เสียงลมเย็นพัดผ่านราวไม้สะบัดชายชุดดำสวมหน้ากากเงินก้าวออกมาช้า ๆ จากเงาไม้ ใบหน้าเขาถูกบดบังด้วยโลหะเงาวับที่ม
ลวดลายสลักงดงาม
หลิงจวินยืนขวางหน้าใช้แขนแกร่งกั้นฮวาเสียนไว้เื้ั
“ผู้ใดกันแน่ที่เ้า้า” เสียงเขานิ่งแต่แฝงแรงกดดันรุนแรงเหมือนคลื่นใต้น้ำ
ชายหน้ากากเงินหัวเราะแ่เบาราวกับล้อเลียน
“ข้ากลับดีใจที่เ้ามอบคำถามนั้นให้ข้าเพราะข้า้าเธอ”
เขาเหยียดมือชี้ไปที่ฮวาเสียน
“หญิงสาวเื้ัเ้าคนนั้นต่างหากคือผู้ที่องค์ชายสี่้าตัวแต่ข้าอยากได้เธอด้วยเหตุผลอื่น”
หลิงจวินขยับตัวเล็กน้อยกระบี่ในมือถูกชักออกมาทันที
“หากคิดจะแตะนางต้องก้าวข้ามข้าก่อน”
“หลิงจวิน” ฮวาเสียนกระซิบเบา ๆ พลางจับชายเสื้อเขาไว้แน่น
“ข้ารู้สึกคุ้นเสียงเขาแต่ข้าจำอะไรไม่ได้เลย”
ชายหน้ากากเงินหัวเราะในลำคอ
“เ้าจำไม่ได้ เพราะความทรงจำของเ้าถูกลบไปด้วยยาแห่งลืมเลือนที่องค์ชายสี่วางไว้ในร่างเ้าเมื่อสามปีก่อน”
หลิงจวินเบิกตาเล็กน้อย
“อะไรนะ”
“เ้าหมายความว่า” เขาหันมามองฮวาเสียนอย่างจริงจัง
“นางเคยอยู่กับองค์ชายสี่”
ฮวาเสียนสั่นศีรษะอย่างแรง “ข้าไม่รู้ข้าจำไม่ได้จริง ๆ ”
เสียงดาบกระทบกันดังขึ้นทันทีชายหน้ากากเงินก้าวเข้ามาด้วยความเร็วเหนือสายตาหลิงจวินยกดาบรับการโจมตีไว้ทันเสียงเหล็กกระทบดังกังวานแรงจากดาบของชายปริศนาเทียบได้กับยอดฝีมือในวังหลวง
“ข้าไม่ให้เ้าแตะต้องนาง” หลิงจวินกัดฟัน แม้แรงสั่นะเืจากดาบจะแทบทำให้แขนชา
“ต่อให้ต้องตายตรงนี้”
ชายหน้ากากยิ้มบาง ๆ ภายใต้โลหะ
“เ้ากำลังรักนางงั้นหรือ”
หลิงจวินไม่ตอบเพียงแค่ผลักศัตรูออกไปหนึ่งก้าวและพุ่งเข้าใส่ด้วยท่ารุกดั่งสายฟ้า
ระหว่างการประมือฮวาเสียนหายใจติดขัด ดวงตาจับจ้องทั้งสองอย่างหวาดหวั่นมือของนางยกแตะหน้าอกตนเองรู้สึกถึงแรงสั่นะเืจากหัวใจ
"ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าข้ารู้จักชายผู้นั้น"
"หรือข้าเคยเป็ใครมาก่อน"
ทันใดนั้นเองในหัวของนางปรากฏภาพชั่วพริบตา
เด็กหญิงในชุดสีขาวนั่งกลางศาลาวังบูรพา
เด็กชายสองคนยืนประจันหน้าหนึ่งในนั้นคือองค์ชายสี่อีกคนหนึ่งสวมหน้ากากเงินเหมือนที่เห็นตอนนี้เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว
“เสียนเอ๋อร์เ้าสัญญากับข้าแล้วจะไม่ลืมข้าไป”
ฮวาเสียนเซไปหนึ่งก้าวมือกุมศีรษะแน่น ความเจ็บร้าวปะทุขึ้นกลางขมับอย่างรุนแรง
หลิงจวินหันมาเห็นพอดี
“เสียนเอ๋อร์”
นั่นทำให้เขาเสียจังหวะชายหน้ากากพุ่งกระบี่ใส่ไหล่ของเขาเฉียดเพียงคืบ
เืไหลซึมออกจากชายเสื้อสีเทาเข้มของหลิงจวินแต่เขาไม่สนใจรีบคว้าฮวาเสียนมากอดไว้แน่นก่อนหันไปจ้องชายปริศนาอีกครั้งด้วยสายตาดุราวอสรพิษ
