เอี้ยนเฟยซามาถึงจุดหมายปลายทางจนได้ลานผงาดฟ้าอยู่ด้านหน้าของเขา กลิ่นอายแห่งการประลองยุทธ์ยังคงมีอยู่ ร่องรอยเืบนพื้นแห้งกรังแต่ยังคงสดใหม่คล้ายกับเพิ่งหยดลงไปได้ไม่นานเหมือนเพิ่งหยดลงบนพื้นได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
มันเป็เืที่เพิ่งหลั่งเลอะพื้นหินจริงเป็เืของเหล่าจอมยุทธ์ที่ต่อสู้กันเพื่อศัสตราเทพ หลังจากเหล่ายอดยุทธ์ในทำเนียบทยอยจากไปเหล่าชาวยุทธ์ที่เหลือจึงเริ่มแย่งชิงหนึ่งหนึ่งกระบี่อย่างเอาเป็เอาตายเมื่อจากไปจึงทิ้งร่องรอยโลหิตเหล่านี้เอาไว้
“เรามาถึงแล้วโชงิดูเหมือนเ้าจะคุ้นเคยกับที่นี่มากกว่าข้าอีกนะ ที่นี่ยิ่งใหญ่อลังการสมคำร่ำลือจริงๆ โอ น่าเสียดายที่ข้าไม่ทันราชพิธีปุนภพ พลาดโอกาสยลโฉมเทพดาบเพลิงไปเลย”
โชงิคล้ายคุ้ยเคยกับสถานที่แห่งนี้จริงๆ มันเดินไปทั่วลานประลอง จากนั้นก็หยุดอยู่กับที่ใกล้กับหีบเหล็กที่เปิดอ้าอยู่เอี้ยนเฟยซาเดินเข้ายืนใกล้กับมัน แล้วก็สังเกตเห็นดาบขึ้นสนิมเล่มหนึ่งตกอยู่ มันคล้ายเป็ดาบเก่าคร่ำคร่าที่ถูกละเลยมาแสนนานไร้ซึ่งความน่าเกรงขามสำหรับดาบที่เป็อาวุธหมายเลขหนึ่งในยุทธภพ
“ดาบขึ้นสนิมน่าเสียดายที่เ้าใช้การไม่ได้แล้ว แม้ว่าข้าเองจะไม่มีอาวุธคู่ใจแต่จะให้เก็บเ้ามาใช้นั้นก็เกรงว่าจะไม่ดีงาม กลัวว่าจะแตกหักั้แ่การปะทะครั้งแรก”
ชายหนุ่มหันไปสนใจกับสิ่งก่อสร้างรอบข้างเขา้าซึมซับบรรยากาศและประทับภาพของตำหนักเทพแห่งนี้เอาไว้ให้มากที่สุดเมื่อกลับถึงบ้านเกิดอีกครั้งจะได้มีเื่เล่าในโรงน้ำชามากขึ้นนักเล่าเื่ในโรงน้ำชาอย่างน้อยก็ไม่ต้องทนหิวอดอาหาร เถ้าแก่ร้านย่อมให้การดูแลเป็อย่างดี
ผ่านไปเนิ่นนานเอี้ยนเฟยซาหันกลับไปมองดูม้าคู่บุญก็ต้องรู้สึกประหลาดใจเนื่องจากมันเดินไปยืนใกล้กับดาบเก่าเล่มนั้นมันใช้จมูกของตนเองชี้ไปที่ดาบขึ้นสนิมเล่มนั้นแต่ไม่ได้แตะัักันเขาจึงเดินเข้าใกล้พร้อมกับก้มลงหยิบดาบเล่มนั้นขึ้นมา
“เ้า้าให้ข้าใช้ดาบเล่มนี้เหรอ?มันเป็...........อ้าก.....”
