เมื่อหลี่ลั่วมาถึงวิทยาลัยด้วยความหงุดหงิดเขาก็พบว่าบรรยากาศในวันนี้คึกคักน้อยลงกว่าเมื่อก่อนอย่างมากใบหน้าของนักศึกษาหลายคนเต็มไปด้วยความท้อแท้ผิดหวัง
เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่คือคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการประลองเมื่อวาน
แต่มันก็ช่วยไม่ได้มีคนมีความสุขก็ย่อมต้องมีคนเศร้า การประลองเช่นนี้ เดิมทีก็จะค่อยๆคัดคนที่ไม่มีความสามารถออกไปอยู่แล้ว
“พี่ลั่วในที่สุดเจ้าก็มาเสียที”
ทันทีที่จ้าวคั่วเห็นหลี่ลั่วเขาก็รีบตรงเข้ามาหาแล้วกล่าวว่า “การประลองสองรอบของเจ้าวันนี้มีอยู่รอบหนึ่งที่ไม่ง่ายเลยนะ เป็นอวี๋ล่างจากตึกหนึ่ง จำได้ไหม?”
“อวี๋ล่าง?” หลี่ลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าคนผู้นี้มีชื่อเสียงพอสมควรในตึกหนึ่ง ความแข็งแกร่งมักจะอยู่ที่อันดับสิบกว่าๆของตึกหนึ่ง ว่ากันว่าเขามีอัตลักษณ์ลมระดับหกมีชื่อเสียงในด้านความรวดเร็วเป็นพิเศษ
“ตอนนี้เขาก้าวขึ้นสู่ระดับเจ็ดตราแล้วแข็งแกร่งกว่าเป้ยคุนมาก” จ้าวคั่วกล่าวด้วยสีหน้าตึงเครียดเล็กน้อย
“ระดับเจ็ดตรา...”หลี่ลั่วเดาะปากออกมา เป็นคู่ต่อสู้ที่ตึงมือกว่าเมื่อวานจริงๆแต่ก็น่าจะยังอยู่ในขอบเขตที่เขารับมือไหว
ดังนั้นเขาจึงตบไหล่ของจ้าวคั่วแล้วยิ้มกล่าว“ไม่ต้องห่วง ข้ามีความมั่นใจอยู่บ้าง”
เมื่อเห็นดังนั้นจ้าวคั่วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเขารู้จักนิสัยของหลี่ลั่วดี หากหลี่ลั่วรู้สึกว่าสู้ไม่ได้จริงๆเขาไม่มีทางฝืนตัวเองเด็ดขาด
แต่ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นก็มีนักศึกษาจากตึกสองคนหนึ่งเดินเข้ามาหาแล้วกล่าวเสียงเบาว่า “พี่ลั่วมีคนมาหาพี่ข้างนอก”
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อยแต่เขาก็ยังคงเดินออกไปจากนั้นก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ไว้ผมยาวดูไม่สนใจโลกยืนอยู่ใต้ร่มไม้
หลี่ลั่วจำอีกฝ่ายได้ในทันทีเขาคือคู่ต่อสู้ที่เขาจะได้พบในวันนี้ อวี๋ล่าง
“เจ้ามาหาข้า?” หลี่ลั่วยิ้มกล่าว
อวี๋ล่างปัดผมที่ปรกหน้าผากขึ้นจ้องมองหลี่ลั่วด้วยสายตาที่ล้ำลึกแล้วกล่าว “หลี่ลั่วไม่คิดเลยว่าหลังจากไม่ได้เจอกันนาน เจ้าจะกลับมาได้อีกครั้งสมกับเป็นบุรุษที่เคยครองอันดับหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิงจริงๆ”
หลี่ลั่วถอนหายใจออกมากล่าวไม่สบอารมณ์ว่า “เลิกพูดไร้สาระเถอะ”
อวี๋ล่างกล่าวอย่างไม่พอใจ“ไร้สาระตรงไหน?”
แต่สุดท้ายเขาก็เบะปากแล้วกล่าว“บ่ายนี้เจ้าจะได้เจอกับข้าซ่งอวิ๋นเฟิงเลยมาหาข้าแล้วยื่นข้อเสนอให้ข้าด้วยราคาไม่น้อยบอกให้ข้าพยายามทำให้เจ้าบาดเจ็บสาหัสในการประลองวันนี้”
หลี่ลั่วชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา“เจ้ามาบอกข้า? หรือว่าคิดจะจับปลาสองมือ?”
