บทที่ 7 อัจฉริยะที่ถูกทอดทิ้ง
ในยามค่ำคืนที่มืดมิดของเมืองหย่งหนิง ลมหนาวจากเทือกเขารอบเมืองพัดโชยมาอย่างแ่เบา แต่กลับนำพาความเย็นะเืที่แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก ลานฝึกตนเล็ก ๆ ในเขตสาขารองของตระกูลเฉา ยังคงเป็สถานที่ที่ทรุดโทรมและถูกทอดทิ้งมานานหลายปี
พื้นดินที่เคยเรียบเนียนบัดนี้เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวราวกับแผ่นดินที่ถูกแผ่นดินไหวย่ำยี วัชพืชขึ้นรกชัฏปกคลุมไปทั่วบริเวณ คล้ายกับส่วนหนึ่งของตระกูลที่ถูกมองข้ามและลืมเลือนไปตามกาลเวลา เรือนหลังเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านข้างลานนั้น ผนังไม้สนสีเข้มเคยสง่างามบัดนี้เต็มไปด้วยคราบฝุ่นหนาและรอยแตกลายงา
หลังคากระเบื้องแตกร้าวถูกเถาวัลย์แห้งกร้านพันคลุมราวกับเครือข่ายแห่งความสิ้นหวังที่ค่อย ๆ รัดรึงทุกอย่างเอาไว้ โคมไฟทองสัมฤทธิ์ที่ห้อยจากชายคาแผ่แสงสลัวจาง ๆ ส่องสว่างเพียงพอให้เห็นเงาร่างเลือนรางของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังฝึกวรยุทธพื้นฐานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เด็กหนุ่มผู้นั้นชื่อเฉาิ อายุเพียงสิบหกปี แต่รูปร่างของเขากลับดูแก่กว่าวัยเพียงเล็กน้อยจากการฝึกฝนที่หนักหน่วงและชีวิตที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก
เขามีรูปร่างสูงเพรียวแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งที่ถูกหลอมจากความอดทน ไหล่กว้างพอสมควรแต่ไม่บึกบึนเกินไป ราวกับถูกแกะสลักให้เหมาะสมกับการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว เอวคอดและขาเรียวยาวที่บ่งบอกถึงความว่องไวสูง ผิวพรรณขาวซีดแต่ไม่ซีดเซียวราวป่วยไข้ หากแต่เป็สีผิวที่ถูกปกปิดจากแสงแดดเพราะเขาชอบฝึกตนในยามค่ำคืนเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาของผู้คน
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับแกะสลักจากหยกชั้นดี คิ้วหนาตรงที่ขมวดมุ่นขณะมุ่งมั่น ดวงตาสีดำสนิทดุจหมึกชั้นดีฉายแววเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นที่ยากจะสั่นคลอน จมูกโด่งตรงที่ชุ่มเหงื่อ ริมฝีปากบางเม้มแน่นขณะออกหมัดแต่ละครั้ง เส้นผมสีดำยาวสลวยสยายลงถึงไหล่ ปลิวไสวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ท่วงท่าฝ่ามือแต่ละครั้งมั่นคงและหนักแน่นเกินวัย แม้จะสวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน แต่กลับให้ความรู้สึกสง่างามราวนักรบที่ถูกทอดทิ้งในสมรภูมิร้าง
ที่โดดเด่นที่สุดคือบริเวณมือขวาของเขา ซึ่งสวมแหวนวงหนึ่งรูปลักษณ์เรียบง่ายราวกับของเก่าที่ผ่านกาลเวลามานับพันปี ตัวแหวนทำจากโลหะสีเงินหมองคล้ำ ไม่มีลวดลายวิจิตรหรืออัญมณีประดับ หากแต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายลึกลับที่ยากจะอธิบาย แหวนวงนี้ดูไม่เข้ากับรูปร่างเยาว์วัยของเด็กหนุ่มเลยแม้แต่น้อย ราวกับเป็สมบัติล้ำค่าที่ถูกซ่อนเร้นไว้ในความธรรมดา ขณะที่เด็กหนุ่มออกหมัด แหวนนั้นสั่นะเืเบา ๆ ราวกับมีพลังอะไรบางอย่างแฝงอยู่ภายใน แต่เ้าตัวกลับไม่รู้สึกตัว หรือบางทีอาจรู้แต่เลือกที่จะเพิกเฉยเพราะมุ่งมั่นกับการฝึกฝนมากเกินไป