หลังจากัักับด้ามดาบไม่ทันไรก็ปรากฏพลังกลุ่มหนึ่งพุ่งจู่โจมเข้ามาทางชีพจรพลังที่ไร้ขอบเขตจำนวนมากไหลหลั่งเข้ามาดุจน้ำป่าไหลหลากยามฤดูฝน เขาพยายามจะปล่อยมือจากดาบเก่าเล่มนี้แต่เรี่ยวแรงทั้งหมดล้วนอันตรธานหายไปสิ้น ตัวดาบเกาะติดกับเนื้อหนังคล้ายมีแรงดึงดูดกันและกัน
พลังลมปราณจากตัวดาบที่ทะลักเข้ามาในร่างยังไม่มีท่าทีจะหมดสิ้นแต่ร่างที่รองรับพลังเหล่านี้กลับไม่สามารถรองรับได้มากกว่านี้อีกแล้วพึงทราบว่าร่างกายของเหล่ามนุษย์ไม่เทียบเท่าเหล่าเทพที่เกิดมาก็มีครรภ์ยุทธ์อยู่แล้วจึงสามารถรองรับพลังลมปราณได้มหาศาลแต่ร่างกายของเอี้ยนเฟยซานั้นมีพื้นที่สำหรับกักเก็บพลังลมปราณน้อยมาก เนื่องจากเป็มนุษย์และพลังการฝึกปรือยังมีน้อยเมื่อต้องมารองรับพลังลมปราณจำนวนมหาศาลก็ต้องเกิดผลร้ายมากกว่าผลดีเหมือนฝายกักเก็บน้ำย่อมไม่สามารถรองรับน้ำที่ไหลออกมาจากเขื่อนใหญ่ทั้งเขื่อนได้
ในขณะที่ร่างกายกำลังรองรับพลังลมปราณมหาศาลอยู่นั้นเอี้ยนเฟยซาในสภาพที่เป็อัมพาตชั่วคราวรู้สึกเ็ปรวดร้าวไปทั้งร่างคล้ายคนถูกกรอกน้ำใส่ปากจนไม่มีที่ว่างสำหรับน้ำอีกแล้ว แต่น้ำก็ยังคงไหลทะลักเข้าปากเรื่อยๆ จนร่างกายเริ่มพองโต หากยังเป็เช่นนี้ต่อไป เส้นชีพจรทั่วร่างคงจะะเิฉีกขาดจนหมดสิ้นเมื่อถึงขั้นนั้นหากไม่ตายก็ต้องกลายเป็คนพิการอย่างแน่นอน
“ข้าขอดาบเล่มนี้ไปนะเ้าหนุ่ม”
เสียงบุรุษดังขึ้นมาจาก้าปรากฏร่างชายในชุดดำผู้หนึ่งเหินร่อนลงมาพร้อมกับฝ่ามือที่จู่โจมใส่ขม่อมของเอี้ยนเฟยซาที่มัน้าย่อมเป็ดาบเก่าเล่มนั้น แต่การฟาดฝ่ามือลงมาย่อมเป็การฆ่าคนปิดปาก คนผู้นี้จิตใจอำมหิตยิ่งนัก
เมื่อฝ่ามือฟาดลงตรงขม่อนของเอี้ยนเฟยซาแทนที่ศีรษะที่โดนฝ่ามือจะแหลกเละกลับกลายเป็การช่วยคลี่คลายสถานการณ์วิกฤติให้กับอีกฝ่ายพลังฝ่ามือจมหายไปในสายธารพลังอันเกรี้ยวกราดที่พุ่งทะลักเข้าสู่ฝ่ามือที่ถูกดูดติดอยู่กับศีรษะของฝ่ายตรงข้าม
คนชุดดำตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี พลังลมปราณที่ไหลทะลักเข้ากระแทกใส่พลังลมปราณของตนเองจนสะท้อนกลับไม่สามารถใช้ลมปราณของตนเองสะกดลมปราณที่พุ่งเข้ามาได้อีก แต่คนผู้นี้ถือเป็ยอดยุทธ์ผู้หนึ่งกลับตัดใจดึงดูดพลังลมปราณที่รุกรานเข้ามาส่วนหนึ่งแล้วกระแทกพลังลมปราณนั้นออกไปปะทะกับพลังลมปราณที่ทะลักเข้ามาซึ่งนับว่าอันตรายยิ่งนักหากไม่สามารถใช้ลมปราณนั้นกระแทกลมปราณที่รุกรานเข้ามาได้ผลสุดท้ายก็คือความตายสถานเดียว แต่คนผู้นี้คือยอดฝีมือที่แท้จริง สามารถกระแทกพลังย้อนกลับไปได้แต่ตนเองก็ได้รับาเ็ไม่น้อยเพราะการปะทะกันของพลังบังเกิดในร่างของมัน
