เสียงระฆังของจวินเหิงหย่วนดังกังวานท่ามกลางราตรี ขณะที่แสงไฟในห้องพักของเหล่าศิษย์ค่อยๆ ดับลงทีละดวง เหลือเพียงแสงจันทร์ที่ทอดผ่านแนวอาราม ลอยเด่นอยู่เหนือผืนฟ้า
โยวหงยืนอยู่บนชายหลังคาของทางเดินทอดยาว สายตาทอดผ่านอารามต่างๆ ก่อนหยุดลงที่ประตูมิติของอารามสำนึกตน ปีกสีดำค่อยๆ กางออกจากใต้ชุดขาว เส้นผมสีแดงปลิวไหวไปตามสายลมยามค่ำคืน ขณะที่ดวงตาสีแดงเข้มจับจ้องเบื้องหน้าอย่างแน่วแน่
นางสูดลมหายใจลึก ก่อนพึมพำเบา ๆ ราวกับกล่าวกับตนเอง
“ข้าจะกลับมารับโทษภายหลัง”
ปลายเท้าค่อย ๆ ขยับเตรียมทะยานออกไป แต่ยังไม่ทันได้เคลื่อนไหว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากเงามืดใต้ต้นไม้โบราณสองต้นริมทาง
“เ้าจะไปโดยไม่บอกพวกเราหรือ”
โยวหงชะงัก ก่อนเห็นเยว่เสวี่ยหลิงก้าวออกมาพร้อมกระบี่ในมือ แสงจันทร์ทอดจับใบหน้าของนางเป็ประกายจาง ๆ ขณะที่ฉิงอีเดินออกมายืนเคียงข้าง พลางม้วนปอยผมเล่นแล้วส่งยิ้มให้
“หากจะไป ก็ต้องไปด้วยกันสิ”
คำพูดนั้นทำให้หยางเสวี่ยอิน ซุนหยุนฟง เหยียนซาน และคนอื่น ๆ ต่างพยักหน้าโดยพร้อมเพรียง
ความตื้นตันเอ่อล้นขึ้นในดวงตาของโยวหง นางรีบวิ่งเข้าไปกอดเยว่เสวี่ยหลิงกับฉิงอีแน่น ปีกสีดำกระพือเบา ๆ อย่างควบคุมไม่อยู่ ทว่าในจังหวะนั้นเอง หยางเสวี่ยอินกลับยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ
เสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากบันไดพิสูจน์ตน
ทุกคนรีบหลบหลังต้นไม้โบราณทันที ก่อนชะโงกมองผ่านเงาใบไม้ เห็นศิษย์พี่ลาดตระเวนสี่คนถือโคมไฟและอาวุธเดินตรวจตราอยู่บริเวณนั้นครู่หนึ่ง โชคดีที่ไม่มีผู้ใดถูกพบเห็น
เมื่อกลุ่มลาดตระเวนเดินผ่านไป ซุนหยุนฟงจึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก
“เกือบถูกจับได้แล้ว”
เขาหันมองทุกคนก่อนกล่าวต่อ
“หากจะไป พวกเราต้องรีบออกเดินทาง ก่อนฟ้าสางต้องกลับมาถึงจวินเหิงหย่วนให้ได้”
ทุกคนสบตากันเพียงครู่เดียว ก่อนพยักหน้าโดยไม่จำเป็ต้องเอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม เพราะต่างรู้ดีว่า คืนนี้ไม่มีใครยอมปล่อยให้โยวหงเผชิญทุกอย่างเพียงลำพังอีกแล้ว
แสงจันทร์ทอดตัวเหนือหมู่บ้านเชิงเขาเทียนซาน ร้านค้าบางแห่งยังเปิดรับผู้คนยามดึก ขณะที่อีกหลายร้านปิดประตูแล้ว เหลือเพียงโคมไฟหน้าบ้านและหน้าร้านที่ส่องแสงสลัวท่ามกลางความเงียบ
เงาร่างทั้งแปดเคลื่อนไหวผ่านตรอกและมุมอับอย่างรวดเร็วราวเงา ลัดเลาะจากจุดหนึ่งสู่อีกจุดหนึ่งโดยหลีกเลี่ยงสายตาผู้คนตลอดทาง กระทั่งมาหยุดอยู่ในซอกแคบใกล้ทางแยกด้านตะวันตกของหมู่บ้าน เบื้องหน้าไม่ไกลยังมีผู้คนขนส่งสินค้าไปมาบนเส้นทางซึ่งมุ่งสู่ท่าเรือเทียนซาน
ทุกคนสบตากันเพียงครู่ ก่อนะโขึ้นสู่ยอดไม้ แล้วเคลื่อนตัวต่อไปตามแนวหลังคาอย่างเบาหวิว ไม่นานนักก็เดินทางมาถึงทางเข้าป่าสามภพ
