บทที่ 32 บอกเขาไปเลย
หลังจากที่จำจุดประสงค์ของตนเองได้แล้ว ผู้นำก็กระแอมออกมา
“นั่นสินะครับ ไม่ทราบว่าพวกคุณจะช่วยเหลือเราในด้านนี้ได้ไหม” อรุณภพกล่าวออกมา เป็นตัวแทนของทุกคน แม้จะดูน่าอายนิดหน่อยที่ตอนแรกเขากล่อมปลายฝนด้วยการบอกว่าจะไม่ให้ทั้งสองต้องลำบาก แต่ตอนนี้กลับพูดขอความช่วยเหลือขึ้นมาอีกจนได้
“แค่นี้ผมก็งานรัดตัวแล้ว อย่างที่พวกคุณเห็น...ผมเปิดธุรกิจใหม่อีก และยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับดีมานด์ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น” ปลายฝนไขว้ขาของตนเอง เขาพิงไปที่พนักอย่างไม่สนใจใยดีนัก มือหนาลูบหัวน้อยๆของน้องชายอย่างเพลิดเพลิน
“แต่ว่า....”
“ถ้าเป็นแค่เรื่องเงินล่ะ พวกเราไม่มีปัญหาที่จะช่วยหรอก ใช่ไหมครับ” ปลายฝนพูดขึ้นมา ถ้าพูดถึงเงินพันล้าน ดูเหมือนจะเยอะก็จริง ทว่ามันก็ไม่ได้มากมายอะไรขนาดนั้น หากเทียบกับผลพลอยได้ในอนาคต
“ฮ่าๆ เช่นนั้นแค่ช่วยเงินสนับสนุนก็พอแล้ว รัฐบาลก็จะมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน แบบจำลองนี้จะเป็นโครงการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งตอนนี้จะมีคุณเหมันต์และคุณวัสสาเป็นผู้สนับสนุนเงิน ส่วนคนในโครงการจะเป็นหน้าที่ของพวกเราเอง ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวรายละเอียดอื่นๆ คงต้องมาคุยกันอีกที” อรุณภพรีบรับคำของวัสสาเพราะกลัวว่าเหมันต์จะเปลี่ยนใจ
เขาไม่รู้เลยว่าอะไรที่เด็กน้อยพูดออกมาแล้ว คนเป็นพี่จะปฎิเสธได้ยังไง
“อืม” เหมันต์พยักหน้ารับอย่างไม่คิดอะไรมาก
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปต่อกันที่ร้านอาหารหน่อยไหม ฉันจองเอาไว้แล้วล่ะ” อรุณภพกล่าวขึ้นมาอย่างเป็นกันเอง ดูเหมือนจุดประสงค์ที่จะสร้างความสัมพันธ์นั้นสำเร็จด้วยดีแล้ว อย่างน้อยๆพวกเขาก็ดึงให้เหมันต์มามีส่วนร่วมในสังคมที่เขาอยู่
“ไม่ เชิญพวกคุณเลย” ต้นหนาวไม่สนใจ เขาผายมือเชิญคนใหญ่คนโตทั้งหลายให้ออกไปอย่างไม่ไว้หน้านัก ที่ทำให้คนมาเยือนได้แต่ยิ้มเจื่อนๆแล้วเดินออกไป
เมื่อคนใหญ่คนโตกลับไปแล้ว นักข่าวที่รอโอกาสก็รีบพูดขึ้นมาทันที กลัวว่าประธานหล่อเหลาและน้องชายจะหนีพวกเขาไปเสียก่อน อุตส่าห์แบกข้าวของมากมายมารอเลยนะ
“คุณเหมันต์คะ คุณวัสสาคะ รบกวนสอบถามเพิ่มเติมได้ไหมคะ” ต้นหนาวเหมือนจะอยากออกไปแล้ว ทว่าเด็กน้อยกลับยืนตาใสอยู่หน้ากล้องเสียอย่างนั้น
“ครับพี่” ปลายฝนตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แสงแฟรชกระพริบรัวๆอีกครั้งเพื่อเก็บภาพเด็กน้อยที่ยิ้มตาหยีไป การตอบรับอย่างกระตือรือร้นนี่ทำให้ปลายฝนแสร้งถอยหลังไปเล็กน้อยด้วยความตกใจ ท่าทางน่ารักและตื่นเวทีนี้ทำให้ทุกคนรู้ว่าเด็กน้อยคนนี้ต่างออกไป อีกฝ่ายไม่ค่อยได้เปิดตัวกับสาธารณะ ดังนั้นจึงมีความใสซื่ออยู่กับตัวค่อนข้างมาก
