย่งฝูและภรรยามีสีหน้าปลื้มใจ ลูกชายของพวกเขาเป็๲เด็กดีจริง ๆ


    เ๽้าก้อนแป้งยิ้มตาหยี สมกับเป็๲พี่ชายของนาง!


    ชายคนนั้นมีสีหน้าประหลาดใจ เดิมเขาคิดแค่ว่าอีกฝ่ายจะมาขอบคุณ ไม่คิดเลยว่าจะเอาเงินมาคืนด้วย


    คนส่วนใหญ่จะคิดว่าพอจ่ายเงินแล้วพูดขอบคุณแค่ไม่กี่คำเ๱ื่๵๹ก็จบ แต่นี่กลับแสดงความจริงใจออกมา


    เขาโบกมือ “เห็ดของเ๽้าอร่อยมาก ข้ายินดีซื้อและเ๽้าก็ยินดีขาย ไม่จำเป็๲ต้องทำเช่นนี้”


    เมื่อเ๽้าของร้านเห็นว่าพวกเขายังคงคุยกันอยู่ พลันพูดแทรกด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ทุบตีพวกมัน! วันนี้โสมจะต้องเป็๲ของข้า!”


    ชายร่างกำยำเจ็ดแปดคนเดินเข้ามาพร้อมกับแสยะยิ้ม “วันนี้จะเป็๲วันที่เ๽้าไม่มีวันลืมเลยละ!”


    หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นตบหน้าหลินซื่อ 


    สำหรับคนเหล่านี้ ไม่มีข้อห้ามในการทุบตีผู้หญิงและเด็ก พวกเขาตีใครก็ได้ที่พวกเขาอยากจะตี 


    เ๽้าก้อนแป้งโกรธทันที กล้าลงมือกับท่านแม่ แก่แล้วยังผยองไม่เจียมตัว คงเบื่อชีวิตมากเลยสินะ!


    เซียวหน่วนหยางกำมือแน่นขึ้น ก่อนที่จู่ ๆ แขนของชายผู้นั้นจะหักพับไปด้านหลัง จนได้ยินเสียงกระดูกหักดังกร๊อบ


    “อ๊ากกก!”

    เซียวหย่งฝู ‘กล้าลงมือกับภรรยาของข้า!’


    เซียวหยวนหลาง ‘กล้าทำแม่ของข้า!’


    ชาวไร่ชาวนาไม่มีอะไรนอกจากพละกำลัง


    เซียวหย่งฝูและลูกชายคนโต พับแขนเสื้อขึ้นและเตรียมต่อสู้ทันที!


    ทันใดนั้นทหารกลุ่มหนึ่งก็รีบรุดเข้ามา แล้วจ่อกระบี่ไปที่คอของเ๽้าของร้าน


    “ท่านแม่ทัพ!” ผู้บัญชาการในชุดเกราะประสานมือทำความเคารพชายคนนั้น


    ชายคนนั้นชี้ไปที่เ๽้าของร้านแล้วพูดว่า “ข่มเหงคนในตลาด กดขี่ผู้คน ซื้อไม่ได้ก็ทำการปล้น! ตรวจสอบเขา! พาคนพวกนี้ไปไต่สวน!”


    หลังจากพูดจบก็พาคนสกุลเซียวออกมาจนถึงปากทางเข้าตลาด จากนั้นเขาก็หยิบตั๋วเงินสองสามใบออกจากอกเสื้อแล้วมอบให้กับเซียวหย่งฝู


    เซียวหย่งฝูกลัวมากจนเขาหดมือกลับไปไว้ด้านหลัง “นายท่าน แบบนี้ไม่เหมาะเท่าไร!”


    ชายคนนั้นหันมามอง “ข้าแซ่เจี่ยง เจี่ยงอี๋โม่ โสมและเห็ดหลินจือเหล่านี้มีความสำคัญต่อข้ามาก เนื่องจากของเหล่านี้เป็๲สิ่งที่ช่วยชีวิตคนได้ หรือเ๽้าว่าไม่คุ้มค่ากันล่ะ?”


    หลินซื่ออุ้มหน่วนเป่าไว้ในอ้อมแขน มองดูเจี่ยงอี๋โม่แล้วถามด้วยความงุนงง “โสมของเราดีขนาดนั้นเชียวหรือ? หากเป็๲ในเมืองหลวงจะได้ราคาเท่าไหร่หรือเ๽้าคะ?”


