เกือบเที่ยงวัน แสงแดดสายส่องผ่านม่านโปร่งเข้ามาในห้องนอนกว้างของสองพี่น้อง
ชูเหยี๋ยนเป็คนแรกที่ลืมตาตื่น ก่อนชะงักเมื่อเห็นเวลา
“แย่แล้ว!”เสียงร้องของนางปลุกชูหยวนให้สะดุ้งตื่นทันที
“เกิดอะไรขึ้นคะพี่?! ศัตรูบุกอีกแล้วหรือ”
“ไม่! พวกเราหลับยาวถึงเที่ยงแล้ว!”
เพียงไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งสองก็รีบลงมาที่ห้องอาหารด้วยสภาพรีบร้อน ผมยังยุ่งเล็กน้อย เสื้อผ้าจัดไม่เรียบเท่าเดิม ต่างจากภาพคุณหนูสง่างามเมื่อคืนโดยสิ้นเชิง
แต่เมื่อเข้ามาในห้องทั้งสองก็ชะงัก
หยานเฉินไคนั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหารแล้ว
ชุดดำสนิทของเขาทำให้บรรยากาศรอบตัวดูสงบนิ่งอย่างประหลาด ใบหน้าหล่อเหลาราว์ยังคงเรียบเฉยดังเดิม
เพียงเห็นเขาภาพเมื่อคืนก็ย้อนกลับมาในหัวทั้งสองพร้อมกัน ใบหน้าของพวกนางแดงขึ้นทันทีอย่างห้ามไม่อยู่
ชูเหวินที่นั่งหัวโต๊ะมองภาพนั้นแล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย...แปลก ลูกสาวเขาเคยทำหน้าแบบนี้กับใครบ้าง?
เมื่อทุกคนนั่งลงครบ อาหารเริ่มถูกเสิร์ฟ ระหว่างมื้อที่กำลังดำเนินไปอย่างเงียบสงบ ชูเหวินก็วางตะเกียบลง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มีเื่หนึ่งที่พ่อจะแจ้งให้พวกเ้าทราบ”
สองสาวหันมองพร้อมกัน
“พ่อได้มอบพวกเ้าให้ท่านหยานแล้ว”
ห้องอาหารเงียบกริบ
ชูเหวินเตรียมใจไว้แล้วสำหรับเสียงกรีดร้อง การปฏิเสธ การโวยวายหรืออย่างน้อยคำถามหลายสิบข้อ
เพราะปกติแล้วชูเหยี๋ยนดื้อเื่คู่ครองที่สุด ชูหยวนก็ขี้อายจนแทบไม่กล้าคุยกับผู้ชายแปลกหน้า
แต่ผลลัพธ์กลับเป็“...ค่ะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
ตอบง่าย ตอบไว ตอบนิ่ง จนชูเหวินชะงัก เขามองลูกสาวทั้งสองด้วยสายตาแปลกประหลาด
ในหัวมีเพียงความคิดเดียว...ลูกสาวข้าถูกสลับตัวหรือ?
คนดื้อรั้นที่เคยพูดว่า “จะแต่งกับคนที่เหนือกว่าข้าเท่านั้น” หายไปไหน?
คนขี้อายที่แค่โดนชายหนุ่มจับมือยังหน้าแดงจนพูดไม่ออกหายไปไหน?
เหตุใดยอมง่ายเช่นนี้?!
