[ ท...ท่านได้โปรดหยุดก่อน ตราบใดที่ท่านไม่ทำลายดวงิญญาของข้า อดีตจตุรอาชาผู้นี้ขอสัญญาว่าจะติดตามรับใช้ท่านตลอดกาล ]
นัยตาของอดีตจตุรอาชาแห่งโรคระบาดเบิกกว้างเมื่อเห็นคมเคียวอันน่าหวาดหวั่นกำลังฟาดฟันลงมาจึงรีบเอ่ยปากถวายตัวรับใช้เพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า
แรงกดดันที่ปลดปล่อยออกมาจากเคียวตอบสนองต่อดวงิญญาเชิงลบอย่างรุนแรง เพียงแค่อยู่ใกล้มันดวงิญญาของจตุรอาชาก็ได้รับาเ็ปวดแสบปวดร้อนแทบมอดไหม้เป็จุณ
แต่โชคยังดีที่คำพูดก่อนหน้านี้ได้ผลทำให้เคียวของยมทูตหยุดชะงักห่างจากลำคอไม่มากนัก
' ความสามารถของจตุรอาชาแห่งโรคระบาดน่าจะมีประโยชน์ต่อข้าในอนาคต...'
ยมทูตครุ่นคิดชำเลืองมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะชี้นิ้วที่มีแต่กระดูกไปทางจตุรอาชาและเอ่ยขึ้น
" ได้สิ.....ข้าจะขอรับข้อเสนอของเ้า.."
คำพูดของยมทูตทำให้จตุรอาชามีสีหน้าดีขึ้นเมื่อรู้ว่าตัวเองรอดพ้นจากการถูกทำลายดวงิญญาแล้ว
' ตราบใดที่ดวงิญญายังไม่ถูกทำลาย สักวันหนึ่งข้าก็จะหลุดพ้นจากการเป็ทาสรับใช้ได้อยู่ดี แต่ระหว่างกำลังรอคอยโอกาสนั้นจำเป็ต้องหาจุดอ่อนของสิ่งมีชีวิตตรงหน้าให้ได้เสียก่อน '
จตุรอาชาวางแผนร้ายหาจุดอ่อนของยมทูตและถ้าหากสบโอกาสเมื่อไหร่ก็จะทำลายในทันทีเพื่อล้างความอัปยศ
ทว่าช่างน่าเสียดายที่แผนการเ่าั้กำลังพังทลายลงเพราะตอนนี้โซ่ปลายแหลมสีดำทมิฬซึ่งมีกลิ่นอายน่าสะพรึงกลัว 1 เส้นพุ่งตรงมาทิ่มแทงดวงิญญาของมันพร้อมดึงกระชากลากเข้าไปหายมทูต
[ ท่านคิดจะทำอะไรข้า? ไม่ใช่ว่าพวกเราได้ทำข้อตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ ]
" ถูกต้อง....พวกเราได้ทำข้อตกลงกันแล้ว ต่อจากนี้เป็ต้นไปเ้าจงกลายเป็ดวงิญญาสีดำเพื่อรับใช้ข้าตามสัญญา..."
