เื่: อย่าร้องเพลงนี้ (บทเพลงมรณะ)
EP14: สตูดิโอสายหมอกในคืนวันเพ็ญ
ทิวามาถึงสตูดิโอสายหมอกใน่เวลาเกือบเที่ยงคืน แสงจันทร์เต็มดวงสาดส่องลงมาต้องตัวอาคารเก่า ๆ ให้ดูมืดมิดและน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม เขาจอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้ด้านนอกอย่างเงียบ ๆ แล้วค่อย ๆ ย่องเข้าไปด้านใน
ประตูสตูดิโอไม่ได้ล็อก ทิวาผลักประตูเข้าไปช้า ๆ กลิ่นดอกมะลิที่เขาคุ้นเคยก็โชยเข้าจมูกทันที
ภายในห้องอัดหลักมีแสงเทียนไขเพียงไม่กี่เล่มที่ถูกจุดไว้บริเวณโต๊ะมิกซ์เสียง บรรยากาศดูราวกับพิธีกรรมบางอย่างมากกว่าการอัดเพลง ทิวาเห็นพิมพากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ควบคุมเสียง เธอไม่ได้สวมชุดเดรสที่ทิ้งไว้ในห้องของทิวา แต่สวมชุดคลุมยาวสีขาวครีมชุดเดิมกับที่เคยใส่ที่ริมธาร
พิมพาหันมามองทิวาด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มที่ทิวาไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเธอรู้สึกยินดีหรือกำลังเยาะเย้ยเขา
“พิมพารอพี่ทิวาอยู่ค่ะ” พิมพาพูดเสียงแ่เบา ท่ามกลางความเงียบของราตรี “พิมพารู้ว่าพี่ทิวาต้องกลับมา”
ทิวาก้าวเข้าไปในห้องอัดอย่างระมัดระวัง เขาเหลือบไปเห็นม้วนเทปคาสเซ็ทเก่า ๆ ที่เขานำไปซ่อมอย่างลวก ๆ วางอยู่บนแท่นวางเทปของเครื่องอัดเสียง
“ทำไมเธอถึงรู้ว่าฉันจะกลับมา?” ทิวาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แล้วชุดของเธอ... มันไปอยู่ในห้องฉันได้ยังไง!”
พิมพายกมือขึ้นััใบหน้าตัวเองเบา ๆ “ชุดนั้น... มันทำให้พิมพาเหนื่อยเกินไปค่ะ” เธอยิ้ม “ส่วนเื่ที่พี่ทิวาจะกลับมา... พิมพารู้ค่ะ... เพราะพี่ทิวาเลือกที่จะทำลายทุกอย่างเพื่อชื่อเสียง... พี่ทิวาเป็คนขี้ขลาด... แต่ก็ทะเยอทะยาน”
คำพูดของพิมพาทิ่มแทงใจทิวาอย่างเ็ป แต่ในความเ็ปนั้นก็มีประกายแห่งความจริงที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้
“เธอคือใครกันแน่พิมพา... เธอคือเธอคนนั้นที่กลับมาเกิดใหม่ใช่ไหม! วันเกิดของเธอ... มันคือวันตายของเขา!” ทิวาตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสุดท้าย
พิมพาหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะของเธอฟังดูเหมือนเสียงกระดิ่งแก้วที่แตกสลาย “ไม่สำคัญหรอกค่ะว่าพิมพาเป็ใคร... สิ่งที่สำคัญคือ บทเพลง ต่างหากค่ะ”
พิมพาลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ห้องอัดเสียงด้านใน ทิวาเห็นว่ามีไมโครโฟนถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์แบบสำหรับเธอ
“คืนนี้จะเป็การบันทึกเสียงครั้งสุดท้ายค่ะพี่ทิวา” พิมพาพูดจากภายในห้องอัด “พิมพาจะร้องท่อนที่เหลือให้สมบูรณ์... และเมื่อเพลงเสร็จสมบูรณ์... บทลงโทษก็จะเสร็จสมบูรณ์เช่นกัน”
ทิวาเดินไปนั่งที่เก้าอี้ควบคุมเสียง เขากำลังเล่นกับไฟ แต่ความปรารถนาที่จะรู้ว่าบทเพลงนี้จะทรงพลังได้แค่ไหนมันครอบงำเขาไปหมดแล้ว
“ถ้าอย่างนั้น... ก็เริ่มเลยสิ!” ทิวาท้าทาย
ทิวาเสียบสายกีตาร์ที่เพิ่งซ่อมอย่างลวก ๆ แล้วเริ่มบรรเลงทำนองเพลง ‘จะขอตายในอ้อมกอดเธอ’ อีกครั้ง คราวนี้ท่วงทำนองของเขาหนักแน่นและเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน ทั้งความรัก ความผิดหวัง และความโกรธแค้น
ทันทีที่ทิวาเริ่มดีดกีตาร์ แสงเทียนในห้องควบคุมก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง และจู่ ๆ อุณหภูมิในห้องก็ลดต่ำลงอย่างกะทันหัน จนทิวาเห็นไอน้ำพุ่งออกจากปากตัวเอง
พิมพาเริ่มร้องเพลง... เสียงของเธอในคืนนี้ไพเราะราวกับมีเวทมนตร์ แต่ก็เ็าและเศร้าสร้อยอย่างถึงที่สุด
“...ใจของฉันคงไม่เหลืออะไรแล้ว หากเธอจากไปในครานี้
เหลือเพียงบทเพลงที่ไร้คนฟัง... ให้ฉันต้องทนทรมานอยู่คนเดียว...”
เมื่อร้องถึงท่อนฮุกสุดท้ายที่พิมพาเคยเปลี่ยนแปลง... เสียงของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันกลายเป็เสียงที่แฝงด้วยความโกรธแค้นและเ็ปของ เธอคนนั้น ที่กำลังถูกทรยศ
“...พี่ทิวาจะไม่มีวันได้มีความสุข... พี่จะร้องเพลงนี้ไปจนตาย!”
ในขณะที่เสียงร้องกำลังดังก้องอยู่ในห้องอัด จู่ ๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังแสดงผลการบันทึกเสียงก็เปลี่ยนไป
แทนที่จะเป็เส้นกราฟเสียง... สิ่งที่ปรากฏขึ้นคือ ภาพใบหน้าของเธอคนนั้น ใบหน้าที่บวมช้ำจากการฆ่าตัวตาย กำลังยิ้มอย่างน่าสยดสยองตรงมาที่ทิวา!
ทิวากรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เขาทุบไปที่แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างแรงเพื่อให้ภาพนั้นหายไป แต่ไม่เป็ผล
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีมือที่เย็นเฉียบและแข็งกระด้าง... กำลังโอบกอดเขาจากด้านหลังอย่างแ่า!
กลิ่นดอกมะลิ ฉุนกึกแทรกเข้าสู่จมูกของเขา และเสียงกระซิบที่เยือกเย็นก็ดังขึ้นข้างหู...
“พี่ทิวา... สัญญากับหนูแล้วไม่ใช่เหรอ... ว่าเราจะตายในอ้อมกอดกันและกัน...”
*โปรดติดตามตอนต่อไป*