    เจี่ยงอี๋โม่ตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “โสมเพียงอย่างเดียวมีมูลค่าสองพันตำลึง และเห็ดหลินจือเหล่านี้ ก็สามารถขายได้ในราคาห้าพันตำลึงเลยล่ะ”


    สกุลเซียวแทบพูดไม่ออก ห้าพันตำลึง!


    จะได้เสบียงอาหารมากขนาดไหนกัน!


    เจี่ยงอี๋โม่แสดงสีหน้าเสียดาย “เช่นนั้นเอาราคาตามในเมืองหลวงเถอะ ข้า...”


    เขายังไม่ทันพูดจบ เซียวหย่งฝูก็รีบหยิบดึงตั๋วเงินออกจากมือของเขา ทั้งยังไม่ทันดูให้ละเอียด เขาก็พูดอย่างเร่งรีบ “ข้าเอาราคาตามนี้” 


    ห้าพันตำลึงเชียวนะ!


    เจี่ยงอี๋โม่คิดว่าครอบครัวนี้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเด็กในอ้อมแขนของหญิงผู้นั้น ราวกับว่านางเข้าใจทุกคำพวกเขาพูดจริง ๆ 


    ดวงตากระจ่างใสคู่นั้นจ้องพวกผู้ใหญ่ตาแป๋ว


    “อ้อใช่แล้ว นี่ใช่ของเ๽้าหรือไม่?” เจี่ยงอี๋โม่หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ “ข้าขอถามคำถามหนึ่ง พวกเ๽้าจะไปที่ใด?”


    เซียวหยวนหลางรับหนังสือมาด้วยความซาบซึ้ง นี่คือชีวิตของเขาเลย!


    “ขอบคุณท่านมากจริง ๆ พวกเรากำลังจะไปสำนักศึกษาเพื่อลงชื่อให้กับบุตรชายคนโตของข้า” เซียวหย่งฝูรู้สึกขอบคุณ สำนักศึกษากำหนดไว้ว่าศิษย์นักเรียนทุกคนที่ลงชื่อจะต้องส่งเรียงความหรือผลงานของตนเอง


    หนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วยบทความและบทกวีที่เซียวหยวนหลางเขียนด้วยตนเอง


    เจี่ยงอี๋โม่ลูบคางตัวเองเมื่อเขาได้ยินแบบนี้ เขาปลดจี้หยกที่ห้อยเอวออกแล้วมอบให้เซียวหยวนหลาง “เ๽้าเอาสิ่งนี้ไปหาอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษา เมื่อเขาเห็นสิ่งนี้แล้ว ข้าเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน”


    เซียวหยวนหลางถือจี้หยกอย่างเหม่อลอย เมื่อเขารู้สึกตัว เจี่ยงอี๋โม่ก็จากไปแล้ว


    “เขาคือใครกัน เป็๲ทหาร ทั้งยังรู้จักอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาด้วย ไหนจะใช้เงินมากมายในการซื้อโสมอีก” เซียวเฉินหลางเดาะลิ้นครุ่นคิด


    หลินซื่อเหลือบมองลูกชายคนโต แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเขากำลังคิดอะไร นางทำได้เพียงมองเซียวหย่งฝูอย่างช่วยไม่ได้

    “พี่ใหญ่ พวกเรารีบไปลงชื่อกันเถอะ” เซียวจ้งหลางรอบคอบที่สุดเพราะเขากลัวว่าเวลาจะล่วงเลยไปจนไม่ทันกาล


    เซียวหยวนหลางใส่จี้หยกไว้ในอกเสื้อ เก็บหนังสือแล้วพยักหน้า “ไปกันเถอะ”


    เมื่อก่อนเซียวหยวนหลางอยากเรียนหนังสือมาก เพราะเขาชอบการอ่านหนังสือ


    แต่ว่าตอนนี้รู้สึกเหมือนได้รับพรจากน้องสาว เขารู้สึกว่าตนเองจะต้องเป็๲พี่ชายที่ดี และสามารถปกป้องน้องสาวได้


    ไม่เช่นนั้นต่อให้เป็๲บุคคลที่มีความสามารถแต่ไม่รู้จักหาคนสนับสนุนก็จะยิ่งเป็๲อันตราย  


    เขาไม่ได้บอกเ๱ื่๵๹นี้กับใครและเชื่อว่าครอบครัวจะสนับสนุนตนอย่างถึงที่สุด


    หน้าประตูทางเข้าสำนักศึกษามีโต๊ะตัวหนึ่งติดป้ายเขียนไว้ว่า ‘ลงชื่อ’


    เซียวหยวนหลางเดินเข้าไปแล้วพูดอย่างสุภาพ “สวัสดี คือ...”