“คุณวัสสาเป็นน้องชายบุญธรรมของคุณเหมันต์หรอคะ เป็นมากี่ปีแล้วคะ แล้วพวกคุณสนิทกันไหม มีทะเลาะกันบ้างหรือเปล่าคะ” นักข่าวจี้ถามทันทีด้วยกลัวว่าเด็กน้อยจะตื่นหนีไปเสียก่อน
“ผะ ผม ผมเป็นน้องพี่ตั้งแต่อายุ 9 ปีครับ แล้วก็ค่อนข้างสนิทกันครับ แต่ก็เคยทะเลาะกันด้วย เพราะพี่ชอบดุผม” ปลายฝนเหมือนฟ้องเหล่าพี่สาวพี่ชาย เขาพูดไปก็ย่นจมูกไปด้วยอย่างน่ารัก
“คุณเหมันต์ชอบดุสินะคะ แล้วตอนนี้คุณวัสสากับคุณเหมันต์มีคนรักกันหรือยังคะ หน้าตาดีทั้งพี่ทั้งน้องแบบนี้ ต้องมีคนจีบเยอะแน่เลยใช่ไหมคะ” หลังจากที่ถูกถามคำถามนี้ ปลายฝนก็หน้าเศร้าลงไปเล็กน้อย เขามองไปยังพี่ชายอย่างไม่มั่นใจก่อนจะตอบกลับมา
“ผมไม่มีคนรักครับ ผมมีแค่พี่ แต่ผมไม่รู้ว่าพี่มีคนรักหรือยัง ผมเห็นมีคนมากมายบอกว่าอยากเป็นแฟนพี่” พูดไปก็ทำหน้าหงอยเหงาไปด้วย
เหมันต์ที่ฟังอยู่เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ร่างสูงที่ไม่เคยคิดจะให้สัมภาษณ์เดินเข้ามาอย่างรวดเร็วก่อนจะดึงเด็กน้อยไปกอดเอาไว้ต่อหน้ากล้องมากมาย
“ไหน พูดอีกทีสิว่าไม่รู้ว่าพี่มีคนรักหรือยังงั้นหรอ” ต้นหนาวพูดเสียงต่ำลง ปลายฝนหันหน้าหนีเหมือนไม่อยากให้คนเห็นสายตาของเขา
“ก็ผมไม่รู้จริงๆนี่ครับ”
“ไหนบอกว่า “จูบ” เอาไว้ทำกับคนรักไง แล้วพี่จูบกับเรา ทำไมยังไม่รู้อีกว่าใครเป็นคนรักของพี่” ต้นหนาวพูดอย่างตรงไปตรงมา เขามองเด็กน้อยที่ทำหน้าตกใจ
“แต่ผมยังไม่ได้จีบ...” คนตัวเล็กลนลานเล็กน้อยพองาม ต้นหนาวไม่ได้มองน้องชายของเขาอีก แต่มองไปที่กล้องแทน
“ตอนที่แม่รับปลายฝนมาเลี้ยง น้องและผมก็โตมากแล้ว ผมเห็นน้องครั้งแรกก็ไม่เคยคิดว่าน้องเป็นน้องชายเลย ดังนั้นถ้าจะถามเรื่องคนรักของผม ชีวิตนี้ผมก็จะตั้งใจจะอยู่กับน้องชายตลอดไป ไม่ว่าน้องจะให้ผมอยู่ในฐานะไหนก็ตาม ..... จบสัมภาษณ์ได้แล้ว น้องต้องนอนกลางวันด้วย” ต้นหนาวบอกก่อนจะอุ้มน้องชายของเขาขึ้นมาด้วยแขนข้างเดียว ทำเหมือนพ่ออุ้มลูกน้อย แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่มากกว่านั้น
ใบหน้าของเหล่านักข่าวนิ่งอึ้ง พวกเขาไม่รู้ว่าตนเองจะปั่นกระแสยังไงแล้ว ในเมื่อคนเป็นประธานใหญ่พูดมันขึ้นมาเองทั้งหมด ความหมายนั่นชัดเจนอยู่แล้วว่าพวกเขาไม่ได้เป็นแค่พี่น้องกัน การทำเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่มีนักธุรกิจคนไหนกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าผู้คนมากมายหรอก เพราะมันเหมือนกับเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของตนเอง
พี่ชาย แต่หลงรักน้องบุญธรรมในฐานะอื่นเนี่ยนะ?
