ณ หมู่บ้านลับแลที่ซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาที่ตัดขาดจากโลกภายนอก… ที่นี่คือ ‘หมู่บ้านจันทรา’ ดินแดนที่เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปนานนับศตวรรษ
ชาวบ้านที่นี่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ผูกพันกับธรรมชาติและจันทราเทพี ผู้เป็นดั่งมารดาแห่งสรรพสิ่ง พวกเราเชื่อว่าความอุดมสมบูรณ์ของหมู่บ้าน ทั้งพืชพันธุ์ที่งอกงาม และสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต ล้วนมาจากพรศักดิ์สิทธิ์ของพระนาง
และทุกๆ สิบปี ในคืนจันทร์เต็มดวงที่สุกสว่างที่สุด หมู่บ้านของเราจะจัดพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ที่สุดขึ้น… พิธีกรรม ‘บูชายัญจันทรา’
มันไม่ใช่การสังเวยชีวิตที่น่าหวาดกลัวเหมือนในตำนานโบราณ… แต่เป็นการมอบ ‘ของขวัญ’ ที่บริสุทธิ์ที่สุดแด่สภาผู้อาวุโสทั้งสิบ ผู้เป็นดั่งตัวแทนของจันทราเทพีบนผืนโลกนี้
‘ของขวัญ’ นั้นคือหญิงสาวพรหมจรรย์ที่ถูกคัดเลือกและเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี… เพื่อมอบร่างกายและจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของเธอแด่เหล่าผู้อาวุโส เป็นการเชื่อมต่อพลังระหว่างผืนดินและสรวงสวรรค์ เพื่อนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ไปอีกสิบปีข้างหน้า
และในปีนี้… หญิงสาวผู้ได้รับเกียรติอันสูงสุดนั้น… คือฉัน
ฉันชื่อ ‘ใยไหม’
ฉันถูกเลี้ยงดูมาในเรือนกระจกที่แยกตัวออกจากหมู่บ้านตั้งแต่จำความได้ ชีวิตของฉันแตกต่างจากเด็กสาวคนอื่นๆ ฉันไม่ได้วิ่งเล่นตามท้องทุ่ง ไม่ได้เรียนรู้วิธีการทอผ้าหรือทำไร่ แต่ฉันถูกสอนให้รู้จักคุณค่าของร่างกายและความบริสุทธิ์ของตัวเอง ฉันถูกสอนให้รู้จักบทเพลงแห่งจันทรา ถูกสอนให้รู้จักการร่ายรำเพื่อบวงสรวง และที่สำคัญที่สุด… ฉันถูกสอนให้ ‘ภาคภูมิใจ’ ในชะตากรรมของตัวเอง
ฉันไม่เคยรู้สึกกลัว… ไม่เคยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะถูกสังเวย
ตรงกันข้าม… ฉันรู้สึกเป็นเกียรติ… รู้สึกภาคภูมิใจที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหมู่บ้าน
ฉันจะได้พบกับสภาผู้อาวุโส… กลุ่มสาวดุ้นสูงวัยลึกลับทั้งสิบคน ผู้ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นผู้ที่สื่อสารกับจันทราเทพีได้โดยตรง พวกท่านคือผู้ปกครองและผู้พิทักษ์หมู่บ้านแห่งนี้มานานนับร้อยปี ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกท่าน เพราะพวกท่านจะสวมหน้ากากไม้แกะสลักอยู่เสมอ
ฉันจินตนาการไปต่างๆ นานาว่าพวกท่านจะเป็นอย่างไร… จะน่าเกรงขามขนาดไหน… และ ‘พร’ ที่พวกท่านจะมอบให้ฉันมันจะเป็นอย่างไร…
ค่ำคืนนี้คือคืนจันทร์เต็มดวง… คือคืนแห่งพิธีกรรม… คือคืนของฉัน
หญิงชราผู้ดูแลฉันมาตั้งแต่เด็ก ค่อยๆ บรรจงอาบน้ำให้ฉันด้วยน้ำที่ลอยฟุ้งไปด้วยกลีบดอกบัวขาวเจ็ดชนิด กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมันช่วยทำให้จิตใจของฉันสงบและผ่อนคลาย
เธอบรรจงขัดผิวของฉันอย่างแผ่วเบาด้วยใยบวบและสบู่ที่ทำจากน้ำนมข้าว ทุกสัมผัสของเธอนั้นเต็มไปด้วยความเคารพและทะนุถนอม ราวกับฉันเป็นสมบัติล้ำค่าที่กำลังจะถูกส่งมอบ
หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ เธอก็ช่วยฉันสวมชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ที่บางเบาจนแทบจะมองทะลุเห็นผิวเนื้อด้านในได้ มันเป็นชุดที่เรียบง่ายแต่กลับดูงดงามและศักดิ์สิทธิ์อย่างน่าประหลาด
ผมยาวสลวยสีดำขลับของฉันถูกปล่อยให้สยายไปกลางหลัง ประดับด้วยมงกุฎดอกไม้ป่าสีขาวที่เพิ่งเก็บมาสดๆ
“ถึงเวลาแล้วค่ะ… คุณใยไหม” หญิงชรากระซิบเสียงแผ่ว ดวงตาของเธอฉายแววทั้งความภาคภูมิใจและความอาวรณ์
ฉันพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
ฉันมองตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่… ภาพที่สะท้อนกลับมาคือหญิงสาวที่งดงามราวกับเทพธิดา… หญิงสาวที่พร้อมจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหมู่บ้านอันเป็นที่รัก
ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ… ก้าวเท้าเดินออกจากเรือนกระจกที่ฉันอาศัยมาตลอดทั้งชีวิตเป็นครั้งแรก…
ด้านนอกนั้น… ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านกำลังยืนรอต้อนรับฉันอยู่ พวกเขายืนเรียงรายกันเป็นสองแถวตามทางเดินที่โรยด้วยกลีบดอกไม้สีขาว แสงจากคบเพลิงที่พวกเขาถืออยู่ในมือส่องสว่างไปทั่วทั้งบริเวณ
ไม่มีใครพูดอะไร… มีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพและศรัทธาที่ส่งมาให้ฉัน
ฉันค่อยๆ เดินไปตามทางเดินนั้นอย่างช้าๆ… สง่างาม… มุ่งตรงไปยังแท่นบูชาหินอ่อนที่ตั้งอยู่ใจกลางลานพิธีกรรมกลางป่า…
เสียงดนตรีบรรเลงที่แผ่วเบาและลึกลับเริ่มดังขึ้น… มันคือบทเพลงแห่งจันทรา… บทเพลงที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ฉันเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าแท่นบูชาที่เย็นเฉียบ ก่อนจะค่อยๆ เอนตัวลงนอนราบไปกับแท่นหินนั้นอย่างว่าง่าย
ฉันหลับตาลง… ปล่อยให้จิตใจสงบนิ่ง… รอคอยการมาเยือนของพวกเธอ…
สภาผู้อาวุโสทั้งสิบ… (´ `)♡
เสียงดนตรีบรรเลงที่เคยแผ่วเบาและลึกลับเริ่มดังขึ้น… มันเปลี่ยนจากท่วงทำนองที่สงบนิ่งกลายเป็นจังหวะที่หนักแน่นและปลุกเร้า ราวกับเสียงหัวใจของผืนป่าที่กำลังเต้นระรัว
ฉันนอนหลับตาพริ้มอยู่บนแท่นบูชาหินอ่อนที่เย็นเฉียบ แต่กลับรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง ลมกลางคืนที่พัดผ่านยอดไม้เข้ามาสัมผัสกับผิวกายที่เปลือยเปล่าของฉัน ทำให้ฉันขนลุกซู่ไปทั้งตัว แต่กลับไม่ใช่เพราะความหนาว… แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
กลิ่นกำยานหอมๆ ที่ถูกจุดขึ้นรอบแท่นบูชาเริ่มลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ มันเป็นกลิ่นที่ทั้งศักดิ์สิทธิ์และเย้ายวนในเวลาเดียวกัน มันทำให้จิตใจของฉันที่เคยสงบนิ่ง เริ่มสั่นไหว…
แล้วฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้า…
มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนคนเดียว แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง… ก้าวเดินอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงและหนักแน่น…
พวกเธอมาแล้ว…
ฉันไม่ได้ลืมตาขึ้นมอง… แต่ฉันรับรู้ได้ถึงการมาเยือนของพวกเธอ… รับรู้ได้ถึงพลังอำนาจที่มองไม่เห็นซึ่งแผ่ออกมาจากร่างของพวกเธอทั้งสิบคน
เสียงฝีเท้าค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้… ก่อนจะหยุดลงรอบแท่นบูชาที่ฉันนอนอยู่
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง… เป็นความเงียบที่น่าอึดอัดและกดดันจนฉันแทบจะหยุดหายใจ
ฉันรู้สึกได้ถึงสายตานับสิบคู่ที่กำลังจ้องมองมาที่ฉัน… สำรวจทุกสัดส่วนบนร่างกายของฉันที่นอนเปลือยเปล่าอยู่บนแท่นบูชาแห่งนี้
เวลาผ่านไปราวกับชั่วนิรันดร์…
จนกระทั่ง… ฉันรู้สึกได้ถึงสัมผัสแรก…
มันคือปลายนิ้วที่เย็นเฉียบแต่กลับนุ่มนวลอย่างน่าประหลาด ที่ค่อยๆ ลูบไล้ลงมาบนหน้าผากของฉันอย่างแผ่วเบา…
ฉันสะดุ้งสุดตัว!
ปลายนิ้วนั้นค่อยๆ ไล้ลงมาตามสันจมูก… ผ่านริมฝีปากที่สั่นเทา… และมาหยุดอยู่ที่ปลายคางของฉัน
“งดงาม…”
เสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าและทรงอำนาจดังขึ้นจากเบื้องบน มันเป็นเสียงที่ดูเหมือนจะเก่าแก่ราวกับกาลเวลา แต่กลับแฝงไปด้วยพลังที่ทำให้ฉันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
“งดงาม… สมกับที่เป็นเครื่องบูชาแด่จันทราเทพี”
ปลายนิ้วนั้นค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมา… ไล้ไปตามลำคอที่ระหง… ผ่านเนินอกที่กำลังสั่นไหว…
ทุกสัมผัสของเธอมันช่างเชื่องช้าและเปี่ยมไปด้วยความเคารพ… ราวกับฉันเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่เธอกำลังชื่นชม
นิ้วของเธอค่อยๆ ไล้ลงมาที่หน้าท้องที่แบนราบของฉัน… วนไปมาที่สะดือของฉันเบาๆ…
“อ๊ะ…” ฉันเผลอครางออกมาเบาๆ
ความรู้สึกเสียวซ่านที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนแล่นปราดไปทั่วทั้งร่าง!
เธอค่อยๆ เลื่อนมือลงต่ำ… ต่ำลงเรื่อยๆ…