    “ลงชื่อแรงงานอยู่ที่ประตูหลัง!”


    ผู้สมัครยังไม่ทันได้พูดอะไร ชายคนหนึ่งสวมชุดสีฟ้าอ่อนปักลายสามสหายแห่งเหมันต์*[1]อยู่ด้านหน้า กลับมองเซียวหยวนหลางอย่างดูถูกและพูดจาเหยียดหยามทันที


    สถานการณ์เช่นนี้เซียวหยวนหลางคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว ก่อนอื่นเขาขอบคุณชายคนนั้น แล้วพูดกับคนที่อยู่หลังโต๊ะ “ข้ามาลงชื่อเรียน นี่คือผลงานของข้า”


    เซียวเฉินหลางซึ่งยืนอยู่ข้างหลังมารดาดึงแขนเสื้อของเซียวจ้งหลาง “ทำไมพี่ใหญ่ไม่หยิบจี้หยกของชายผู้นั้นออกมาล่ะ จะได้ไม่ต้องเจอเ๱ื่๵๹แบบนี้”


    เซียวจ้งหลางกลอกตามองน้องชายที่ดูฉลาดแต่จริง ๆ แล้วช่างโง่เขลา “ไม่ว่าของของคนอื่นจะดีมากเพียงใด อย่างไรมันก็เป็๲ของคนอื่น หาก๻้๵๹๠า๱ได้รับความเคารพจากผู้อื่น ก็ต้องยืนหยัดด้วยตัวเองก่อนเป็๲อันดับแรก!”


    โง่จริง ๆ!


    ทัศนคติที่ถ่อมตัวแต่ไม่ยอมอ่อนข้อของเซียวหยวนหลางทำให้คนทั้งสองประหลาดใจ ยิ่งรวมกับเสื้อผ้าเก่า ๆ และมีรอยปะชุนอยู่ประปราย


    แต่เด็กหนุ่มคล้ายกับต้นสนสูง ไม่กลัวความหนาวไม่กลัวข่าวลือ เขาไม่ได้รู้สึกเลยว่าเสื้อผ้าที่ทรุดโทรมจะทำให้ตัวคนด้อยค่า


    ด้านหลังเป็๲ครอบครัวของเขา แม้แต่รองเท้าของเด็กชายทั้งสองก็ขาดวิ่น เห็นนิ้วเท้ารำไร


    จะมีแต่ทารกในอ้อมแขนที่ใส่เสื้อผ้าทำจากผ้าฝ้ายสีแดงเข้ม ใบหน้าเล็ก ๆ แดงปลั่ง ดวงตาสดใสเป็๲ประกายซึ่งทำให้เขามีความรู้สึกชอบพอครอบครัวนี้อยู่ลึก ๆ


    ชายคนนั้นประสานมืออย่างสุภาพ “ให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่”


    เขา๻้๵๹๠า๱ทราบว่าสิ่งที่ชายผู้นี้เขียนจะเหมือนกับของคนอื่นหรือไม่


    เซียวหยวนหลางประสานมือคำนับตอบ จากนั้นจึงใช้สายตาสำรวจคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ 


    ชายคนนั้นยืนขึ้นและแนะนำ “นี่คือหลานชายคนโตของอาจารย์ใหญ่ คุณชายเหยียน เหยียนซู่”


    “ข้าเซียวหยวนหลางขอรับ!” เซียวหยวนหลางพูดพลางมอบหนังสือในมือให้อีกฝ่าย


    เขาพลิกดูเนื้อหาด้านใน แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งประหลาดใจ ก่อนยืดหลังตรงและปิดหนังสืออย่างรวดเร็วแล้วก้าวไปจับมือของเซียวหยวนหลาง พาวิ่งไปที่ด้านในสำนักศึกษา


    “นี่ ท่านกำลังทำอะไร ข้ายังไม่ได้ลงชื่อเลย” เซียวหยวนหลางสะบัดมือออกแล้วพูดด้วยความสับสน


    เหยียนซู่พูดกับคนรับสมัคร “เขียนชื่อของน้องชายผู้นี้ลงไป”


    พูดเสร็จเขาก็หันมาพูดกับเซียวหย่งฝูและคนอื่น ๆ “ท่านลุง เชิญข้างในก่อน”



    [1] สามสหายแห่งเหมันต์ (岁寒三友) ประกอบด้วยต้นไม้สามชนิด ต้นสน ต้นไผ่ และต้นบ๊วย