“เชอะถึงข้าอวี๋ล่างจะเสเพล แต่ก็มีขอบเขตของตัวเองเมื่อก่อนเจ้าเคยสอนวิชาอัตลักษณ์ให้ข้า ถือว่าข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าอยู่”อวี๋ล่างกล่าวอย่างดูแคลน
“ข้าแค่มาเตือนเจ้าเฉยๆตอนประลองกัน หากเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ข้าละก็ รีบลงจากเวทีไปซะ แต่ก็ไม่แน่เจ้าอาจจะเป็นเสือซ่อนเล็บก็ได้หากเป็นแบบนั้นข้าอาจจะกลายเป็นฝ่ายที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าแทนเช่นนั้นเจ้าก็ร่วมมือกับข้าหน่อย ทำให้ข้าตกรอบแบบ “บาดเจ็บสาหัส” แบบนี้ข้าก็ยังได้เงินค่าทำขวัญจากซ่งอวิ๋นเฟิงด้วยอีกต่อหนึ่งอย่างไรเสียเจ้านั่นก็หลอกง่าย ให้ราคาดีเสียด้วย”
“แล้วก็เรื่องหลังนี่ข้าแค่พูดไว้ก่อนเฉยๆข้าว่าคงไม่ได้ใช้หรอก หลี่ลั่ว เจ้าไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ข้าไม่ใช่คนที่ชอบสะดุดล้มเพราะขากางเกงตัวเองยาวเกินไปเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
แม้แต่หลี่ลั่วที่ควบคุมตัวเองได้ดีก็ยังรู้สึกเอือมระอากับการกระทำของอวี๋ล่างอย่างอดไม่ได้สุดท้ายเขาก็ได้แต่กล่าวอย่างจนใจ “เจ้านี่มันทำตัวน่ารำคาญจริงๆ”
“ดังนั้นข้าจะไปบอกครูที่ปรีกษา”
คราวนี้อวี๋ล่างถึงกับตาค้างด่าออกมาว่า “หลี่ลั่ว เจ้าเป็นเดรัจฉานหรือ! คิดว่าข้าหาเงินง่ายมากหรือไง? คุณชายอย่างเจ้าเคยเข้าใจความลำบากของพวกเราบ้างไหม?”
“ไสหัวไปเลย”
หลี่ลั่วนวดขมับไล่อีกฝ่ายไป ไม่ได้เจอกันตั้งนาน แต่เจ้านี่ก็ยังคงพิลึกพิลั่นเหมือนเดิม
อวี๋ล่างแค่นเสียงเย็นสะบัดผมยาวๆ บนบ่าก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างผ่าเผย
หลี่ลั่วมองตามหลังอีกฝ่ายไปก่อนจะโบกมือแล้วกล่าวว่า “ถึงแม้ข่าวนี้จะไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ก็ขอบคุณมาก”
ฝีเท้าของอวี๋ล่างชะงักลงก่อนจะมีเสียงฮึดังมา
“เจ้าเองก็ระวังตัวให้ดีเถอะ”
เมื่ออวี๋ล่างจากไปแล้วหลี่ลั่วถึงขมวดคิ้วขึ้นความเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ซ่งอวิ๋นเฟิงมีต่อเขามันชักจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วสาเหตุหลักๆ น่าจะเป็นเพราะหลี่ว์ชิงเอ๋อร์แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นเรื่องบาดหมางระหว่างตระกูลซ่งกับคฤหาสน์ลั่วหลานรวมอยู่ด้วยเหมือนกัน
“ทั้งๆที่ข้าพยายามเจียมตัวมากแล้วแท้ๆ...”
“ทำไมถึงยังจะมาหาเรื่องข้าอีก?”
...