ทั้งหมดหันกลับไปมองทางแยกที่เพิ่งผ่านมาครั้งสุดท้าย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น จึงมุ่งลึกเข้าไปในความมืดของผืนป่า
เมฆสีเทาค่อย ๆ เคลื่อนผ่านบดบังดวงจันทร์ เหลือเพียงแสงเลือนรางที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำของแม่น้ำสามภพซึ่งทอดยาวอยู่เบื้องหน้า สายน้ำไหลเชี่ยวจากขวาไปซ้าย กระแทกโขดหินจนเกิดเสียงก้องไม่ขาดสาย กลางลำน้ำมีทางหินโบราณซึ่งสร้างขึ้นั้แ่หลายพันปีก่อนทอดยาวข้ามฝั่ง ทว่าระดับน้ำในค่ำคืนนี้สูงขึ้นจนท่วมเหนือเข่า พร้อมจะพัดผู้ใดก็ตามที่พลาดพลั้งให้หายไปกับกระแสน้ำ
หยางเสวี่ยอินกำขลุ่ยเหมันต์แน่น พลางจ้องเส้นทางเบื้องหน้า
“ต้องเร็ว และมั่นคง หากพลาดเพียงก้าวเดียว เราอาจไม่ถึงอีกฝั่ง”
เหยียนซานพยักหน้ารับ สายตามองเงาจันทร์ที่แตกกระจายอยู่บนผิวน้ำ
“เราไม่มีเวลารอให้ระดับน้ำลดแล้ว”
ทุกคนเร่งลมปราณขึ้นพร้อมกัน ขณะที่โยวหงพยายามกางปีกหวังอาศัยกระแสลมช่วยพยุงตัว ทว่าลมเหนือแม่น้ำรุนแรงเกินกว่าจะต้านไว้ได้ นางจึงจำต้องร่อนลงเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ก่อนทั้งหมดจะทะยานออกไปพร้อมกัน ปลายเท้าแตะผิวน้ำและก้อนหินเป็จังหวะรวดเร็ว
ทว่าเพียงครู่เดียว หลี่เซวียนกลับเสียหลักเพราะแรงลม ร่างจมลงไปในสายน้ำจนถึงเข่า กระแสน้ำเชี่ยวกรากกระชากร่างให้เอนออกจากทางหินทันที โยวหงกับเหยียนซานรีบคว้าตัวไว้คนละข้างแล้วดึงกลับขึ้นมา ก่อนทั้งกลุ่มจะเร่งฝีเท้าอีกครั้ง ดีดตัวข้ามกระแสน้ำเชี่ยวกรากและขึ้นสู่ฝั่งตรงข้ามได้สำเร็จ
เสียงแม่น้ำสามภพกระทบโขดหินดังก้องไม่ขาดสาย ขณะที่สายลมแรงยังคงพัดผ่านผืนป่าริมฝั่ง ทั้งแปดยืนหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่งหลังฝ่ากระแสน้ำมาได้ ฉิงอียกมือกุมหน้าอกพลางหัวเราะเบา ๆ อย่างโล่งใจ ส่วนซุนหยุนฟงกำกระบี่แน่น สายตาเหลือบมองชายอาภรณ์ที่ยังเปียกชื้น
“ข้านึกว่าจะไม่รอดแล้วเสียอีก”
หลายคนถอนหายใจยาว พลางหันกลับไปมองแม่น้ำสามภพและผืนป่าฝั่งตรงข้ามที่เพิ่งจากมา ความมืดเบื้องหน้าลึกและเงียบกว่าฝั่งจวินเหิงหย่วนอย่างเห็นได้ชัด เสียงจักจั่นและเรไรดังระงมแทรกอยู่ในความวังเวง
หยางเสวี่ยอินขยับมายืนข้างเยว่เสวี่ยหลิง ขณะที่โยวหงก้าวนำอยู่ด้านหน้า ก่อนหันกลับมามองทุกคน
“จากตรงนี้คือป่าสามภพฝั่งที่ไม่มีผู้ใดปกครอง”
นางทอดสายตามองลึกเข้าไปในเงามืดของผืนป่า
“หากเราเดินทางด้วยความเร็วปกติ อีกไม่เกินสามชั่วยามก็จะถึงประตูมิติภพอสูร”
ทุกคนพยักหน้ารับ ก่อนทะยานเข้าสู่ผืนป่าอย่างรวดเร็ว
ป่าแห่งนี้หนาทึบกว่าฝั่งจวินเหิงหย่วนมาก กิ่งไม้มีชีวิตจำนวนไม่น้อยพุ่งเข้าจู่โจมผู้บุกรุกจากทุกทิศทาง เหล่าศิษย์จึงต้องคอยหลบหลีกและฟันฝ่าตลอดเส้นทาง ขณะที่เสียงคำรามของสัตว์ในป่าดังแว่วมาจากที่ไกลเป็ระยะ