ไม่กี่วันต่อมา กระแสตีกลับมากมายที่ทำให้ปลายฝนต้องแอบหัวเราะคนเดียวในห้องนอน เขาคิดอยู่แล้วว่าจะต้องมีกระแสที่รุนแรงเช่นนี้หลังจากที่พี่ชายพูดออกไปอย่างตรงไปตรงมาแบบนั้น ทว่าเขาเองก็มีความสุขอย่างมากที่เห็นแบบนั้น เขาคิดว่าพี่ชายจะต้องรักษาภาพพจน์ให้มันมากกว่านี้ แต่เขาลืมไปว่าพี่ชายของเขาเป็นใคร อีกฝ่ายเป็นคนที่ไม่แคร์อะไรเลยนอกจากเขานี่นา ดังนั้นจะให้พูดมากกว่านี้ โดนด่ามากกว่านี้ เจ้าตัวก็ไม่ได้สะทกสะท้านเลย
- นักธุรกิจชื่อดัง คิดไม่ซื่อกับน้องชาย –
+ โอ้ โลกนี้มันอะไรกันเนี่ย พ่อแม่รับเด็กกำพร้ามาเลี้ยงดู สุดท้ายเด็กกำพร้าคนนั้นก็อยากจะมาเป็นเมียของลูกผู้มีพระคุณอีก
+ สงสารพ่อแม่ที่เสียไปแล้ว ท่านคงไม่คิดว่าจะรับเอาปลิงมาในบ้านจริงๆ
+ ทำไมต้องด่าเด็กวัสสาด้วย ถ้าเป็นฉัน ฉันก็อยากได้ เด็กอะไรตัวขาวขนาดนี้ น่ารักขนาดนี้ น่ารักกว่าเมียที่บ้านเป็นสิบเท่า
+ เอาจริงๆรู้สึกสงสารน้องมากกว่า ถ้าน้องไม่ได้คิดเหมือนกัน น้องจะเสียใจไหม
+ เม้นบน โง่หรือเปล่า เด็กคนนั้นดูก็รู้ว่าอ่อยเหยื่ออยู่ อีกอย่างคงเห็นว่าเกาะพี่ชายง่ายดีก็เลยอ่อยมากว่า
+ อ่อยหรือเปล่าไม่รู้ แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงหลงน้องเหมือนกัน
+ จริงด้วย น้องน่ารักมากนะ คุณเหมันต์เขาเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่โต มีเงินมากมาย เขาคงไม่โง่ที่จะถูกเด็กหลอกหรอกนะ ฉันคิดว่าเพราะน้องน่ารักมากกว่า ไม่ได้มีอะไรทั้งนั้น ยังไงพวกเขาก็ไม่ได้เป็นพี่น้องแท้ๆกัน เรื่องนี้เป็นอะไรที่น่ายินดีมากกว่าไหม
+ ตลกมากเลยอ่ะ รู้สึกเหมือนกำลังดูละคร
+ แต่เด็กคนนั้นน่าคิดไม่ดีจริงๆนั่นแหละ ไม่รู้ทำไมถึงขาวขนาดนั้น หุ่นก็ดีน่าจับมาทำเมีย
+ น้องอายุ 17 ปีเอง แล้วดูท่าทางใสซื่อมากนะ ไม่น่าจะเป็นคนยั่วก่อน คนพี่แหละคิดไม่ซื่อ แต่ก็ยินดีกับทั้งสองคนนะ
+ อย่ามายุ่งกับสามีของฉันได้ไหม
+ แล้วมายุ่งกับภรรยาคนงามของฉันทำไมล่ะ
คอมเม้นมากมายหลั่งไหลเข้ามาในโพส ปลายฝนไล่อ่านอย่างพึงพอใจ เขาไม่ได้สะทกสะท้านกับอะไรแบบนี้เพราะอย่างที่บอก เขาทำงานในวงการมานานมากๆ และรู้ว่าเรื่องแบบนี้ก็เป็นแค่เรื่องสนุกปากของคนไม่มีอะไรทำเท่านั้นแหละส่วนตัวของเขาตอนนี้ไม่ได้แคร์คำพูดของคนอื่นเลย อย่างไรก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเขาอยู่แล้ว ต่อให้คนด่า แต่ยังมีเงินใช้อยู่ดี แบบนั้นเขาจะสนใจคำคนทำไม
