> เฟิร์ส
ตอนนั้นเราเรียนชั้นปีที่หนึ่ง ผมเรียนเภสัช ซึ่งคณะตั้งอยู่ฝั่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ฟ่างเรียนมนุษย์อิงค์ฝั่งในมอ ทั้งสองฝั่งมีย่านการค้าขนาดใหญ่กั้นอยู่
ปกติทั้งสองฝั่งมิใคร่ไปมาหาสู่กันเพราะต่างคนต่างเรียน รวมถึงมีหอพักในโซนของตน จึงไม่จำเป็ต้องข้ามไปอีกฟาก ยกเว้นตั้งใจไปหากันจริง ๆ
และในวันนั้น ผมตั้งใจไปหามัน
หลังจากโดนไอ้แรก ไอ้อี กดดันทุกวัน ผมตัดสินใจไปบอกฟ่างว่าชอบ ใช่ครับ ผมชอบมัน และน่าจะชอบมาั้แ่เรียนมัธยม ทีแรกคิดว่าความใกล้ชิดทำให้ผมรู้สึกแปลก ๆ หากแยกย้ายไปเรียนคนละคณะ ความรู้สึกนี้คงจางหายไปเอง
“ใกล้ชิดพ่อง ทีกูกับไอ้อีก็โคตรใกล้ชิดกับมึง ไม่เห็นมึงรู้สึกแบบนี้นี่ อย่าว่าแต่กูใกล้ชิดกับมึงมาั้แ่เกิด กูก็ไม่ได้อยากจูบมึงนะ”
ไอ้แรกพูดถูกครับ ผมกับพวกมันกินนอนด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน กอดรัดฟัดเหวี่ยงแบบไม่ต้องนับ แต่ใจผมก็ไม่เคยเต้นแรงยามอยู่ใกล้ หรือคิดถึงเวลาไม่ได้เจอหน้า อีกทั้งผมไม่เคยนึกอยากจูบพวกมันทั้งสอง เช่นเดียวกับที่พวกมันจะทำหน้าสยอง เมื่อบังเกิดมีการเอาหน้าเข้าใกล้ระยะประชิด
กลับจากล่องแพกับฟ่าง ไอ้สองตัวนี้สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น ผมเงียบและเหม่อ แค่สัปดาห์เดียว ผมทำหลอดทดลองแตกสองหลอด ผสมสารเคมีผิดตัว และถอยหลังชนต้นไม้ในแล็บสมุนไพรล้มทั้งแผง
พวกมันจับผมมาคาดคั้น ไอ้อีลงทุนจะเลี้ยงชาบูสามวันติด ไอ้แรกสาบานจะซักถุงเท้าให้หนึ่งเดือน ยังไม่รวมสารพัดสิ่งซึ่งพวกมันสรรหามาหลอกล่อ มายอมกันตรงที่ไอ้แรกขู่จะร้องไห้ไปฟ้องแม่ผมว่าผมสิ้นรักมันแล้ว ข้อนี้ต้องยอมครับ ี้เีฟังแม่ร่ายยาวถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างครอบครัว
“กูไปล่องแพกับไอ้ฟ่างมา แล้วแพเสือกพุ่งชนโขดหิน กูตกน้ำ ไอ้ฟ่างช่วยกูขึ้นมา แล้วมันก็จูบกู สั้น ๆ จบ”
“ยะ ยังไงนะมึง แบบ แบบ ผะ ผายปอดอะไรงี้เหรอ”
ไอ้แรกเบิกตาโพลงโพล่งถาม ส่วนไอ้อีผู้เ็าอดขมวดคิ้วมิได้ จากนั้นก็เกาหัวจนผมยุ่งกระเซิง แต่นั่นก็ไม่ทำให้ออร่าความหล่อระดับเดือนมหาวิทยาลัยของมันหม่นหมอง เกลียดชะมัด
หลังจากนั้นพวกมันก็ลากผมมายืนเก้ ๆ กัง ๆ หน้าตึกมนุษย์อิงค์