เสียงโซ่ทมิฬกำลังลากดวงของจตุรอาชาดังขึ้นถี่ๆ โดยมีเสียงสบถต่อต้านอย่างเอาเป็เอาตาย ยมทูตไม่ได้ใส่ใจการดิ้นรนนั้นก่อนจะลากร่างของอีกฝ่ายเข้ามาและกลืนกิน
ร่างกายของยมทูตเปรียบเสมือนขุมนรกเดินได้ ดวงิญญาจตุรอาชาหลังจากถูกกลืนกินก็จมดิ่งลงสู่ความมืดอันเป็นิรันดร์อยู่ท่ามกลางกองทัพิญญานับล้านดวง
' น....นี่มันเื่บ้าอะไรกัน! '
นัยตาของจตุรอาชาแห่งโรคระบาดเบิกกว้างด้วยความใ สถานที่แห่งนี้ไร้ซึ่งแสงตะวันมีเพียงจันทราสีเืลอยอยู่เหนือท้องนภาแผ่กลิ่นอายแห่งความตายลงมาสู่เบื้องล่าง
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่น่าหวาดกลัวมากที่สุดคือดวงิญญาสีดำเบื้องล่างซึ่งมีความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าจตุรอาชาเลย แถมบางตนยังแข็งแกร่งกว่าจตุรอาชาเสียอีก
[ ไสหัวออกไปให้พ้น!!! ]
จตุรอาชาแห่งโรคระบาดใช้พลังิญญาสร้างเชื้อโรคร้ายหมายจะจัดการกองทัพิญญาสีดำที่พุ่งตรงเข้ามาดั่งสัตว์ร้าย
ทว่าช่างน่าเศร้าเพราะเชื้อโรคไม่สามารถเป็ภัยคุกคามต่อดวงิญญา เดิมทีพลังของจตุรอาชาแห่งโรคระบาดมีไว้ลงทัณฑ์สิ่งมีชีวิตบนโลกคนเป็เพียงเท่านั้นเพราะปกติผู้ซึ่งคอยจัดการกับดวงิญญาจะมีเพียงจตุรอาชาแห่งความตาย
" เคี๊ยกๆๆ เ้าเองเหรอที่คิดจะทำลายความสงบสุขของาา..."
ิญญาสีดำตนหนึ่งใช้มืออันทรงพลังบีบลำคอของจตุรอาชาจนตัวลอยเหนือพื้นก่อนจะส่งเสียงหัวเราะแสนน่าขนลุกอย่างสนุกสนาน
[ บัดซบ! ข้าจะต้องออกไปจากที่นี่! ]
" ออกไปงั้นเหรอ? เคี๊ยกๆๆๆ " ิญญาสีดำส่งเสียงหัวเราะอีกครั้ง จากนั้นไม่นานก็มีเสียงกึกก้องดังจากทั่วทุกสารทิศ
.
.
.
.
ไม่มีใครหลบหนีออกจากที่นี่ได้....
จะต้องอยู่ที่นี่ตลอดกาล....
คนอ่อนแอเช่นเ้า....
พยายามไปก็ไร้ความหมาย....
จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่นี่....
อยู่ใต้เงามืดอันเป็นิรันดร์....
เคี๊ยกๆๆๆๆ
เหล่ากองทัพิญญาที่ล้อมรอบส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน ตราบใดที่จตุรอาชาแห่งโรคระบาดยังไม่ยอมรับใช้เดธด้วยความสัตย์จริงดวงิญญาของมันก็จะไม่มีวันเปลี่ยนเป็สีดำและจะถูกกองทัพิญญาตนอื่นฉีกกระชากดวงิญญาไปชั่วกัปชั่วกัลป์
ตัดมาทางด้านวิหารเทพแห่งความตาย....
หลังจากอดีตจตุรอาชาถูกกลืนกินวิหารก็เริ่มสั่นะเืมีรอยแตกร้าวปรากฏและค่อยๆ พังทลายลง สาเหตุเกิดจากพลังิญญาซึ่งเป็แหล่งพลังประคับประคองวิหารได้สลายหายไปเพราะได้รับผลกระทบจากการที่ยมทูตปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา
' ข้าควรผนึกพลังิญญาเพราะไม่เช่นนั้นเมืองลอยฟ้าได้ร่วงหล่นลงสู่มหาสมุทรเป็แน่..'