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูทำให้ปลายฝนรีบปิดมือถือของตนเองแล้วสนใจการแต่งนิยายต่อ คนสวมหูฟังเอาไว้ เปิดเพลงดังๆเพื่อแสร้งว่าไม่ได้ยิน ไม่นานก็มีเงาร่างขึ้นปรากฏขึ้น ปลายฝนเงยหน้ามองเห็นคนเป็นพี่ที่เข้ามาด้วยท่าทางไม่สบายใจก็ยกยิ้มให้เล็กน้อย
“พี่มีอะไรหรือเปล่าครับ” ปลายฝนมองดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลา 4 ทุ่มกว่าๆแล้ว ดังนั้นจึงเป็นช่วงที่สองพี่น้องไม่ได้ตัวติดกันเหมือนช่วงเวลาอื่นๆ
ดูเหมือนว่าพี่ชายจะรู้เรื่องคอมเม้นสาดเสียเทเสียที่เกิดขึ้นและห่วงความรู้สึกของเขา ไม่อย่างนั้นจะเข้ามาจ้องเขาเช่นนี้ทำไม
“ปลายฝน”
“ครับ?” เด็กน้อยเอียงคอมองตาใสกระจ่าง ไม่ได้มีร่องรอยความเศร้าหรือวิตกกังวลอะไรอย่างที่คนเป็นพี่หวาดกลัวเลย
“เปล่า คืนนี้พี่มานอนด้วยแล้วกัน”
“หือ? ทำไมล่ะครับ หรือว่าพี่กลัวว่าวันพรุ่งนี้ผมจะกลัว? ต่อให้ผมกลัว แต่มีพี่อยู่ผมก็เลิกกลัวแล้วครับ ว่าแต่กลับบ้านใหญ่ทั้งที เรายังไม่มีของไปฝากทวดเลยนะครับ” ปลายฝนพูดเรื่องสำคัญของวันพรุ่งนี้ขึ้นมา ใบหน้าของต้นหนาวยิ่งขมวดเข้มขึ้นไปอีก
เขาไม่อยากให้น้องชายออกไปไหนเลยช่วงนี้ ดูเหมือนกระแสนี้จะตีกลับอย่างรุนแรงจริงๆ เดิมทีเขาก็ไม่คิดจะใส่ใจอะไรมาก เพราะถ้าเป็นตัวของเขาเอง เขาก็ไม่ได้แคร์อะไรแบบนี้เลยแม้แต่น้อย ทว่า...ที่เขาเป็นห่วงคือน้องชาย
กลัวว่าถ้าไปบ้านใหญ่แล้วคนพวกนั้นพูดจาไม่ดีใส่ หรือด่าน้องว่าคิดจะเกาะเขากินเหมือนที่น้องเคยกังวลมาก่อนล่ะก็...เขาจะทำยังไงให้น้องไม่เสียใจกันล่ะ
“ปลายฝน”
“ครับ?”
“รู้ใช่ไหมว่าตอนนี้เรารวยกว่าพี่อีกน่ะ”
“หือ? พี่พูดอะไรครับ” ปลายฝนมองพี่ชายอย่างจริงจังและไม่เข้าใจ
“ถ้ามีคนบอกว่าพี่ตามติดเราเพราะเงิน ปลายฝนคิดยังไง”
“ฮะ ฮะ อะไรกันครับเนี่ย พี่จะมาเกาะผมทำไม พี่ก็มีเงินเยอะอยู่แล้ว มีแต่ผมนี่แหละที่ต้องไปเกาะพี่ ผมทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างถ้าไม่มีพี่” ปลายฝนพูดออกมาติดตลก แต่กลับทำให้ต้นหนาวรู้สึกไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม
“ทำไมถึงพูดออกมาแบบนั้น เรามีศักยภาพมากๆ มั่นใจในตัวเองหน่อย”
“คร้าบ คร้าบ แต่ว่าพี่จู่ๆก็มาพูดแบบนี้ทำไมครับ” คนตัวเล็กเอียงคออย่างไม่เข้าใจ มองดูใบหน้าที่จริงจังของพี่ชายก็อดที่จะบีบแก้มคนเล่นไม่ได้
“เรารู้ใช่ไหมว่าพี่ก็อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเราน่ะ” ต้นหนาวพูดออกมาอีกคำ นี่ทำให้ปลายฝนที่เสแสร้งชะงักไป แต่เพียงไม่นานเท่านั้น เขาก็โปรยยิ้มหวานให้พี่ชายอีก