“เ้าทำให้นางเจ็บ”
เสียงนั้นเย็นจัดจนแม้แต่ลมป่าก็หยุดพัด
ชายหน้ากากหัวเราะเบา ๆ
“ไม่ใช่ข้าที่ทำให้นางเจ็บแต่เป็ความจริงที่เ้าไม่รู้ต่างหาก”
เขาะโถอยหลังขึ้นไปยืนบนกิ่งไม้ปลายเท้าเบาหวิวเหมือนนกเหยี่ยวก่อนหายวับไปในเงาทึบของป่าทิ้งไว้เพียงคำพูดสุดท้าย
“เ้าจะรู้ว่านางเป็ใคร”
“และเมื่อเ้ารู้เ้ายังจะรักนางได้อีกหรือไม่”
าแและหัวใจหลิงจวินทรุดนั่งข้างธาร
ฮวาเสียนรีบฉีกผ้าคลุมตนเองมาช่วยห้ามเืที่หัวไหล่เขา
“เ้าาเ็เพราะข้า ข้า ”
เขาจับมือนางไว้แน่น “เงียบเสีย ข้าไม่เสียใจเลยที่เจ็บเพื่อเ้า”
“แค่เ้ายังอยู่ข้างข้า ข้าก็จะยอมแลกกับทุกอย่าง”
ดวงตาของฮวาเสียนเต็มไปด้วยน้ำตานางซบใบหน้าลงกับไหล่เขาเบา ๆ แม้ตรงนั้นจะมีแผล ในวินาทีนั้นแม้โลกจะสั่นไหวด้วยความจริงที่ไม่อาจคาดเดาแต่ความผูกพันระหว่างเขาและนางก็ยิ่งลึกลงทุกลมหายใจ
เสียงของชายหน้ากากเงินจางหายไปพร้อมเงาร่างของเขาในพุ่มไม้ทิ้งไว้เพียงความสับสนคลางแคลงและความเ็ปบนหัวไหล่ของหลิงจวินแม้จะเพียงรอยแผลเฉียด แต่เืก็ไหลซึมเปื้อนเสื้อจนเป็ดวง
ฮวาเสียนรีบฉีกผ้าคลุมของตนพันาแอย่างไม่ลังเลแม้มือของนางจะสั่น
“อดทนหน่อยนะ ท่านแม่ทัพ”
“อืม” เขาตอบเสียงแ่ดวงตายังมองไปยังทางที่ศัตรูหายไป
“เสียนเอ๋อร์” หลิงจวินเอ่ยขณะจับมือนางเบาๆ
“เ้าไม่จำเป็ต้องกังวลเื่อดีต” นางเงยหน้าขึ้นน้ำตาซึมที่หางตา
“แต่ข้าไม่รู้ว่าข้าเป็ใครหากข้าเคยอยู่ฝั่งเดียวกับศัตรูล่ะ ท่านจะยังรักข้าอยู่หรือไม่”
หลิงจวินเงียบไปอึดใจก่อนจะเอื้อมมือข้างที่ไม่เจ็บลูบศีรษะนางเบาๆ
“ถึงเ้าจะเคยเป็ใครแต่เ้าในวันนี้คือคนที่ทำให้ข้าอยากมีชีวิตต่อ”
“ข้าไม่สนว่าชื่อแท้จริงของเ้าคืออะไรหรือเคยอยู่กับใครสำหรับข้า เ้าคือเสียนเอ๋อร์ คนเดียว”
นางน้ำตาร่วงทันทีไม่ใช่เพราะความกลัวแต่เพราะหัวใจที่อบอุ่นจนเจ็บ
ฮวาเสียนซบลงกับอกเขาอีกครั้ง แม้จะรู้ว่ามีแผลอยู่ตรงนั้นแต่หลิงจวินก็ไม่ปัดป้องมือของเขากอดนางไว้แน่นราวกับโลกทั้งใบคือสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนนั้น
ค่ำคืนหลังการปะทะเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทั้งคู่หาที่พักชั่วคราวในถ้ำเล็กใกล้เชิงเขาอากาศหนาวเย็นลงอย่างรวดเร็ว หลิงจวินก่อกองไฟเล็ก ๆ ด้วยมือเดียวขณะที่ฮวาเสียนต้มน้ำในหม้อเล็กจากกระบอกไม้ไผ่
เสียงน้ำเดือดปุด ๆ ดังเบา ๆ ผสมกับเสียงหรีดหริ่งและเปลวไฟที่แตกเปรี๊ยะ
ฮวาเสียนลอบมองเขาเงียบ ๆ ใบหน้าเข้มขรึมของเขาดูอ่อนลงยามอยู่ท่ามกลางแสงไฟ เธอค่อย ๆ ขยับไปใกล้เอ่ยด้วยเสียงอ้อมแอ้ม
“คืนนี้ให้ข้าเฝ้ายามแทนท่านเถอะ”