การประลองในช่วงเช้านั้นราบรื่นมากไม่ได้มีอะไรน่าพูดถึง เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ถึงช่วงบ่ายซึ่งหลี่ลั่วก็ได้พบกับอวี๋ล่างจริงๆ
บนเวทีประลองผมยาวของอวี๋ล่างโบกสะบัดไปตามสายลมเขามองหลี่ลั่วที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าเย็นชาแล้วกล่าว “หลี่ลั่วการที่ได้พบกับข้า ถือเป็นโชคร้ายของเจ้า”
รอบๆเวทีประลองเต็มไปด้วยผู้ชม พวกเขาดูสนใจการประลองครั้งนี้มากเพราะนี่เป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งคนแรกที่หลี่ลั่วได้พบเจอ
กับอวี๋ล่างที่ชอบทำตัวเป็นจุดสนใจหลี่ลั่วได้แต่รู้สึกจนใจ เขาไม่อยากจะไปเล่นตามบทของอีกฝ่ายเพราะมันจะทำให้เขาดูสมองน้อยไปด้วย
ดังนั้นเขาจึงได้แต่รวบรวมพลังอัตลักษณ์อย่างเงียบงันพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินบริสุทธิ์ค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากร่างกายของเขาทำให้อากาศโดยรอบชื้นขึ้นเล็กน้อย
เมื่อผู้ดูแลประกาศเริ่มการประลองอวี๋ล่างที่เดิมทียังวางท่าอยู่ก็ระเบิดพลังอัตลักษณ์สีเขียวออกมาอย่างรุนแรงในพริบตานั้นราวกับมีเสียงลมกรรโชกเงาร่างของอวี๋ล่างพลันกลายเป็นเงาพุ่งเข้าใส่หลี่ลั่วราวกับประกายสายฟ้า
ความเร็วระดับนั้นแม้แต่หลี่ลั่วก็ยังต้องหรี่ตาลง ส่วนรอบๆเวทีประลองก็เต็มไปด้วยเสียงอุทานอย่างต่อเนื่องเห็นได้ชัดว่าความเร็วของอวี๋ล่างนั้นรวดเร็วมาก
เปรี้ยง!
หมัดที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีเขียวจางๆพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด ทำเอาหลี่ลั่วเบิกตาโต
เห็นได้ชัดว่าเมื่อลงมือแล้วอวี๋ล่างก็ไม่ได้ออมมือแม้แต่น้อย
หลี่ลั่วเปลี่ยนท่าจากกำหมัดเป็นแบฝ่ามืออย่างรวดเร็วยื่นออกไปด้านหน้าอย่างไม่ช้าไม่เร็ว พลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินทะลักออกมาราวกับก่อตัวเป็นม่านวารีอันแน่นหนา
หมัดสีเขียวกระแทกเข้ากับม่านนั้นจนเกิดระลอกคลื่นกระจายเป็นวงกว้าง
“ว้าว!”
เสียงร้องประหลาดดังขึ้นเงาร่างของอวี๋ล่างราวกับกลายเป็นภาพติดตาจำนวนมากเงาภาพติดต่อเหล่านั้นได้ปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวหลี่ลั่วพริบตานั้นเองทั้งหมัดและเท้าที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีเขียวได้กระหน่ำเข้าใส่พร้อมกับเสียงแหวกอากาศประหนึ่งว่าจะกลืนกินร่างของหลี่ลั่วไปทั้งตัว
เป็นการโจมตีที่ดุดันอำมหิตอย่างมาก
เมื่อเผชิญกับการโจมตีอันบ้าคลั่งของอวี๋ล่างหลี่ลั่วกลับตั้งรับอย่างเดียว ม่านวารีหลายชั้นเคลื่อนที่ไปตามมือของเขาปกป้องจุดสำคัญทั่วร่างกายเอาไว้
รอบๆเวทีประลองเมื่อผู้ชมเห็นภาพนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าหลี่ลั่วตั้งใจจะถ่วงเวลาการต่อสู้แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหลี่ลั่วมีอัตลักษณ์น้ำซึ่งพลังอัตลักษณ์น้ำมีคุณสมบัติในการป้องกัน ยิ่งต่อสู้นานเท่าใดก็ยิ่งเป็นผลดีกับตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
“หลี่ลั่วกำลังใช้‘เก้าคลื่นทะเลคราม’ วิชาอัตลักษณ์ระดับสูงของเขาอีกแล้ว”นักศึกษาที่สายตาเฉียบคมคนหนึ่งกล่าว
หลี่ลั่วเคยใช้เก้าคลื่นทะเลครามตอนประลองกับเป้ยคุนแล้วมันเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการต่อสู้แบบยืดเยื้อ เมื่อพลังของมันสะสมมากขึ้นเท่าใดการโจมตีโต้กลับก็จะยิ่งรุนแรงจนน่าตกใจมากขึ้นเท่านั้น
ทว่าความแข็งแกร่งของอวี๋ล่างนั้นเหนือกว่าเป้ยคุนการจะต้านทานการโจมตีที่รุนแรงราวกับพายุของอีกฝ่ายเอาไว้ คงไม่ใช่เรื่องง่าย
“ว้าว!”