ชูเหวินถึงกับต้องมองซ้ายขวา ราวกับสงสัยว่ามีคนปลอมตัวมาแทนลูกสาวจริง ๆ
ชูเหยี๋ยนเม้มปากเบา ๆ พยายามซ่อนสีแดงบนแก้ม
ชูหยวนก้มหน้าจนแทบจะจุ่มลงในชามข้าวเห็นได้ชัดว่าพวกนางไม่ได้ “ไม่แคร์”แต่กำลัง “เขินจนไม่กล้าพูด”
ในตอนนั้นเองหยานเฉินไคที่นั่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงสงบ จริงจัง และตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง“เมื่อพวกเ้ายอมรับ”เขามองสองสาวทีละคน
ดวงตาสีแดงนิ่งลึกไร้ความล้อเล่น“ข้าจะดูแลพวกเ้าให้ดีที่สุดเท่าที่ข้าทำได้”ไม่มีคำหวาน ไม่มีคำเกี้ยวพาราสี มีเพียงประโยคธรรมดาแสนเรียบง่าย
แต่กลับจริงใจจนห้องทั้งห้องเงียบลง ใบหน้าของสองสาวแดงก่ำในพริบตา
ชูหยวนแทบสำลักน้ำ
ชูเหยี๋ยนถึงกับต้องยกแก้วขึ้นบังหน้า
ชูเหวินมองภาพนั้นอย่างเหม่อลอยในใจสับสนหนักกว่าเดิม...ไม่ถูกต้อง...ทั้งหมดนี้ไม่ถูกต้อง ทำไมลูกสาวข้าดูเหมือนจะพอใจมาก?!
สุดท้ายเขาทำได้เพียงถอนหายใจยาว
ก่อนยอมรับความจริงข้อหนึ่งในใจ“...ดูเหมือนข้าจะประเมินใบหน้าของเ้าหนุ่มคนนี้ต่ำไป”
และเช้าวันนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง “เซียนชุดดำ” กับสองคุณหนูแห่งตระกูลชู ก็ได้รับการยืนยันอย่างเป็ทางการ
โดยไม่มีใครคัดค้านแม้แต่คนเดียว
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป หลังจากวันนั้น หยานเฉินไคก็เริ่มเรียนรู้โลกยุคปัจจุบันอย่างจริงจัง
ผู้เป็อาจารย์ของเขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรผู้ยิ่งใหญ่แต่กลับเป็หญิงสาวสองคน ชูเหยี๋ยน และชูหยวน
...
ทุกเช้า ทั้งสองจะพาเขาออกจากคฤหาสน์
จากบุรุษผู้สวมชุดเซียนสีดำมาตลอดหลายปี ค่อย ๆ เปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ต เสื้อยืด เสื้อโค้ต และกางเกงแบบคนทั่วไป แม้เ้าตัวจะยังรู้สึกว่าชุดเหล่านี้เคลื่อนไหวได้ไม่คล่องเท่าชุดเดิมก็ตาม
ชูหยวนมักหัวเราะเบา ๆ ทุกครั้งที่ช่วยจัดปกเสื้อให้เขา ส่วนชูเหยี๋ยนก็คอยเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะกับบุคลิกของเขาอยู่เสมอ
ไม่ว่าหยานเฉินไคจะสวมอะไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนมีเพียงเสื้อผ้า แต่ความหล่อเหลาเหนือสามัญกลับยิ่งโดดเด่นกว่าเดิมเสียอีก
หลายครั้ง เพียงเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า ผู้คนก็อดหันมามองไม่ได้
บางคนแอบถ่ายรูป บางคนแอบกระซิบ บางคนถึงกับเข้าใจผิด คิดว่าเขาเป็ดาราหรือเ้าชายจากต่างประเทศ
ชูเหยี๋ยนสอนให้เขาใช้โทรศัพท์มือถือ เริ่มั้แ่การเปิดหน้าจอ การโทรศัพท์ การส่งข้อความ การค้นหาข้อมูลไปจนถึงการใช้อินเทอร์เน็ต