คนชุดดำปลิวล่องลอยไปตกในที่ห่างออกไปห้าวาที่มุมปากมีเืไหลรินออกมา มันตื่นตระหนกจนไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการอีกในใจนึกเคลือบแคลงว่าพลังลมปราณนั้นมาจากชายหนุ่มหรือตัวดาบกันแน่หากว่ามาจากชายหนุ่มผู้นี้แสดงว่าพลังฝีมือเหนือกว่าตนเอง ซึ่งไม่น่าจะเป็ไปได้เพราะมันเห็นสภาพของเอี้ยนเฟยซาตอนัักับดาบครั้งแรกแต่หากว่ามาจากดาบเล่มนั้นก็แสดงว่าตัวดาบได้ซุกซ่อนพลังลมปราณของาายุทธจักรเอาไว้มันต้องแย่งชิงดาบเล่มนี้มาให้ได้
เอี้ยนเฟยซารู้สึกปลอดโปร่งโล่งตลอดร่างเมื่อถูกฝ่ามือฟาดใส่ขม่อมพลังลมปราณที่อัดแน่นอยู่ในร่างไหลทะลักผ่านฝ่ามือนั้น ช่วยชีวิตของเขาไว้ได้อย่างหวุดหวิดแต่ยังไม่ทันที่จะหายใจสะดวกก็ปรากฏพลังสะท้อนกลับมาอีกครา ครั้งนี้กลับไม่รุนแรงเท่าครั้งก่อนส่งผลให้เขาสามารถผลักดันให้มันกลับคืนสู่ตัวดาบอีกครั้งแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่าในร่างของตนเองมีพลังลมปราณมากมายมหาศาลไหลเวียนอยู่
“ส่งดาบมาให้ข้าเดี๋ยวนี้แล้วจะละเว้นชีวิตเ้า”
ชายชุดดำเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิมเอี้ยนเฟยซาเพิ่งเห็นใบหน้าของคนผู้นี้ชัดเจน ดวงตาของมันกลมลึกเข้าไปในเบ้า คิ้วขาวโค้งสะบัดขึ้นหนวดเคราขาวโพลนยาวลงมาถึงอก แต่เส้นผมกลับดำขลับไม่มีสีขาวแม้แต่เส้นเดียวรูปร่างสูงใหญ่เผยให้เห็นกล้ามเนื้อภายใต้ชุดดำรัดรูปที่ปกคลุมร่างอยู่
“ดูคล้ายกับว่าดาบนี้จะไม่ใช่ของท่าน?ไฉนข้าต้องเอาดาบให้กับคนที่ปองร้ายข้าด้วย”
“ข้าก็แค่ทดสอบพลังฝีมือของเ้าเท่านั้นแต่หากยังไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีก็จงรับทราบถึงความร้ายกาจของฝ่ามือโลกันต์เสียเถอะ”
เอี้ยนเฟยซาเห็นว่าอีกฝ่ายเอาจริงกลับรู้สึกบังเกิดความกลัวขึ้นมาบ้าง เขารู้ดีว่าฝ่ายตรงข้ามมีวิทยายุทธ์เหนือกว่าตนเองที่รอดมาได้ก่อนหน้านี้เพราะพลังลึกลับจากกระบี่ช่วยเอาไว้เท่านั้นหากเกิดการต่อสู้อีกครั้งเขาต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
“ช้าก่อนๆ ข้ายอมยกดาบเล่มนี้ให้ท่าน รับไว้...”