และแล้วก็เป็นไปตามคาดเมื่ออวี๋ล่างร้องส่งเสียงร้องประหลาด เขาก็ประกบนิ้วสองข้างเข้าด้วยกันก่อนจะแทงออกไปอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วมีแสงสีเขียวถูกบีบอัดเอาไว้ราวกับกลายเป็นลำแสงสีเขียวเข้มส่องประกายวูบวาบ
“ดัชนีวายุ!”
ปลายนิ้วที่ราวกับมีลมพายุหมุนวนอยู่ได้เจาะทะลุเกราะป้องกันจากม่านวารีรอบตัวหลี่ลั่วไปโดยตรงก่อนจะพุ่งไปที่หน้าอกของหลี่ลั่วราวกับประกายสายฟ้า
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังและความเร็วที่แฝงอยู่ในปลายนิ้วของอีกฝ่ายหลี่ลั่วก็รู้ว่าไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทันแล้ว จึงสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ
“ฝ่ามือวารีอ่อน!”
หลี่ลั่วฟาดออกหนึ่งฝ่ามือปลดปล่อยพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินออกมาจากฝ่ามือ และในตอนที่กำลังจะสัมผัสกันนั้นนิ้วทั้งห้าของเขาก็พลันกางออก ปลายนิ้วสั่นสะเทือนเล็กน้อยเคลื่อนพลังอัตลักษณ์น้ำจนราวกับก่อตัวเป็นวังวนน้ำหลายชั้น
ส่วนแสงสีเขียวอันแหลมคมที่อยู่บนปลายนิ้วของอวี๋ล่างก็ถูกวังวนน้ำหลายชั้นพัวพันกัดกร่อนและสลายไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อดัชนีวายุของเขาผ่านทะลุวังวนน้ำหลายชั้นไปปะทะเข้ากับฝ่ามือของหลี่ลั่วพลังของมันก็ถูกสลายไปบางส่วนแล้ว
เปรี้ยง!
ฝ่ามือกับดัชนีปะทะกันพลังอัตลักษณ์ปะทะกันจนเกิดคลื่นอากาศกระจายเป็นวงกว้างทั้งหลี่ลั่วและอวี๋ล่างต่างก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนจนต้องถอยหลังออกไป
“หา!”
รอบๆเวทีประลองดังระงมไปด้วยเสียงอุทานสายตาตื่นตะลึงคู่แล้วคู่เล่าล้วนจับจ้องไปที่หลี่ลั่ว
เขาสามารถรับการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของอวี๋ล่างไว้ได้จริงๆหรือ?!
อวี๋ล่างเป็นถึงระดับเจ็ดตราเลยนะ!
อีกทั้งยังเป็นพลังอัตลักษณ์ลมอีกด้วยในด้านพลังโจมตีแล้ว เดิมทีมันก็แข็งแกร่งกว่าพลังอัตลักษณ์น้ำอยู่ระดับหนึ่ง
“การใช้วิชาอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วมันชำนาญเกินไปแล้วเขาใช้ ‘ฝ่ามือวารีอ่อน’ ได้ถูกจังหวะพอดี สลายการโจมตีของอวี๋ล่างได้ ร้ายกาจมากทั้งที่ฝ่ามือวารีอ่อนเป็นแค่วิชาอัตลักษณ์ระดับกลางแต่กลับสามารถรับมือกับดัชนีวายุที่เป็นถึงวิชาอัตลักษณ์ระดับสูงของอวี๋ล่างได้”ผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นคนหนึ่งกล่าวอธิบายพร้อมกับชื่นชม
“พลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วน่าจะเป็นระดับหกตราไม่ว่าจะมองจากมุมไหนเขาก็ถือว่าด้อยกว่าอวี๋ล่างแต่กลับสามารถยื้ออวี๋ล่างเอาไว้ได้นานขนาดนี้...”