กระทั่งซุนหยุนฟงยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ทุกคนหยุดพร้อมกัน ก่อนทะยานขึ้นสู่ยอดไม้ในทันที
ท่ามกลางความมืด เสียงโซ่ตรวนเสียดสีกันดังขึ้นเป็จังหวะสม่ำเสมอ พร้อมเสียงฝีเท้าของผู้คนจำนวนมากซึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละน้อย ทุกคนซ่อนตัวอยู่บนกิ่งไม้โดยไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย สายตาจับจ้องลงไปยังเบื้องล่าง
ขบวนคนกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนผ่านป่า ชายผู้เดินนำสวมอาภรณ์สีน้ำตาลเข้ม ปักอักษรกลืนภพเด่นชัดบนแผ่นหลัง แส้ในมือฟาดลงเป็ระยะใส่ผู้คนที่ถูกมัดรวมกันด้วยเชือกเส้นหนา
โยวหงขยับปีกเล็กน้อย ก่อนคลายมือเรียกสามง่ามออกมาจากมิติ แต่เยว่เสวี่ยหลิงกลับยื่นมือมากดปีกของนางไว้ แล้วพยักหน้าไปยังบุรุษสองคนซึ่งเดินอยู่กลางขบวน
แรงกดดันที่แผ่ออกจากทั้งสองแตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง ราวกับเป็ผู้ฝึกตนระดับสูงซึ่งคอยคุ้มกันขบวนนี้อยู่
หนึ่งในนั้นค่อย ๆ ยกมือขึ้น
ขบวนทั้งหมดหยุดลงทันที
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งผืนป่า
ชายผู้นั้นกวาดสายตามองไปรอบด้านอย่างช้า ๆ ราวกับััได้ถึงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืด ขณะที่บนกิ่งไม้ ทุกคนต่างนิ่งสนิทจนแทบหยุดหายใจ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงลดมือลง
แต่ในเวลาเดียวกัน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากกลางขบวน
“พวกเ้าจะพาพวกเราไปที่ใด”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า มือทั้งสองถูกมัดแน่นจนเกิดรอยเืและาแ
โยวหงชะงัก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที
“ท่านพ่อ...”
ร่างของนางขยับไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว
และในวินาทีนั้นเอง บุรุษผู้ยืนอยู่กลางขบวนก็เงยหน้าขึ้นมาทางยอดไม้ สายตาคมปลาบสบเข้ากับความมืดเบื้องบน ก่อนสะบัดมือออกไปทันที
คลื่นพลังสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นฟ้าราวอสนีบาต
กิ่งไม้แตกกระจาย
ร่างทั้งแปดะโลงจากยอดไม้พร้อมกัน อาวุธในมือถูกชักออกในท่วงท่าต่อสู้โดยไม่ลังเลอีกต่อไป
โยวหงสยายปีก ควงสามง่ามในมือทั้งสองข้าง ก่อนพุ่งตรงเข้าหากลุ่มนักฆ่าซึ่งขวางอยู่เบื้องหน้าบิดา นักฆ่าคนหนึ่งแทงกระบี่สวนกลับแทบจะทันที
เคร้ง—
ประกายไฟจากคมศาสตรากับคลื่นพลังะเิออกพร้อมกัน เสียงปะทะดังก้องไปทั่วความมืดของป่าสามภพ ต้นไม้โดยรอบสั่นไหว กิ่งไม้หักโค่นลงท่ามกลางเสียงะเิซึ่งสะท้อนลึกเข้าไปในผืนป่า