พลังิญญาของยมทูตเริ่มถูกผนึกอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อไม่มีพลังิญญาเข้าแทรกแซงหรือสร้างความปั่นป่วนต่อพลังเวทย์ เมืองลอยฟ้าจึงกลับมาเสถียรลอยตัวขึ้นเส้นยาแดงผ่าแปดเกือบจมดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทร
ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยความโกลาหลผู้คนต่างแตกตื่นและมีเสียงพูดคุยเกี่ยวกับปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
" นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเมืองลอยฟ้าของพวกเรากันแน่ เมืองแห่งนี้อยู่มานับแสนปีไม่เคยมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนเลยนะ "
" หรือว่าสถานที่แห่งนี้เป็พื้นที่ต้องสาปกัน!? "
" มันต้องใช่แน่ๆ! าามัวทำอะไรอยู่ทำไมไม่รีบใช้มหาเวทย์เปิดประตูมิติเคลื่อนย้ายเมืองลอยฟ้าออกจากดันเจี้ยนแห่งนี้เสียที พวกเราไม่ควรมาที่นี่ั้แ่แรก! "
ใบหน้าผู้คนภายในเมืองเต็มไปด้วยความตึงเครียด เริ่มแรกเดิมทีเมืองลอยฟ้าเป็เมืองเก่าแก่เปรียบเสมือนสมบัติตกทอดจากยุคมหาาเทพมาร โดยาาคือผู้ควบคุมเมืองจากรุ่นสู่รุ่นจนมาถึงปัจจุบันและจะเคลื่อนย้ายตัวเมืองไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อปกป้องการถูกรุกรานจากบุคคลภายนอกที่หวังอยากจะเมืองลอยฟ้า
แต่เมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมาเมืองแห่งนี้เคลื่อนย้ายผ่านประตูมิติขนาดใหญ่มายังดันเจี้ยนด้วยความบังเอิญ หลังจากส่งคนออกไปตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าสถานที่แห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไม่มีมนุษย์คนอื่นอาศัย
ด้วยเหตุนี้าาจึงตัดสินใจใช้ดันเจี้ยนชั้นที่ 50 เป็จุดปักหลักสร้างฐานป้องกันการรุกรานจากบุคคลภายนอก
" ทุกคนรีบไปดูวิหารเทพแห่งความตายเร็วเข้า!! "
" มีอะไรที่นั่นงั้นรึ? "
" ก็บาเรียปกป้องวิหารมันพังทลายแล้วหน่ะสิ! ข้าเกรงว่าสาเหตุที่ทำให้เมืองลอยฟ้าวุ่นวายเช่นนี้คงเป็เพราะวิหารนั้นแน่ๆ!! "
ทันทีที่ทราบข่าวผู้คนเริ่มเดินทางไปยังวิหารเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และเป็ไปตามคาดบาเรียสีดำได้หายไปแถมตัววิหารก็มีรอยร้าวอาจจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ
จุดนี้ยิ่งส่งผลให้ข่าวลือดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ผู้คนต่างเข้าใจผิดคิดว่าสาเหตุทั้งหมดเกิดจากวิหารที่ทำให้พลังเวทย์ทั่วเมืองลอยฟ้าปั่นป่วนจนเกือบจมมหาสมุทร
" ในที่สุดวิหารบ้าแห่งนี้ก็พังทลายเสียที เพียงเท่านี้เมืองลอยฟ้าของพวกเราก็จะได้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้น ฮ่าๆๆๆๆ " ชายคนหนึ่งกล่าวเสียงดังฟังชัด