เมื่อถามไถ่ได้ความว่ามีคนเห็นฟ่างบริเวณห้องสมุดชั้นสอง ไอ้สองตัวนั่นก็ไล่ผมขึ้นไปสารภาพความในใจ โดยพวกมันจะนั่งส่องสาว ๆ คณะมนุษยศาสตร์ที่ขึ้นชื่อว่างามจัดจ้านในย่านนี้ที่ร้านกาแฟด้านล่างตึก ผมแน่ใจว่าที่พวกมันเ้ากี้เ้าการขับรถพาผมมามิใช่เพราะห่วงใยใหญ่โต แต่เหตุผลจริงจังของพวกมันคือ หนึ่ง อยากเสือก และสอง มาดูสาว ๆ
ผมขึ้นบันไดไปชั้นสอง ก่อนจะพ้นบันไดขั้นสุดท้ายก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยคุยกับใครสักคนที่ระเบียงหน้าห้องสมุด
พวกเขามิได้พูดคุยเสียงดัง แต่ตำแหน่งที่ผมยืนมีแต่มุมตึกกั้นอยู่ ผมจึงได้ยินบทสนทนาชัดเจน
ฟ่างหันหลังให้บันได ส่วนสาวน้อยอีกคนนั้นไม่รู้จักผม เธอจึงมิได้ให้ความสำคัญกับบุรุษแปลกหน้าที่โผล่หัวออกมาและผลุบหายไปตรงหัวมุม
“เราขอบคุณนะนานะที่รู้สึกดี ๆ กับเรา แต่เราคงคบกับนานะไม่ได้เพราะนานะคือเพื่อนของเรา สำหรับเราแล้ว มิตรภาพระหว่างเพื่อนมันสำคัญมาก ถ้าเราคบกันแล้ววันนึงมีเื่ให้เลิกรา เราคงกลับมาเป็เพื่อนที่สนิทใจเหมือนเดิมไม่ได้ กับคนที่เป็เพื่อน เราจะไม่คบเป็แฟน แต่กับคนที่เราชอบ เราจะไม่คบเค้าแบบเพื่อนั้แ่แรก แม้ว่าเค้าจะวางเราไว้ตรงไหนของชีวิต เค้าก็จะเป็คนสำคัญแบบนั้นของเราตลอดไป เราขอโทษนะนานะ”
ผมหมุนตัว กลับหลังหันกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็ว
บทสนทนาเสมือนเจาะจงพูดกับผม ผมคงเป็เพื่อนคนสำคัญสินะ
หลังจากจูบกัน เราสองคนเอาแต่นิ่งเงียบตลอดการเดินทางกลับ ฟ่างขับรถมาส่งผมถึงบ้าน ผมไม่ได้บอกลาก่อนเข้าบ้านเช่นทุกครั้ง เพียงเดินเข้าบ้านเงียบ ๆ ส่วนฟ่างเองก็เพียงไขกระจกลงมามองแต่มิได้เอ่ยอะไร คงเป็ความรู้สึกผิดสินะที่ทำอะไรโดยไม่ตั้งใจ และลำบากใจเมื่อจะต้องขอโทษ
ตลอดสัปดาห์เราไม่ได้คุยกันอีกเลย ไม่ได้โทร ไม่ได้ส่งข้อความ เหมือนไม่เคยมีกันอยู่ในชีวิต
หัวใจที่เ็ปบอกผมว่าเราคงเป็เหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ผมรู้สึกกับเขามากขึ้นทุกที หากเจอหน้ากันอีกผมคงซ่อนความรู้สึกไม่ได้ และจะเ็ปแค่ไหน หากต้องเห็นเขากับคนสำคัญคนนั้นที่เขาพูดถึง
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาเราไม่เคยพบกันอีก
©©©