ไม่นาน ทุกอย่างก็ค่อย ๆ กลับคืนสู่ความเงียบ เหลือเพียงกลุ่มควันจางกับร่องรอยการต่อสู้กระจัดกระจายอยู่โดยรอบ
อาภรณ์ของเยว่เสวี่ยหลิงและสหายต่างเต็มไปด้วยรอยฉีกขาด หลายคนมีาแจากการปะทะอยู่ตามร่างกาย ทว่าไม่มีผู้ใดเสียเวลาพักหายใจ ทุกคนรีบกระจายตัวเข้าไปช่วยเหลือผู้ถูกจับกุมทันที
โยวหงคุกเข่าลงแก้เชือกที่มัดข้อมือบิดา ก่อนโผเข้าโอบกอดอีกฝ่ายแน่น ปีกสีดำของบุรุษผู้นั้นขยับเข้าห่อหุ้มบุตรสาวด้วยความโล่งใจ
“พ่อเพียงออกมาส่งสินค้าที่ท่าเรือ” เขากล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “แต่ถูกพวกมันจับตัวไว้ก่อนจะถึงประตูมิติ”
อีกด้านหนึ่ง เหยียนซานใช้ดาบฟันโซ่ตรวนที่ล่ามข้อเท้าของผู้คนทีละคน ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ศพซึ่งนอนอยู่ไม่ไกล
“นั่นเป็คนจากภพเทพมิใช่หรือ”
คำถามนั้นทำให้หลายคนหันมองตาม
ฉิงอีกำลังส่งพลังรักษาาแตรงข้อเท้าของหญิงชาวบ้านผู้หนึ่ง ซึ่งถูกโซ่ตรวนเสียดสีจนเืไหล หญิงผู้นั้นเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ข้าได้ยินพวกมันคุยกัน...พวกผู้หญิงจะถูกส่งไปเป็เครื่องบำเรอ ส่วนผู้ชายจะถูกนำไปใช้แรงงานหาเงินให้นิกายนั้น”
มือของฉิงอีชะงักไปเพียงชั่วครู่ ก่อนส่งพลังรักษาต่ออย่างเงียบๆ
ขณะเดียวกัน หยางเสวี่ยอินซึ่งกำลังตรวจดูศพที่กระจัดกระจายอยู่รอบบริเวณก็หยุดลงเบื้องหน้าร่างสองร่าง
“สองคนนี้เป็นักรบของสามภพ”
เยว่เสวี่ยหลิงเดินไปยังร่างชายในอาภรณ์สีน้ำตาลอีกสามคน ก่อนปลดป้ายสีดำที่ห้อยอยู่ข้างเอวขึ้นมาให้ทุกคนเห็น
“และอีกหลายคนเป็คนของนิกายกลืนสามภพ”
บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบลง นกจำนวนมากแตกตื่นบินออกจากเรือนยอดไม้เหนือศีรษะ ซุนหยุนฟงเงยหน้ามองฝูงนกเ่าั้ ก่อนถอนหายใจแรง
“พวกเราต้องรีบกลับจวินเหิงหย่วน” เขาหันไปทางแม่น้ำสามภพ “ก่อนระดับน้ำจะสูงกว่านี้”
หลังช่วยเหลือผู้คนจนเรียบร้อย คนจากภพอสูรจึงรวมตัวเดินทางกลับพร้อมบิดาของโยวหง ส่วนชาวบ้านอีกกลุ่มติดตามเหล่าศิษย์ทั้งแปดไปจนถึงริมแม่น้ำสามภพ หลายคนเลือกนั่งพักอยู่ตรงนั้น พลางกล่าวคำขอบคุณไม่ขาดสาย
“พวกเราจะรอจนระดับน้ำลดต่ำกว่าสะพานหินก่อน”
เหล่าศิษย์พยักหน้ารับ ก่อนทะยานข้ามแม่น้ำกลับไปยังอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว
สายลมพัดแรงตลอดเส้นทาง ฉิงอีวิ่งเคียงข้างสหายด้วยรอยยิ้มสดใส
“คืนนี้สนุกจริง ๆ”
ซุนหยุนฟงหันมามองนาง ขณะเบี่ยงตัวหลบกิ่งไม้ซึ่งทอดขวางอยู่เบื้องหน้า
“หากพวกเรากลับไม่ทันก่อนอาจารย์จะรู้เื่ ข้าว่าคงไม่สนุกแน่”
หลายคนหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เบื้องหน้า โยวหงกระพือปีกบินนำทางอยู่เหนือแนวไม้ ก่อนหันกลับมามองสหายทุกคน ดวงตาสีแดงคู่นั้นเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“ข้าขอบใจพวกเ้าทุกคนมาก”