หยานเฉินไคเรียนรู้ได้รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ เพียงเห็นครั้งเดียวก็แทบไม่ผิดพลาดอีก พร์อันน่าหวาดหวั่นของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฝึกฝน แต่รวมถึงการเรียนรู้ทุกสิ่งบนโลกใบนี้
ชูหยวนกลับเป็คนสอนเื่เล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน วิธีขึ้นรถไฟฟ้า วิธีใช้บัตรโดยสาร วิธีสั่งอาหาร วิธีต่อแถว วิธีขอบคุณ วิธีขอโทษ
รวมไปถึงการยิ้มให้ผู้อื่น ครั้งแรกที่ชูหยวนขอให้เขาลองยิ้ม
หยานเฉินไคทำเพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แม้จะเป็เพียงรอยยิ้มจาง ๆ
แต่กลับทำให้หญิงสาวรอบข้างที่เห็นถึงกับหยุดเดิน บางคนหน้าแดง บางคนถึงกับยืนเหม่ออยู่กับที่ราวกับถูกหยุดเวลา
ชูเหยี๋ยนถึงกับหัวเราะไม่หยุด"ต่อไป...ห้ามยิ้มกับผู้หญิงคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้านะ"
หยานเฉินไคเอียงศีรษะ"เพราะเหตุใด"
"เพราะ..."ชูเหยี๋ยนชะงัก ก่อนถอนหายใจยิ้ม ๆ"...เดี๋ยวจะเกิดเื่ค่ะ"
ทั้งสามเดินทางไปหลายแห่ง สวนสนุก สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ชายทะเล ูเา ร้านหนังสือ โรงภาพยนตร์ ร้านกาแฟ แม้แต่ตลาดกลางคืนที่เต็มไปด้วยผู้คน
ทุกแห่งล้วนกลายเป็สถานที่เรียนรู้ของหยานเฉินไค เขาได้รู้จักเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ได้เห็นผู้สูงอายุเดินจับมือกัน ได้เห็นคู่รักทะเลาะแล้วคืนดีกัน
ได้เห็นผู้คนร้องไห้ ได้เห็นผู้คนยิ้ม
โลกที่เคยมีเพียงการฝึกฝนและกระบี่ เริ่มมีสีสันเพิ่มขึ้นทีละน้อย
เวลาหลายเดือนผ่านไป สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด ไม่ใช่ระดับพลังของหยานเฉินไค
แต่เป็หัวใจของเขา ชายหนุ่มผู้เคยเ็าราวูเาน้ำแข็ง เริ่มเข้าใจความสุข เริ่มเข้าใจความห่วงใย
เริ่มเข้าใจความอบอุ่นของการมีผู้คนอยู่เคียงข้าง
แม้สีหน้าของเขาจะยังเรียบเฉยเป็ส่วนใหญ่ แต่ชูเหยี๋ยนและชูหยวนกลับสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ได้เสมอ
บางครั้ง...เมื่อทั้งสองพูดเื่ตลก มุมปากของเขาจะยกขึ้นเพียงเล็กน้อย
บางครั้ง...เมื่อชูหยวนสะดุดล้ม เขาจะเป็คนแรกที่ยื่นมือออกไปประคอง
บางครั้ง...เมื่อชูเหยี๋ยนทำงานจนเหนื่อยล้า บนโต๊ะทำงานของนางจะมีชาร้อนวางอยู่โดยไม่รู้ว่าใครเป็คนชง เขาไม่เคยพูดว่าห่วงใย แต่การกระทำของเขา กลับตอบแทนทุกคำพูดได้ดีกว่า
คืนหนึ่งทั้งสามนั่งชมดวงดาวบนดาดฟ้าคฤหาสน์ สายลมพัดอ่อน ๆ เมืองทั้งเมืองส่องแสงระยิบระยับอยู่เบื้องล่าง
ชูหยวนหันมายิ้มให้เขา"คุณหยาน...ตอนนี้รู้สึกอย่างไรกับโลกมนุษย์คะ"
หยานเฉินไคมองแสงไฟอันไร้สิ้นสุดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบช้า ๆ"ตอนแรก ข้าคิดว่าโลกนี้มีเพียงความวุ่นวาย"
เขาหยุดเล็กน้อย แล้วหันมองหญิงสาวทั้งสอง ดวงตาสีแดงที่เคยเย็นเยียบ บัดนี้อ่อนโยนขึ้นกว่าที่เคย"แต่ตอนนี้..."
