บัดนี้ ภายหลังจากที่ได้ใช้เวลากว่าหนึ่งปีอยู่ในคุก เวลาแห่งความเป็อิสระก็ได้กลับมาเป็ของเขาอีกครั้ง และการเดินทางเพื่อหาตัวน้องชายก็ได้ทำให้เขามาถึงไร่ปศุสัตว์แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่บริเวณูเาห่างไปทางด้านตะวันออกของเมืองแบนเดร่า 9 ไมล์ บ้านไร่หลังนั้นตั้งอยู่บนเนินเขาลูกหนึ่ง ซึ่งอาบอยู่ด้วยแสงแรงร้อนของดวงอาทิตย์ ... มีต้นซีดาร์ที่ให้ร่มเงาครึ้มขึ้นอยู่ประปราย แม้จะรู้ว่าสามีภรรยาเฟอร์เรลล์อาจจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับความเป็อยู่ของชาร์ลีมากไปกว่าเขา แต่อย่างน้อยมันก็เป็อีกสถานที่หนึ่งที่ควรแก่การสืบหาอยู่
เมื่อปิดประตูรถปิคอัพลงนั้น โจเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามแห่งฤดูร้อนที่ปราศจากเมฆหมอกมาปิดบัง ... สูดลมหายใจเอากลิ่นอายอันสดสะอาดของเมืองชนบทที่อยู่ท่ามกลางูเาเข้าไว้ในปอด ความบริสุทธิ์ของอากาศนี้เหมือนจะมีพลังอันมหัศจรรย์ที่สามารถจะเยียวยาและชำระล้างความสกปรกทั้งหลายที่ติดกายมาให้หมดไปได้ มันช่วยให้จิตใจที่อ่อนล้ากระปรี้กระเปร่า โจอดที่จะคิดอยู่ในใจไม่ได้ว่า บรรยากาศอันสะอาดสดใสเช่นนี้ น่าจะได้ออกมาตั้งแคมป์อยู่เสียจริง แต่ขณะนี้เขายังมีภาระที่จะต้องกระทำ เป็ภาระที่อย่างน้อยเมื่อได้บรรลุผมสำเร็จแล้ว ย่อมจะนำความสงบสุขมาสู่จิตใจได้เป็อย่างมาก และอย่างน้อยมันก็จะช่วยให้เขาตั้งต้นชีวิตใหม่ได้ง่ายขึ้น
ด้วยสายตาครุ่นคิด โจมองไปทางบ้านหลังนั้นเป็สิ่งแรก และแล้วก็หันไปมองทางเดินอันเคยคุ้นซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ ความ้าอย่างรุนแรงผุดพลุ่งขึ้นในหัวใจ ใคร่ที่จะเดินมุ่งหน้าไปทางนั้น อันเป็ทางที่มุ่งตรงไปสู่ลำธาร ไปป์ ครีกอยู่ ถอดเสื้อผ้าออกจากกายและกระโจนลงไปแหวกว่ายในธารน้ำใสให้ชื่นฉ่ำหัวใจ
แต่แล้ว ภายหลังจากที่ลังเลอยู่เพียงชั่วครู่ เขาก็ตัดสินใจเดินมุ่งหน้าตรงไปยังตัวบ้าน บอกกับตัวเองว่า สิ่งที่ควรจะทำอย่างที่สุดในเวลานี้คือ สอบถามในสิ่งที่ตน้าหาความรู้ให้ได้ก่อน และหลังจากนั้นจะลงไปแหวกว่ายในลำธารให้นานสักเท่าไรก็ได้
โจยกมือขึ้นเคาะประตูไม้โอ๊คที่แกะสลักเป็ลวดลายสวยงามแรงๆ และแล้วเขาก็้าสะดุ้งด้วยความใ เป็ความรู้สึกใอย่างแท้จริง ที่ประตูบ้านนั้นเปิดผัวะออกมาทันที
ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่เบื้องประตูนั้น มือทั้งสองข้างเท้าสะเอาไว้ เธอเป็คนที่มีรูปร่างค่อนสูง สวยแบบสาวสมัยใหม่ คือมิได้ถึงกับสวยเลิศเลอเช่นนางงาม แต่มันคล้ายกับมีพลังแห่งความมีชีวิตจิตใจ ฉายออกมาให้เห็นได้อย่างเด่นชัด