เฉาิเคลื่อนไหวร่างกายอย่างราบรื่น หมัดแต่ละหมัดแผ่พลังปราณเลี่ยนชี่ขั้นเก้า่ปลายออกมา แม้จะเป็เพียงระดับต่ำ แต่ด้วยความขยันและพร์ที่ซ่อนเร้น การเคลื่อนไหวของเขากลับมีพลังซ่อนเร้นที่ทำให้อากาศรอบกายสั่นไหวเบา ๆ เหงื่อไหลอาบกายแต่เขากลับไม่หยุดพัก ราวกับว่าการฝึกฝนนี้คือหนทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากความมืดมิดที่ปกคลุมชีวิตเขา
ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำแต่แ่เบาดังขึ้นในห้วงจิติญญาของเฉาิ ราวกับลมกระซิบจากส่วนลึกของจิตใจ
“เด็กน้อย... มีผู้ฝึกตนระดับจินตันแอบมองเ้าอยู่... ระวังตัวด้วย”
เฉาิชะงักหมัดกลางคัน ร่างกายแข็งทื่อทันที ดวงตาคมกริบหันมองรอบกายอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เห็นใครแม้แต่เงา ใจของเขาเต้นแรงขึ้น ความกังวลแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายราวกับน้ำแข็งที่ไหลเวียนในเส้นเื เขาขมวดคิ้วแน่น ริมฝีปากเม้มจนเป็เส้นตรง แววตาแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
‘ผู้าุโเหยา... ท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ? ผู้ฝึกตนระดับจินตัน? ในเมืองหย่งหนิงแห่งนี้... ไม่เคยปรากฏยอดฝีมือระดับนี้มานานเกือบห้าร้อยปีแล้วมิใช่หรือ?’ เฉาิถามในใจ น้ำเสียงในห้วงจิตสั่นเล็กน้อย
เสียงของผู้าุโชราในแหวน หรือที่เฉาิเรียกว่า ‘เหยาหวัง’ ดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงแหบพร่าแต่แฝงไว้ด้วยความสุขุมลุ่มลึกราวกับผ่านกาลเวลามานับพันปี “ข้าััได้ถึงพลังปราณที่หนาแน่นและบริสุทธิ์จากอีกฝ่าย... มันคือระดับจินตันแน่นอน แต่ข้าไม่รู้สึกถึงเจตนาร้ายใด ๆ เขาเพียงเฝ้ามองเ้าเท่านั้น ราวกับกำลังประเมินอะไรบางอย่าง... ระวังตัวไว้เถิด เด็กน้อย โลกนี้กว้างใหญ่ ผู้ฝึกตนระดับนี้ย่อมมีจุดประสงค์ที่ลึกซึ้งเสมอ”
เฉาิกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึก เขารู้ดีว่าตระกูลเฉาในยามนี้กำลังเผชิญวิกฤตหนักหน่วงเพียงใด การถูกตระกูลหูและพันธมิตรรุมกดขี่ ทรัพยากรหดหาย ลูกหลานสาขาย่อยถูกปลดออกไปจำนวนมาก หากมีผู้ฝึกตนระดับจินตันโผล่มาในเวลานี้... มันอาจเป็โอกาสหรือภัยพิบัติก็ได้ ถ้าก้าวพลาดเพียงเล็กน้อย ชีวิตนับพันของคนในตระกูลอาจสูญสิ้นสลายหายไปในประวัติศาสตร์ได้ในชั่วพริบตาเดียว
เหยาหวังผู้นี้เพิ่งตื่นจากการหลับใหลนับพันปีเมื่อสามเดือนก่อน เื่ราวย้อนไปเมื่อหลายปีที่แล้ว เฉาิเคยเป็อัจฉริยะฟ้าประทานของตระกูลเฉา สาขารองที่ถูกยกย่องว่ามีพร์สูงสุดในรุ่น ด้วยรากิญญาเดี่ยวธาตุไฟที่นับสิบปีจะมีสักครั้ง เขาใกล้จะทะลวงเข้าขั้นจูจี้ในวัยเพียงสิบสามปี ซึ่งถือเป็อัจฉริยะที่หายากยิ่งในเมืองหย่งหนิงแห่งนี้ ชื่อเสียงของเขาดังกระหึ่มไปทั่วตระกูล ลูกหลานสายตรงหลายคนยังต้องอิจฉาในพร์ที่ฟ้าประทานให้ แต่แล้วจู่ ๆ พลังปราณของเขากลับถดถอยลงอย่างเชื่องช้าอย่างลึกลับ จากเลี่ยนชี่ขั้นสูงสุดที่ใกล้ทะลวงจูจี้ กลายเป็เลี่ยนชี่ขั้นหนึ่งในเวลาไม่กี่เดือน จากอัจฉริยะที่ทุกคนยกย่อง กลายเป็ขยะไร้ค่าที่ไม่มีใครเหลียวแล แม้แต่ญาติในสาขารองยังหันหลังให้เขา ปล่อยให้เขาอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวในคฤหาสน์เก่าแก่แห่งนี้