ไม่นาน ทั้งแปดก็มาถึงทางแยกก่อนเข้าสู่หมู่บ้านเชิงเขาเทียนซาน พวกเขาแยกย้ายปะปนไปกับชาวบ้านที่เริ่มออกมาจับจ่ายในยามเช้า เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังขึ้นเป็ระยะใต้ท้องฟ้าสลัวก่อนรุ่งอรุณ ความคึกคักของตลาดทำให้ความตึงเครียดจากเหตุการณ์เมื่อคืนค่อย ๆ คลายลง หลายคนเริ่มหัวเราะและเล่าถึงความโกลาหลที่ผ่านมา ด้วยความคึกคะนองตามวัย
กระทั่งพวกเขาเดินขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของบันไดพิสูจน์ตน ใต้ต้นไม้โบราณคู่ใหญ่ซึ่งเปรียบเสมือนประตูสู่จวินเหิงหย่วน
เสียงหัวเราะทั้งหมดพลันหยุดลง
เบื้องหน้า ฉินอวี่เทียนยืนอยู่เพียงลำพังในอาภรณ์สีน้ำเงิน สีหน้าสงบนิ่งจนยากคาดเดาความรู้สึก ด้านหลังเขา ศิษย์อีกกว่าสิบคนถือไม้พลองยืนเรียงแถวอยู่เงียบ ๆ ราวกับเตรียมพร้อมมานานแล้ว
ฉิงอีซึ่งยังถือขนมอยู่ในมือชะงักไปเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มแล้วก้าวออกไปประสานมือคารวะ
“คารวะท่านอาจารย์ พวกเราเพิ่งไปตลาดมา...”
ฉินอวี่เทียนเพียงเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ก่อนหมุนกายหันหลังให้
ลมปราณมหาศาลพลันแผ่กระจายออกจากร่าง แรงกดดันรุนแรงกวาดผ่านทั่วบริเวณจนเกิดกระแสลมหมุน ใบไม้ปลิวกระจัดกระจาย ขนมในมือของฉิงอีร่วงลงสู่พื้นโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ศิษย์ทั้งแปดถูกกดดันจนต้องคุกเข่าลงพร้อมกัน
ฉินอวี่เทียนยื่นมือออกไปช้า ๆ ร่างของเยว่เสวี่ยหลิงซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่ค่อย ๆ ถูกยกขึ้นจากพื้นราวไร้น้ำหนัก ก่อนลอยไปหยุดตรงหน้าเขา แล้วจึงถูกปล่อยลงอีกครั้ง
“เ้ามีเสี้ยวจันทราอยู่ใน”
น้ำเสียงเรียบสงบนั้นกลับหนักยิ่งกว่าเสียงตวาดใด
“แต่กลับออกจากจวินเหิงหย่วนโดยไม่คิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบก้มศีรษะลง
“ศิษย์สำนึกผิดแล้ว”
หน้าผากของนางกระแทกพื้นหินดังชัดท่ามกลางความเงียบ หยางเสวี่ยอินจึงรีบขยับเข้ามาคุกเข่าข้างกาย
“พวกเราไปช่วยผู้คนที่ถูกนิกายกลืนสามภพจับตัวไป และยังพบว่านักรบสามภพบางส่วนร่วมมือกับพวกนั้นด้วย”
คราวนี้ฉินอวี่เทียนชะงักไปเล็กน้อย สายตากวาดผ่านทุกคน
“นั่นไม่ใช่หน้าที่ของพวกเ้า”
คำตอบนั้นทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยสิ่งใดต่อ
ฉินอวี่เทียนหันหลังกลับอีกครั้ง ก่อนทอดสายตามองไปยังอารามเบื้องบน
“กลับไปจัดเตรียมข้าวของของตนเอง”
เขาหยุดไปเพียงชั่วครู่ แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ก่อนเที่ยงวัน พวกเ้าทั้งหมดต้องเข้าสู่อารามสำนึกตน”
ลมเย็นยามเช้าพัดผ่านอีกครั้ง
ทว่าคราวนี้ ไม่มีผู้ใดเหลืออารมณ์จะหัวเราะอีกต่อไป