พูดจบก็ลงมือเหวี่ยงดาบไปยังด้ายซ้ายมือสุดแรงเกินเขา้าให้คนชุดดำไล่ตามไปดาบมา ส่วนตนเองจะรีบขึ้นหลังม้าแล้วหลบหนีไปให้เร็วที่สุดเขารู้ดีว่าชายชุดดำเมื่อได้ดาบมาแล้วจะต้องหันมากำจัดผู้อยู่ในเหตุการณ์อย่างแน่นอนพึงทราบว่ามีเพียงคนตายเท่านั้นที่รักษาความลับได้
แต่เขาผิดไปแล้ว
ดาบไม่ได้พุ่งไปตามแรงเหวี่ยงมันติดหนึบอยู่กับฝ่ามือของเขา คล้ายกับว่ามันเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายที่ไม่ยอดหลุดออกจากร่างเขาพยายามแกะมันออกแต่ก็ไม่สามารถกระทำได้
ชายชุดดำส่งแววตาอำมหิตมามันเริ่มรวบรวมพลังวัตรอย่างเชื่องช้า บรรยากาศรอบข้างกลายเป็อบอ้าวอึดอัด ร่างของมันลอยขึ้นจากพื้นจนมาอยู่เหนือศีรษะของเอี้ยนเฟยซามันยื่นฝ่ามือไปข้างหน้าพร้อมกับกระแทกไปคราหนึ่ง พลังสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มที่ยืนห่างออกไปสี่วา
เอี้ยนเฟยซาเห็นฝ่ามือขนาดขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่ตนเองด้วยความเร็วที่ไม่อาจหลบหลีกในขณะกำลังตื่นตระหนกจนมือไม้ปั่นป่วนอยู่นั้นก็ปรากฏภาพในสมองขึ้น เป็ภาพของชายสูงสง่าผู้หนึ่งกำลังทิ่มแทงดาบออกเป็ท่วงท่าที่ธรรมดาแต่ดูมั่นคงแข็งแกร่ง
เอี้ยนเฟยซาไม่รอช้าทิ่มแทงดาบในมือออกไปตามท่วงท่าในภาพที่เห็นในสมองเขารู้สึกได้ถึงพลังลมปราณที่ไหลเวียนภายในกายพุ่งไปยังดาบ รวมไปถึงพลังลมปราณของตนเองก็ไหลเข้าไปในตัวดาบด้วยเช่นกัน
ดาบและฝ่ามือปะทะกันใน่เวลาที่พอเหมาะเกิดการะเิของลมปราณคราหนึ่ง เอี้ยนเฟยซาต้องเซถลาถอยหลังไปถึงสามก้าวเพราะแรงกระแทกจากฝ่ามือคนชุดดำเองก็ไม่ได้มีสถานการณ์ที่ดีกว่า ปราณดาบทะลุฝ่ามือจู่โจมใส่มันอย่างจังจนต้องทิ้งร่างลงสู่พื้นดินห่างจากตำแหน่งเดิมถึงสองวา เป็ที่ชัดเจนว่าดาบนั้นรุนแรงถึงเพียงใด
“ศิษย์พี่ไม่ต้องห่วงพวกเราที่เป็ศิษย์น้องมาช่วยแล้ว”
เอี้ยนเฟยซาหันไปตามเสียงก็พบชายชุดดำเพิ่มอีกสองคน คนหนึ่งรูปร่างผอมสูง ใบหน้าเรียวเล็กอีกคนกลับต่ำเตี้ยอ้วนกลม สูงเพียงแค่เอวของคนผอมสูง ใบหน้าอวบอิ่มสมบูรณ์คล้ายซาลาเปาลูกหนึ่งทั้งสองเข้ามาปิดทางลงจากพอดี ปิดทางถอยของชายหนุ่มเอาไว้
“เฮอะข้าแค่เล่นกับลูกไก่ในกำมือเท่านั้น ไม่ต้องมีพวกเ้าข้าก็ทำงานสำเร็จได้”
“ฮาฮา แต่ข้าเห็นศิษย์พี่กำลังพลาดอยู่นี่นา”
คนอ้วนกลมพ่นน้ำเสียงหยาบกระด้างออกมาบ้างคนผอมสูงหัวร่อประสานเสียงด้วย กลับเป็น้ำเสียงที่ฟังดูน่าสะอิดสะเอียนที่สุดในชีวิตของชายหนุ่ม
เอี้ยนเฟยซาลอบทอดถอนใจแค่คนเดียวก็รับมือลำบากมากแล้ว แต่ตอนนี้กลับมีถึงสามคนซึ่งแต่ละคนดูเหมือนจะเป็ยอดฝีมือแท้จริง วันนี้ของปีหน้าอาจจะเป็วันครบรอบวันตายของเขาก็เป็ได้แต่ลูกผู้ชายอย่างยอมตามไม่ยอมร้องขอชีวิต
ดาบในมือถูกกำแน่นกว่าเดิม
ศึกแรกในการออกท่องยุทธภพจะเป็ศึกสุดท้ายจริงเหรอ?
ไม่มีใครตอบได้เอี้ยนเฟยซาเองก็เช่นกัน