“เพราะพี่หลงเสน่ห์ผมแล้วใช่ไหมครับ ผมเป็นเด็กดีขนาดนี้ พี่จะเสียผมไปได้ไง” เด็กน้อยออดอ้อน เอนกายเข้ามากอดเอวพี่ชายที่ยืนซ้อนหลังอยู่ ทำให้คนตัวสูงยืนเกร็งเล็กน้อย น้องชายที่ขาก็ค่อยๆตื่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“อืม รู้แบบนั้นแล้วก็ดี ถ้ายังมีใครพูดว่าเรามาเกาะพี่อีก รู้แล้วใช่ไหมว่าต้องทำยังไง” ต้นหนาวพูดประโยคที่อยากจะพูดอีกครั้ง ปลายฝนที่ซบอยู่ที่อกมุดหน้าเข้าไปหาพี่ชายเหมือนต้องการหาที่พึ่ง
“ไม่รู้” เด็กน้อยส่ายหน้า พอพูดถึงว่าถ้าตนเองถูกต่อว่าแบบนั้น เขาก็ไปไม่เป็นเสียแล้ว
“มองตาพี่ก่อน” ต้นหนาวดันร่างเล็กที่แม้ว่าอยากจะกอดแค่ไหนออกเพื่อที่จะได้กำชับอีกฝ่ายให้มั่น
“งื้อ” เด็กน้อยหันหน้าหนี แต่ก็ถูกจับมาอยู่ที่เดิม มือสองข้างของต้นหนาวจับแก้มนุ่มไว้ไม่ให้ขยับไปไหนอีก ทำให้ทั้งสองคนต้องจ้องตากันอยู่อย่างนั้น
“พี่จะบอกว่าต้องบอกคนพวกนั้นว่ายังไง”
“ว่ายังไงครับ” ปลายฝนพูดด้วยหน้ายู่ยี่เป็นผลจากการที่พยายามจะหนีพี่ชายไป
“พูดว่าปลายฝนใกล้จะเป็นเมียพี่แล้ว ดังนั้นสามีจะเลี้ยงดูภรรยาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เข้าใจไหมครับ” ต้นหนาวกำชับเด็กน้อยตรงหน้า แต่ดวงตาของปลายฝนกลับเบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ แก้มของเขาขึ้นสีแดงระเรื่อไปจนถึงหู เด็กน้อยพยายามจะหนีรุนแรงกว่าเดิม ทว่าต้นหนาวไม่ยอม
“มองตาพี่แล้วบอกว่าเข้าใจไหมก่อน” คนอายุมากกว่าดูเหมือนจะชอบปฎิกริยานี้เหลือเกิน เขาพูดแกมข่มขู่ว่าถ้าน้องไม่ยอมรับเป็นเมียของเขา เขาก็จะไม่ปล่อยให้เป็นอิสระเด็ดขาด
“แต่ตามกฎหมาย ผะ ผมจะต้องอายุ 18 ก่อน” ปลายฝนพูดด้วยความเขินอาย
“อีก 2 เดือนเอง” คนตัวสูงกว่าที่แทบจะนับวันรอพูดสวนกลับมาทันที นี่ทำให้ปลายฝนเขินหนักกว่าเดิมอีก
“ปะ ปล่อยผมนะ! ผมไม่อยากคุยกับพี่แล้ว” เด็กน้อยดิ้นอย่างแรง แต่แรงเท่ามดดิ้นนี้ไม่ได้ทำให้เขาหลุดจากพันธนาการนี้เลย
“บอกพี่ก่อนว่าต้องพูดยังไง”
“งื้อออ ไม่เอา ไม่พูด ผมเขินนะ!” ปลายฝนดื้อดึงไม่ปล่อย เห็นท่าทางน่ารักของน้องชาย ต้นหนาวก็หัวเราะออกมาในที่สุด
“เอาล่ะ นอนได้แล้ว...อย่าลืมที่พี่บอกด้วยล่ะ แล้วก็...อีก 2 เดือนกับ 4 วัน เตรียมพร้อมเป็นเมียพี่ด้วยล่ะ” แม้ว่าเด็กน้อยจะหนีมุดเข้าไปในผ้าห่มแล้ว ทว่าต้นหนาวก็ยังคงพูดแซวต่ออีกประโยค
ตู้ม!
ราวกับเสียงระเบิดในหัว ปลายฝนผู้ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะถูกหยอกล้อแบบนี้จากพี่ชายหน้าตายคนนั้นก็เขินอายอย่างจริงจัง เขากำลังจะบ้าตายกับความหื่นกามของพี่ชายคนนี้แล้ว!!
ไหน คนในอดีตที่เงียบขรึม?
ทำไมเขาเจอแค่คนลามกที่นับวันจะจับเขากินกันล่ะ!!
............................................