“สมกับเป็นผู้ที่เก่งวิชาอัตลักษณ์มากที่สุดในวิทยาลัยหนานเฟิงจริงๆ”
“...”
ท่ามกลางเสียงชื่นชมมากมายอวี๋ล่างที่อยู่บนเวทีก็ได้แต่เดาะปากสายตาที่จ้องมองหลี่ลั่วก็ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น ในการปะทะกันเมื่อครู่เขาไม่ได้เปรียบเลยแม้แต่น้อย มันแตกต่างจากที่เขาจินตนาการเอาไว้อย่างสิ้นเชิง
“เจ้าบ้านี่มันยังเป็นปีศาจเหมือนเดิมจริงๆ ด้วย”
เดิมทีอวี๋ล่างยังคิดจะออมมือให้อยู่บ้างแต่พอได้สู้กันจริงๆ แล้วถึงได้พบว่า ตัวเองไม่มีสิทธิ์จะไปออมมือให้อีกฝ่ายได้เลย
แต่แบบนี้ก็ดีหลี่ลั่วแบบนี้ต่างหากถึงจะน่าสนใจ!
แววตาของอวี๋ล่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นในวินาทีต่อมา เขาก็ระเบิดพลังอัตลักษณ์สีเขียวออกมาอย่างรุนแรงเงาร่างของเขาก็พุ่งออกไปราวกับสายลม เร่งความเร็วถึงขีดสุดทันที
แต่ในตอนที่เขาเร่งความเร็วถึงขีดสุดอยู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองเสียสมดุลไปเล็กน้อยร่างกายของเขาลอยขึ้นไปกลางอากาศอย่างไม่ทราบสาเหตุ
สีหน้าของอวี๋ล่างเปลี่ยนไปอย่างมากเขาก้มลงมองด้วยความตกใจจากนั้นก็เห็นว่าตรงข้อเท้าทั้งสองข้างของเขามีพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินจางๆพันธนาการเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
พลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินนั้นราวกับอสรพิษวารีรัดข้อเท้าทั้งสองข้างของเขาเอาไว้ และเพราะแบบนี้เองตอนที่เขาเร่งความเร็วถึงขีดสุด ร่างกายเขาถึงได้เสียสมดุล
“นี่มัน...”
รูม่านตาของอวี๋ล่างหดเล็กลง
หลี่ลั่วที่อยู่ตรงหน้ามองอวี๋ล่างที่เสียสมดุลจนลอยเข้าไปหาเผยยิ้มออกมา “วิชาอัตลักษณ์ระดับล่าง อสรพิษวารี”
“อวี๋ล่างเจ้าประมาทเกินไป”
ขณะที่เอ่ยพูดหลี่ลั่วก็ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ยื่นฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปพลังอัตลักษณ์น้ำทะลักออกมา ขณะเดียวกันก็ราวกับเสียงคลื่นซัดสาดดังออกมาด้วย
“ถึงแม้ตอนนี้เจ้าจะไม่สะดุดกางเกงตัวเองจนล้มแล้วแต่เจ้าก็ยังสะดุดอสรพิษวารีของข้าจนล้มอยู่ดี”
เสียงของหลี่ลั่วดังขึ้นฝ่ามือทั้งสองก็ได้ฟาดเข้าที่หน้าอกของอวี๋ล่างโดยตรง
“เวรเอ๊ยหลี่ลั่ว เจ้าเล่นตุกติก!” อวี๋ล่างสบถด่าออกมา
ตูม!
ระหว่างสบถด่าร่างของเขาก็ถูกซัดลอยออกไปแล้ว กระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรง
และในตอนที่เขาล้มลงพื้นไปนั้นก็ได้มีเลือดพุ่งออกมาจากปากของอวี๋ล่างเป็นทางยาวกว่าสามจ้างเลือดจำนวนมากไหลทะลักออกมาจากใต้เสื้อผ้าของเขาเปลี่ยนเขาเป็นมนุษย์โลหิตไปในพริบตา ทำเอาผู้ชมรอบข้างแตกตื่นไปทันที
หลี่ลั่วที่อยู่บนเวทีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยปริมาณเลือดขนาดนี้มันออกจะเยอะเกินเหตุไปหน่อยแล้วเจ้าบ้านี่มันคิดจะรีดไถเงินก้อนโตจากซ่งอวิ๋นเฟิงแล้วลาออกเลยหรือไง?