หลิงจวินปรายตามองนางเพียงครู่ก่อนยกยิ้มจาง ๆ
“ข้ายังไม่ตายง่าย ๆ หรอกแต่ถ้าเ้าคิดจะนั่งข้างข้าทั้งคืน ข้าก็ไม่ว่า”
ฮวาเสียนนั่งลงข้างเขามือเล็กเอื้อมไปจับมือเขาที่วางอยู่ข้างตัว
“มือท่านเย็นข้าจะอุ่นให้”
ทั้งสองนั่งนิ่งใต้แสงไฟกระแสความอุ่นไหลเวียนระหว่างมือที่กุมกันแน่นไม่มีถ้อยคำใดจำเป็ต้องเอื้อนเอ่ยเพราะเพียงสายตาที่สบกันก็เหมือนหัวใจได้สื่อสารกันหมดแล้ว
เสียงกระซิบกลางคืนเมื่อไฟมอดลงไปครึ่งหนึ่ง ฮวาเสียนเอนศีรษะพิงไหล่เขาขณะที่หลิงจวินเอื้อมมือโอบไหล่นางไว้
“หลิงจวิน”
“อืม”
“ข้าเคยฝันว่าเด็กหญิงคนหนึ่งหลงทางในวังใหญ่แล้วมีเด็กชายสองคนมาพบ”
เสียงนางแ่เบาราวเสียงลมพัดต้นไผ่
“ข้าไม่รู้ว่าความฝันนั้นเกี่ยวข้องกับข้าหรือไม่ แต่ข้าได้ยินพวกเขาเถียงกันเื่ข้าแล้วเด็กชายคนหนึ่งก็หายไป”
หลิงจวินนิ่งเงียบไปนานก่อนเอ่ยเบา ๆ
“ในโลกนี้มีคนมากมายที่อยากสิ่งล้ำค่า”
“หากเ้าคือสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งไม่แปลกที่ใครบางคนจะไม่ยอมให้เ้าเป็ของผู้อื่น”
ฮวาเสียนหลับตาอย่างเหนื่อยล้าแต่ก่อนจะเข้าสู่นิทรานางกระซิบเสียงเบาราวกลัวว่าเขาจะไม่ทันได้ยิน
“ข้ากลัววันนั้นวันที่ความจริงเปิดเผยแล้วท่านต้องหันหลังให้ข้า”
หลิงจวินก้มลงจูบเบา ๆ ที่หน้าผากนาง
“เ้าควรกลัววันที่ข้าปล่อยมือ”
“แต่ข้าจะไม่มีวันปล่อยจำไว้”
เสียงลมหายใจของทั้งสองแ่เบาราวกับกลืนหายไปกับเสียงลมยามค่ำคืนในหุบเขา
ฮวาเสียนยังคงนั่งพิงอยู่ในอ้อมแขนของหลิงจวินหัวใจเต้นช้า ๆ เป็จังหวะเดียวกันกับเขา
นางไม่รู้ว่าผ่านมากี่ปีแล้วที่ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยเช่นนี้แม้ในความทรงจำจะพร่าเลือนแต่นางจำได้ชัดเจนว่าชีวิตของสาวใช้ในวังหลวงไม่เคยมีที่ว่างให้คำว่าเป็ห่วง หรือถูกห่วงใย
แต่ชายตรงหน้ากลับมอบให้มากกว่านั้น
ทั้งแววตา ัั และคำพูดของเขา ล้วนอบอุ่นจนแทบทำให้นางหลั่งน้ำตา
“เ้าอยากกลับจำอดีตของตัวเองหรือไม่” หลิงจวินถามขึ้นเบา ๆ
ฮวาเสียนนิ่งไปมือที่กำชายเสื้อเขาแน่นขึ้นเล็กน้อย
“ข้าก็ไม่แน่ใจ” นางตอบเสียงแ่
“ในใจข้ารู้สึกว่าอดีตของข้าอาจมีาแ
หากข้าเปิดมันออกมาแล้วพบว่าข้าไม่ใช่คนดีอย่างที่คิดข้ากลัว”
หลิงจวินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้นด้วยเสียงมั่นคง
“ไม่ว่าอดีตเ้าจะเป็เช่นไร”
“สิ่งที่ข้าเห็นอยู่ตรงหน้าในวันนี้คือหญิงสาวที่อ่อนโยน กล้าหาญ และยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องผู้อื่น”
เขาหันมาสบตานางตรง ๆ “ข้าไม่สนใจว่าเ้าจะเคยเป็ใคร”
“เพราะคนที่ข้ารักคือเ้าที่นั่งอยู่ตรงนี้”