" เ้าพูดถูกแล้ว! บาเรียสีดำที่เคยปกคลุมวิหารเทพแห่งความตายกินพื้นที่ไปมากกว่า 2 ใน 10 ของเมืองลอยฟ้า! "
ผู้คนเริ่มพูดคุยเื่ที่เกิดขึ้น มีหลายคนแสดงสีหน้าดีอกดีใจเนื่องจากตำแหน่งวิหารตั้งอยู่ใจกลางเมือง โดยปกติเวลาจะเดินทางจากทิศใต้ไปทิศเหนือจำเป็ต้องเดินอ้อมเพราะบาเรียสีดำคืออุปสรรคใหญ่หลวงหากใครเผลอไปััอาจตายโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้นเมื่อบาเรียหายไปจึงไม่ต่างจากการยกก้อนหินั์ที่เคยขวางกั้นเส้นทางออกไปนั้นเอง
ทว่าขณะที่ผู้คนกำลังพูดคุยอย่างออกรส แม่มดสาวนามว่า อีพ เป็เพียงผู้เดียวที่ทักท้วงต่อว่าคนที่ไม่เคารพเทพแห่งความตาย
" พวกท่านไม่ควรกล่าววาจาเช่นนั้นออกมานะ!! การกล่าวเช่นนั้นมันไม่ต่างจากการดูิ่ท่านเทพแห่งความตายเลย!!! "
แม่มดสาวพยายามอธิบายให้ผู้คนเข้าใจจุดยืนของตัวเองว่าไม่ควรดูิ่เทพเ้า ทว่าพออธิบายได้เพียงไม่กี่คำก็มีชายฉกรรจ์ 3 คนซึ่งเคยรังแกหล่อนก่อนหน้านี้เดินตรงเข้ามากระชากเส้นผมของหล่อน
" ว่าไงนางแม่มด! ตอนนี้ไม่มีบาเรียปกป้องเ้าอีกต่อไปแล้วหรือต่อให้เทพแห่งความตายมาด้วยตัวเองก็ช่วยอะไรเ้าไม่ได้อยู่ดี ฮ่าๆๆๆ "
" อย่ามาดูถูกท่านเทพแห่งความตายนะ! ข้าเชื่อว่าท่านเทพจะต้องยังมีชีวิตอยู่!! "
" ยังมีชีวิตอยู่? ฮ่าๆๆๆ " กลุ่มชายฉกรรจ์หัวเราะเยาะและพูดขึ้น..
" ถ้าดวงิญญาของเทพแห่งความตายยังไม่แตกดับก็ช่วยปรากฏกายให้พวกเราเห็นหน่อยสิ เดี๋ยวข้าผู้นี้ยินดีจะใช้ิญญาของตัวเองเป็เครื่องสังเวยเลย ฮ่าฮาๆๆ "
" ใช่ๆ แน่จริงก็มารับเอาดวงิญญาของพวกเราทั้ง 3 คนไปสิท่านเทพ! ฮ่าๆๆ "
ชายฉกรรจ์ทั้ง 3 ยังคงหัวเราะเยาะ ซ้ำยังพูดจาดูิ่ท้าทายเทพแห่งความตาย โดยการบอกจะใช้ดวงิญญาของตัวเองเป็เครื่องสังเวยเพื่อใช้เป็ข้อแลกเปลี่ยนสำหรับเรียกเทพแห่งความตายออกมา
ตัดมาทางด้านของเดธอยู่ในร่างยมทูตลอยตัวเหนือวิหารได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เดิมทียมทูตไม่ได้ใส่ใจผู้คนด้านล่างแม้แต่นิดเดียวและตั้งใจจะออกเสาะหาบอสดันเจี้ยนเพื่อเอากุญแจขึ้นไปชั้นที่ 51
ทว่าทันทีที่ชายฉกรรจ์ทั้ง 3 คนบอกจะใช้ดวงิญญาของตัวเองเป็เครื่องสังเวย ในตอนนั้นจู่ๆ ดวงิญญาของพวกเขาก็ส่งกลิ่นหอมหวานโชยเชิญชวนให้น่าลิ้มลองขึ้นมาในทันที
เป็กลิ่นหอมหวานที่สุดเท่าที่ยมทูตเคยได้สูดดมแทบอดใจไม่ไหว สาเหตุที่มีกลิ่นหอมขนาดนี้อาจเป็เพราะพวกเขายอมถวายิญญาด้วยความเต็มใจและแน่นอนว่ายมทูตซึ่งไม่เคยลิ้มรสอะไรแบบนี้มาก่อนจึงตอบรับข้อเสนอยอมปรากฏกายต่อหน้าผู้คนจำนวนมากเพื่อแลกเปลี่ยนกับดวงิญญา
" ข้ามารับเอาดวงิญญาของพวกเ้าตามสัญญา....."