ถ้าเขาจะต้องให้คำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของผู้หญิงคนนี้ด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ที่ได้ใจความแล้ว เขาก็อยากจะกล่าวว่าเธอเป็ผู้หญิงที่เกิดมาสำหรับผู้ชายโดยแท้ เป็ผู้หญิงประเภทที่ผู้ชายหลายคนจะต้องใฝ่ฝันหา และถ้าเธอจะมีเชื้อสายของตระกูลเฟอร์เรลล์แล้ว เธอก็มิได้มีอะไรคล้ายกับบุคคลในสกุลที่เขาเคยรู้จักเลย ท่าทางของเธอมีความเป็ธรรมชาติอย่างยิ่งและดูแปลกกว่าผู้หญิงคนไหน ๆ ที่เขาได้พบมา
ดูเหมือนเธอกำลังพูดอะไรบางอย่างที่้าคำตอบเสียด้วย
“ว่าไง...ฉันถามคุณว่าคุณชื่อโจใช่ไหมล่ะ”
เอ๊ะ ... นี่เธอรู้จักชื่อเขาได้อย่างไรกันนี่ไม่เคยมีใครรู้ว่าเขาจะเดินทางมาที่นี่เลยสักคน และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือไม่เคยมีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเขาตั้งใจจะใช้ชื่อกลางของตนเอง ทั้งนี้เพราะเขาไม่ชอบให้ใครมาเรียกชื่อต้นว่าแซม โดยเฉพาะสิ่งที่เขาเกลียดก็คือ การที่ใครจะมาเรียกว่าแซมมี่ หรือ แซม จูเนียร์เพราะฉะนั้น เขาจะต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเธอรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาบ้าง
“เอ้อ…ใช่ครับ...ผมชื่อโจ”
“ฉันว่านี่เป็การเริ่มต้นในการทำความรู้จักกันชนิดที่แย่ที่สุด” เธอเชิดหน้าขึ้น โหนกแก้มสูงเด่นเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน ปลายนิ้วกลมมนก็เคาะอยู่กับนาฬิกาข้อมือเรือนทองราคาแพง “คุณมาผิดเวลามากนัก ฉันคิดว่าคุณควรจะมาถึงั้แ่เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้วเสียด้วยซ้ำ”
การทำความรู้จักกัน ... ที่แย่ที่สุด ... เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว ... เอ๊ะ ... นี่คุณเป็ใครกันแน่นะคุณผู้หญิง เอาล่ะ ไม่ว่าคุณจะเป็ใคร คุณก็เก๋ชะมัดเลยล่ะ ...
“เอ้อ...ขอโทษครับ คุณนาย” ลำแสงแห่งดวงอาทิตย์ตกต้องลงบนมรกตที่ล้อมอยู่ด้วยเรือนทองบนมือข้างขวาของเธอแต่ดูเหมือนประกายในดวงตาคู่นั้นจะเขียงเข้มยิ่งกว่า
“ก่อนอื่น ขอให้ฉันพูดกับคุณตรง ๆ เลยดีกว่านะโจ ว่าฉันทนกันการที่คนเราจะทำอะไรอย่างไม่รับผิดชอบไม่ได้” ทรวงอิ่มเต็มคู่นั้นสะท้อนขึ้นลงอยู่ใต้เสื้อบางเบาสีครีมตามที่เธอระบายลมหายใจออกมาด้วยความรู้สึกขุ่นเคือง “ฉันเป็คนที่ชอบทำอะไรอย่างตรงเวลาที่สุด และฉันก็หวังไว้ว่า คุณจะเป็อย่างฉันด้วย”
โจตกอยู่ในภาวะงุนงง ไม่เข้าใจเลยว่าเธอกำลังพูดถึงเื่อะไรอยู่ หรือแม้ว่า ... เธอมาทำอะไรอยู่ที่นี่ แต่มันจะแปลกตรงไหนเล่า สิ่งที่เขากำลังให้ความสนใจอย่างที่สุดในยามนี้ คือเรือนผมสีสวยที่ยาวสลวยลงประไหล่ และถ้าเขาจะไม่รังเกียจเลย และ ... คุณจะเรียกสีของผิวแก้มที่นวลปลั่งอยู่ในยามนี้ว่าสีอะไรดีหนอ มันเป็สีครีมอมชมพูที่ดูลึกลับอย่างไรบอกไม่ถูก
เขาอยากจะบอกให้เธอได้รับรู้ถึงสิ่งที่กำลังคิดอยู่ในใจอย่างเหลือเกิน แต่เมื่อคิดไปถึงว่ามันอาจจะทำให้เธอกระแทกประตูใส่หน้าเขาง่าย ๆ หรืออาจจะชักปืนออกมาเล็งใส่เขาโจก็รู้สึกไม่กล้าที่จะทำเช่นนั้นขึ้นมา
“คุณนายครับ ... ผมคิดว่า ...”