แต่ความจริงแล้ว การถดถอยนั้นเกิดจากเหยาหวัง ิญญาที่หลงเหลืออยู่ในแหวนโบราณที่เฉาิพบโดยบังเอิญในป่ารอบเมืองเมื่อตอนเด็ก แหวนนั้นดูดซับพลังปราณจากร่างกายเขาเพื่อฟื้นฟูตัวเองโดยไม่รู้ตัว
จนกระทั่งสามเดือนก่อน เหยาหวังตื่นขึ้นมาเต็มตัว และกล่าวขอโทษเด็กหนุ่มด้วยความรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง เขาเล่าว่าตนคือผู้ฝึกตนระดับเหอถี่ในอดีตที่ถูกศัตรูทำลายร่างกายจนดวงจิตแตกซ่าน เหลือเพียงเศษเสี้ยวิญญาหลงเหลือในแหวนนี้ เหยาหวังเห็นศักยภาพในตัวเฉาิที่ลึกซึ้งยิ่ง
จึงรับเขาเป็ศิษย์และเริ่มสอนเคล็ดวิชาล้ำค่าที่หายากยิ่งในอาณาจักรเทียนเหอ ด้วยการชี้แนะของเหยาหวัง พลังปราณของเฉาิฟื้นคืนอย่างรวดเร็ว จากเลี่ยนชี่ขั้นหนึ่งทะลวงขึ้นมาถึงขั้นเก้า่ปลายในเวลาเพียงสามเดือน ทำให้เหยาหวังตื่นเต้นกับอนาคตของเด็กหนุ่มผู้นี้ยิ่งนัก
เหยาหวังกล่าวว่าเฉาิมีพร์ที่สามารถทะลวงสู่ระดับบนปลายยอดของมหาพิภพได้ หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม…
เฉาิได้แต่ฟังคำเตือนของเหยาหวังในใจ เขาฝึกต่อไปอย่างไม่สะดุด หมัดแต่ละหมัดยังคงหนักแน่น แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เขารู้ดีว่าผู้ฝึกตนระดับจินตันสามารถสังหารเขาได้ในชั่วพริบตาเดียว หากอีกฝ่ายมีเจตนาร้ายจริง ๆ แม้แต่เหยาหวังที่เป็เพียงเศษเสี้ยวิญญาก็อาจไม่ช่วยอะไรได้มากนัก
‘ผู้าุโเหยา... ท่านคิดว่าเขามีจุดประสงค์อะไรขอรับ? ทำไมถึงเฝ้ามองข้าอยู่อย่างนี้?’ เฉาิถามในใจ ขณะที่ร่างกายยังเคลื่อนไหวต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เหยาหวังตอบแ่เบา “ข้าไม่รู้... แต่พลังปราณของเขาบริสุทธิ์และมั่นคงยิ่งนัก ราวกับเพิ่งทะลวงขั้นจินตันมาไม่นาน... ในเมืองหย่งหนิงแห่งนี้ ไม่มีใครทะลวงระดับนี้มานานแล้ว เขาอาจเป็ยอดฝีมือลึกลับจากภายนอก หรือ... บางทีอาจเกี่ยวข้องกับตระกูลเฉา เ้าอย่าวิตกเกินไปนัก ข้าจะเตรียมพลังิญญาไว้ หากเขาลงมือจริง ข้าจะช่วยเ้าหนีให้ได้…”
เฉาิพยักหน้ารับในใจ แต่ร่างกายยังคงฝึกต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง หมัดที่สามสิบหกพุ่งออกไปราวกับสายฟ้า พลังปราณธาตุไฟแผ่ซ่านออกมาเบา ๆ ทำให้อากาศรอบกายร้อนผ่าว แต่ในใจของเขาเต็มไปด้วยความกังวล หากผู้ฝึกตนระดับจินตันผู้นี้มาด้วยเจตนาร้ายจริง ตระกูลเฉาที่กำลังวิกฤตอาจถูกถล่มในคืนนี้ก็เป็ได้ เขาเคยเห็นความทุกข์ยากของตระกูลมาแล้ว แม้จะถูกมองว่าเป็ขยะ แต่เขายังคงรักตระกูลเฉาในฐานะบ้านเกิดของตน