"ข้าคิดว่า โลกใบนี้...ไม่เลว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชูเหยี๋ยนและชูหยวนต่างยิ้มออกมาพร้อมกัน เพราะพวกนางรู้ดี ชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวที่เคยใช้ชีวิตอยู่บนยอดเขาเพียงลำพัง กำลังค่อย ๆ เรียนรู้ความหมายของคำว่า..."ครอบครัว"
แม้หยานเฉินไคจะค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับโลกมนุษย์ แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ...การฝึกฝน
เมื่อถึงเวลาเรียนชายหนุ่มผู้สุภาพ อบอุ่น และเงียบขรึม จะกลับกลายเป็อาจารย์ที่เข้มงวดอย่างน่าเกรงขาม
ไม่มีคำว่า "พอแค่นี้"
ไม่มีคำว่า "เหนื่อย"
ไม่มีคำว่า "เอาไว้พรุ่งนี้"
หากยังทำไม่ได้...ก็ต้องทำต่อ
ยามรุ่งสาง ก่อนดวงอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้า เสียงของหยานเฉินไคจะดังขึ้นเป็ประจำ"ตื่น"
เพียงคำเดียวชูเหยี๋ยนกับชูหยวนก็รู้ทันทีว่า...่เวลาสบาย ๆ ได้จบลงแล้ว
"จับกระบี่ให้มั่น"
"ข้อมือยังไม่นิ่ง"
"ก้าวเท้าผิด"
"หายใจใหม่"
"อีกครั้ง"
"อีกครั้ง"
"อีกครั้ง"
เสียงของเขาไม่เคยดัง แต่หนักแน่นจนไม่มีใครกล้าโต้แย้ง เมื่อทั้งสองเหนื่อยจนแทบยืนไม่ไหว
หยานเฉินไคกลับพูดเพียงว่า"ฝึกต่อ"เมื่อฝ่ามือแตกเขาจะรักษาให้แล้วพูดต่อว่า"ฝึกต่อ"เมื่อหมดแรงจนล้มลง เขาจะประคองให้ลุกขึ้น ก่อนพูดคำเดิม"ฝึกต่อ"
หลายครั้งชูหยวนถึงกับแอบร้องไห้เพราะความเหนื่อย ชูเหยี๋ยนแม้ไม่ร้อง แต่ก็แอบกัดริมฝีปากด้วยความน้อยใจ
นอกเวลาฝึก เขาอ่อนโยนเหลือเกิน แต่พอเริ่มฝึก...กลับเหมือนเป็คนละคน วันหนึ่ง
หลังฝึกเสร็จ ชูเหยี๋ยนวางกระบี่ไม้ลงแรงกว่าปกติ"ไม่ฝึกแล้ว"นางหันหลังเดินเข้าคฤหาสน์ทันที
ชูหยวนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบวิ่งตามพี่สาวไป
หยานเฉินไคยืนอยู่ที่เดิม มองแผ่นหลังของทั้งสองอย่างเงียบ ๆ เขาไม่เข้าใจ ตนเอง...ทำอะไรผิดหรือ
ตกเย็น บนโต๊ะอาหาร ทั้งสองแทบไม่พูดกับเขา ชูหยวนที่เคยนั่งข้างเขา กลับเลือกไปนั่งอีกฝั่ง ส่วนชูเหยี๋ยนก็เอาแต่ก้มหน้ากินข้าว
ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา
หยานเฉินไคครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนหันไปถามชูเหวิน"ข้าทำสิ่งใดผิด"
ชูเหวินมองลูกสาวทั้งสอง ก่อนหัวเราะเบา ๆ"ผู้หญิง...บางครั้งก็ไม่ได้้าคำตอบ"
หยานเฉินไคขมวดคิ้ว"...?"