“ฉันคิดว่าคุณจะมาถึงั้แ่ 10 โมงครึ่งเสียอีกนะโจแล้วดูสี เพราะการที่คุณมาช้าไปตั้งมากมายอย่างนี้ มันก็เลยทำให้ฉันอดกินอาหารกลางวันไปเลย”
โจสังเกตเห็นความขัดเคืองที่บังเกิดกับเธออยู่ แต่เขากลับมีความรู้สึกว่ามันยิ่งทำให้เธอดูสวยขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เขาอยากจะบอกให้เธอล่วงรู้ถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ แต่จะเป็เพราะอะไรก็ไม่รู้ได้ที่ทำให้เขาไม่กล้าพอ ... และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เขาไม่รู้จะบอกเธออย่างไรว่าเขามิใช่ “นายโจ”คนที่เธอกำลังรออยู่
แต่แซมมวล โจเซฟ ซินแคลร์ ก็รู้อยู่แก่ใจว่าเพราะเหตุใดเขาจึงไม่้าจะแก้เื่ให้เป็ที่เข้าใจอย่างกระจ่างชัด ทั้งนี้เพราะถ้าเขาทำเช่นนั้นเขาก็เพียงแค่ได้รู้ในคำตอบที่ตัวเอง้า และแล้วก็ต้องไปจากที่นี่ เขาไม่เคยได้พบปะกับผู้หญิงคนไหนเลยตลอดเวลากว่าปีที่ผ่านมา และผู้หญิงคนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าในยามนี้ก็มิใช่ผู้หญิงธรรมดา ๆ เพราะฉะนั้นเขาจึงยังไม่คิดอยากจะไปไหนทั้งสิ้น และถ้าจะพูดกันตามความจริงแล้ว เขาเองก็กำลังอยากจะหาโอกาสพัฒนา “การทำความรู้จักกัน” เช่นที่เธอพูดถึงอยู่เมื่อครู่ให้ดีขึ้นกว่านี้ด้วยซ้ำ
“ฟังนะ” เสียงเธอพูดต่อ “ฉันไม่รู้หรอกว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณ แต่คุณจะกรุณาเลิกจ้องหน้าฉันแบบนั้นเสียทีได้ไหม เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด รำคาญด้วย และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ...” เธอยึดร่างขึ้น ซึ่งประมาณอยู่ในใจว่าส่วนสูงของเธอน่าจะสัก 6 ฟุต 2 นิ้วเห็นจะได้ “คุณนั่นแหละจะต้องทำหน้าที่เป็คนอธิบายเื่ราวต่าง ๆ ให้ฉันฟัง”
อธิบาย ... อธิบายอะไรกันล่ะ จะให้ผมบอกตรง ๆ อย่างนั้นรึว่าเวลานี้ผมเข้าใจในคำชมสมัยก่อนที่กล่าวว่า “ยิ่งโกรธก็ยิ่งสวย” อย่างถ่องแท้แล้วหรือไง คุณอยากจะให้ผมพูดจริงๆ น่ะหรือว่า ผมเพิ่งจะใช้ชีวิตในคุกมาหนึ่งปีหยก ๆ และเวลานี้ผมก็เลิกล้มความตั้งใจที่จะตามหาน้องชายแล้ว รู้แต่ว่าสิ่งเดียวที่ผมอยากจะทำอย่างที่สุดในเวลานี้ก็คือ ผม้ารู้จักคุณอย่างที่สุด
“เอ้อ ... ผมก็ไม่รู้จะพูดว่ายังไงเหมือนกันละครับ”
“นั่นแหละ ถึงยังไงมันก็สายจนเกินกว่าจะแก้ไขสถานการณ์ได้แล้ว อะไรที่แล้วก็ต้องปล่อยให้แล้วกันไป” เธอก้าวถอยหลัง ชี้ไปทางห้องที่มีลักษณะเป็ห้องรับแขกพร้อมกับพูดว่า “เข้ามาก่อนสิ เพราะเรามีเื่งานที่จะมอบหมายให้คุณทำ ต้องพูดจากัน”
เมื่อเห็นว่าเขามิได้เดินตามเธอเข้าไปในทันที เสียงสั้นรองเท้าที่กระทบพื้นอยู่ก็หยุดลง และเธอหันขวับมามอง มันคล้ายกับมีแววกังวลปรากฏอยู่ทั้งในสีหน้าและดวงตาคู่นั้น
“คุณเป็อะไรไปหรือเปล่า” เธอเดินย้อนกลับมาหาเขา มือข้างหนึ่งจับลงตรงต้นแขน “หรือว่าคุณไม่สบาย ... มันมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณอย่างนั้นหรือ ตายแล้ว ... ฉันก็ลืมคิดถึงเื่นี้ไปเสียสนิทเลย”
“เดี๋ยวครับ ... เดี๋ยว ... ผมไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรหรอกผมสบายดี” เขาตอบพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าสีหน้าบอกความกังวลค่อยคลายลง
“ถ้างั้นก็ดีแล้ว” มือที่จับต้นแขนเขาไว้ตกลง ดูเหมือนเธอจะเขินอายกับการที่ได้แสดงความห่วงใยในตัวเขาออกมาให้เห็น “เอาล่ะ เมื่อคุณแม่ใจอย่างนั้นเราก็จะได้พูดกันถึงเื่งานที่คุณจะต้องทำเสียที”
งานที่จะต้องทำงั้นรี โจใช้ความคิดอย่างเคร่งขรึม
“ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณไม่ได้ทานอาหารกลางวัน เอ้อ ...” เขาหวังว่าเมื่อมาถึงตอนนี้ เธอจะบอกชื่อให้เขาได้รู้จักไว้บ้าง
“รู้สึกว่าคุณจะติดคำว่า เอ้อ ... อยู่ตลอดเวลาเลยนะโจ ฉันหวังว่าคุณจะไม่พูดจาตะกุกตะกักอย่างนี้ต่อหน้าลูกๆ ของฉันหรอกนะ”