ทันใดนั้น อากาศเื้ัของเฉาิสั่นไหวเบา ๆ ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นราวกับเงาภูติผีที่หลุดออกมาจากความมืดมิด เฉาิสะดุ้งสุดตัว ร่างกายหันขวับหมัดที่สามสิบเจ็ดพุ่งออกไปโดยสัญชาตญาณ แต่หมัดนั้นถูกหยุดกลางอากาศราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นจับไว้
“ไม่ต้องต่อสู้หรอกเด็กน้อย... ข้าไม่มีเจตนาร้าย”
เสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงพลังดังขึ้น เฉาิหันไปมอง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็ตกตะลึงทันที รูปลักษณ์ของผู้มาใหม่งดงามราวกับเซียนบนฟ้า อาภรณ์ขาวสะอาดไร้ที่ติ เส้นผมยาวสลวยสีดำสยายลงถึงเอว ใบหน้าไร้ที่ติ ดวงตาใสกระจางดุจหยกแก้วแต่แฝงพลังลึกล้ำเกินหยั่งถึง เฉาิตาพร่าไปพักใหญ่ สติที่เคยมุ่งมั่นกลับสั่นคลอนชั่วขณะ ก่อนจะตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความระแวดระวังยิ่งกว่าเดิม
“ท่าน... ท่านเป็ใคร? เหตุใดจึงแอบมองข้าอยู่อย่างนี้?” เฉาิถามเสียงต่ำ มือขวาที่สวมแหวนโบราณกำแน่น พลังปราณในกายไหลเวียนอย่างรวดเร็ว พร้อมรับมือทุกเมื่อ
เฉาหลินหยวนมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ส่ายหน้าช้า ๆ ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่อบอุ่นแต่แฝงความเศร้าเล็กน้อย “ไม่ต้องระแวดระวังเตรียมต่อสู้หรอก... เ้าไม่รู้จักข้าย่อมเป็เื่ปกติ...”
เขาหยุดชั่วครู่ ก้าวเข้าใกล้ช้า ๆ ราวกับไม่กลัวการโจมตีใด ๆ พลังปราณจินตันแผ่ซ่านออกมาเบา ๆ ทำให้อากาศรอบกายอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย
ในห้วงจิติญญาของเฉาิ เหยาหวังเตือนเสียงเครียด “เด็กน้อย... อีกฝ่ายเข้าใกล้แล้ว ข้าััเจตนาไม่ได้จริง ๆ เตรียมตัวไว้ หากเขาลงมือ ข้าจะใช้พลังิญญาที่เหลือช่วยเ้าหนี!”
เฉาิพยักหน้ารับในใจ แต่ภายนอกยังคงยืนนิ่ง จ้องมองผู้มาใหม่ที่ก้าวเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น
เฉาหลินหยวนยืนห่างจากเด็กหนุ่มเพียงสามก้าว มองตรงเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย
“ข้าคือ... ประมุขตระกูลเฉา เฉาหลินหยวน”
คำพูดนั้นดังก้องในลานฝึกตนที่เงียบสงบ ทำให้เฉาิตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม ร่างกายสั่นเทา หัวใจเต้นรัวราวกับจะทะลักออกจากอก
“ประ... ประมุขตระกูล? แต่... ท่านปิดด่านมานานหลายสิบปีแล้ว... และข่าวลือบอกว่าท่านอาจล้มเหลวหรือจิตแตกดับไปแล้ว...”
เฉาหลินหยวนหัวเราะเบา ๆ เสียงทุ้มนุ่มดังก้อง “ข่าวลือก็คือข่าวลือ... ข้าบรรลุสำเร็จแล้ว และกลับมาเพื่อฟื้นฟูตระกูลเฉาให้กลับสู่จุดสูงสุด... และเ้า เฉาิ... เ้าคือส่วนสำคัญยิ่งในตระกูล”
เฉาิยังคงระแวดระวัง แต่ในใจเริ่มคลายลงเล็กน้อย เพราะพลังปราณที่แผ่ซ่านจากร่างของอีกฝ่ายให้ความรู้สึกคุ้นเคยราวกับสายเืเดียวกัน
เหยาหวังในแหวนยังคงเงียบ แต่เตรียมพลังิญญาไว้ทุกเมื่อ รอคอยการเคลื่อนไหวต่อไปของประมุขตระกูลผู้นี้
การพบกันในยามค่ำคืนนี้... คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตระกูลเฉา
และเฉาิ เด็กหนุ่มที่ถูกทอดทิ้ง... กำลังจะก้าวขึ้นสู่เวทีที่ยิ่งใหญ่กลายเป็ผู้มีอิทธิพลในมหาพิภพ