"พวกนางเพียงอยากให้เ้าสนใจความรู้สึกของพวกนาง"
คืนนั้น หยานเฉินไคยืนอยู่หน้าห้องของสองสาวเป็เวลานาน
สุดท้าย เขาก็เคาะประตูเบา ๆ ก๊อก...ก๊อก...ประตูค่อย ๆ เปิดออก ชูหยวนโผล่หน้าออกมานิดเดียว
ดวงตายังแดงเล็กน้อย"มีอะไรคะ..."
หยานเฉินไคเงียบไปพักหนึ่งก่อนพูดช้า ๆ"ข้า..."เขาหยุดอีกครั้งราวกับกำลังพยายามหาคำพูดที่ไม่เคยใช้มาก่อนในชีวิต"...ขอโทษ"เพียงสองพยางค์
แต่เป็คำที่ออกจากใจอย่างแท้จริง
ชูหยวนเบิกตากว้างแม้แต่ชูเหยี๋ยนที่ยืนอยู่ด้านในก็ยังชะงัก
หยานเฉินไคกล่าวต่อ"ข้าไม่เคยสอนผู้อื่น"
"ข้าจึงใช้วิธีที่เคยใช้กับตนเอง"
"ข้าไม่ได้้าให้พวกเ้าเจ็บ"
"ข้าเพียง...หวังให้พวกเ้าแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตนเอง"
บรรยากาศเงียบงัน ชูเหยี๋ยนเดินเข้ามา ก่อนเงยหน้ามองเขา"แล้ว...ถ้าพวกเราเหนื่อยล่ะคะ"
หยานเฉินไคนิ่งไปคำถามนี้...เขาไม่เคยถามตัวเองมาก่อน เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองเหนื่อย และเหนื่อยไม่ได้
เขาจึงตอบตามความจริง"ข้า...ไม่รู้"
คำตอบนั้นซื่อตรงเสียจนสองสาวหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา ชูหยวนยิ้มบาง ๆ"ถ้าไม่รู้...ก็เรียนรู้ไปพร้อมกับพวกเราสิคะ"
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา รูปแบบการฝึกของหยานเฉินไคค่อย ๆ เปลี่ยนไป ความเข้มงวด...ยังคงเดิม
แต่ระหว่างการฝึกจะมีเวลาพักเพิ่มขึ้น เขาจะอธิบายเหตุผลของทุกท่วงท่า คอยแก้ไขอย่างใจเย็นและเมื่อทั้งสองทำได้ดี
แม้เขาจะยังไม่ชมออกมาตรง ๆ แต่มุมปากที่ยกขึ้นเพียงเล็กน้อย กลับมีค่ามากกว่าคำชมใด ๆ บางครั้งหลังฝึกเสร็จ
เขาจะเป็ฝ่ายชงชาให้ทั้งสอง บางครั้งก็เตรียมผลไม้ไว้ล่วงหน้า หรือเงียบ ๆ นวดข้อมือที่บวมแดงให้โดยไม่พูดสักคำ
ชูเหยี๋ยนยิ้มพลางกระซิบกับน้องสาว"รู้ไหม"
"ตอนนี้เขายังเข้มงวดเหมือนเดิม"
"แต่..."
ชูหยวนยิ้มอย่างอ่อนโยน
"เขาเริ่มรู้จักคำว่าอ่อนโยนแล้ว"
ลมเย็นพัดผ่านลานฝึก หยานเฉินไคยังคงถือกระบี่ไม้ยืนอยู่เช่นเดิม
เพียงแต่ครั้งนี้ ชายผู้เคยเดินเพียงลำพังบนเส้นทางแห่งการฝึกตน
ได้เรียนรู้แล้วว่า...การทำให้ผู้อื่นแข็งแกร่ง ไม่ใช่เพียงการผลักดันด้วยความเข้มงวด แต่ยังต้องประคับประคองด้วยความเข้าใจอีกด้วย
<<โอ้วเย้ ในที่สุดก็ได้ลาพักเป็เวลา10วัน รอขึ้นกองร้อย ผมจะพยายามลงให้ได้มากที่สุดนะครับ ฝากแชร์ให้เพื่อน ๆ อ่านกันด้วยนะ>>